“อาเรียนนา แฮมิลตัน” (Arianna Hamilton) พนักงานเบอร์เกอร์คิง (Burger King) ถูกแฟรนไชส์ยุติการจ้างงาน หลังคลิปเหตุการณ์ที่เธอพูด “Free Palestine” (ปลดปล่อยปาเลสไตน์) กับลูกค้าซึ่งระบุว่าเป็นชาวอิสราเอลถูกเผยแพร่ทางออนไลน์ ก่อนเรื่องราวขยายสู่กระแสระดมทุนและข้อถกเถียงในสหรัฐฯ

เหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงต้นเดือนสิงหาคมนี้ ที่ร้านเบอร์เกอร์คิงในเมืองเบรนิกส์วิลล์ (Breinigsville) รัฐเพนซิลเวเนีย โดยเกี่ยวข้องกับแฮมิลตันและ “รามี ไฟน์สไตน์” (Rami Feinstein) นักดนตรีชาวอเมริกันเชื้อสายอิสราเอล ซึ่งเดินทางมาสั่งอาหารให้ครอบครัว

ตามคำกล่าวของไฟน์สไตน์ ระหว่างรับออร์เดอร์ แฮมิลตันถามเขาว่ามาจากไหน ก่อนที่เขาจะตอบว่า “อิสราเอล”

คำตอบดังกล่าวนำไปสู่ประโยคสั้นๆ จากพนักงานหญิงว่า “Free Palestine”

ไฟน์สไตน์จึงเปิดโทรศัพท์บันทึกเหตุการณ์ พร้อมขอให้แฮมิลตันพูดประโยคดังกล่าวอีกครั้ง ซึ่งเธอก็พูดซ้ำ จากนั้นเขาระบุว่าตนเองเพียงเข้ามาสั่งอาหาร ก่อนตั้งคำถามว่าเหตุใดคำขวัญทางการเมืองจึงเข้ามาเกี่ยวข้องกับการสั่งอาหารของเขา

ต่อมาไฟน์สไตน์ระบุว่าเขารู้สึกถูกคุกคาม จึงขอเงินคืนและออกจากร้าน ก่อนนำคลิปไปเผยแพร่ทางออนไลน์ พร้อมตั้งคำถามว่าเบอร์เกอร์คิงเป็นสถานที่ปลอดภัยสำหรับลูกค้าชาวยิวหรือไม่

เบอร์เกอร์คิงเข้ามาอยู่กลางสมรภูมิ ย้ำไม่ยอมรับการเลือกปฏิบัติ

ทันทีที่คลิปถูกเผยแพร่ เหตุการณ์ไม่ได้จบลงเพียงข้อพิพาทระหว่างลูกค้ากับพนักงาน แต่ขยายตัวเป็นประเด็นถกเถียงเกี่ยวกับอิสราเอล ปาเลสไตน์ การต่อต้านชาวยิว และเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

เมื่อกระแสวิจารณ์ขยายตัว ฝ่ายบริหารของเบอร์เกอร์คิงออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อประสบการณ์ของลูกค้า โดยระบุว่า

“เราเสียใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้ยินเกี่ยวกับประสบการณ์ของคุณ เบอร์เกอร์คิงคือสถานที่ที่ทุกคนควรรู้สึกได้รับการต้อนรับ การเคารพ และปราศจากการเลือกปฏิบัติ”

บริษัทพร้อมยืนยันว่า “เราไม่ยอมรับการต่อต้านชาวยิว ความเกลียดชัง หรือการเลือกปฏิบัติทุกรูปแบบ”

เบอร์เกอร์คิงระบุด้วยว่ากำลังทำงานร่วมกับแฟรนไชส์ซึ่งเป็นเจ้าของและผู้ดำเนินการร้านดังกล่าวเพื่อจัดการกับเหตุการณ์

แต่เรื่องไม่ได้มีเพียงด้านเดียว

ข้อมูลอีกด้าน

แฮมิลตันออกมาเล่าเหตุการณ์ของเธอเองผ่านอินสตาแกรม โดยให้รายละเอียดแตกต่างจากคำกล่าวของไฟน์สไตน์

เธอระบุว่าไม่ได้ถามไฟน์สไตน์ว่าเขามีถิ่นกำเนิดจากประเทศใด แต่ถามว่าเขามาจากพื้นที่ใดใน Lehigh Valley เนื่องจากร้านมีลูกค้าจากหลายพื้นที่ ทั้งนิวยอร์กและนิวเจอร์ซีย์

แฮมิลตันกล่าวว่า ในตอนแรกไฟน์สไตน์บอกว่ามาจากนิวเจอร์ซีย์ และบทสนทนาก็จบลงเพียงเท่านั้น ก่อนที่เขาจะเปิดเผยภายหลังว่าเป็นชาวอิสราเอล พร้อมนำสร้อยรูปดาวแห่งดาวิดออกมาและบอกว่า “ฉันเป็นชาวอิสราเอล ฉันมาจากอิสราเอล”

แฮมิลตันบอกว่า นั่นคือจังหวะที่ทำให้เธอพูดว่า “Free Palestine”

เธอยืนยันว่าคำพูดดังกล่าวเป็นการแสดงออกถึงจุดยืนทางการเมือง และไม่ได้มีเจตนาข่มขู่หรือเลือกปฏิบัติต่อลูกค้า

หลังถูกเปิดกล้องบันทึกภาพ เธอยังยืนยันว่าไม่ได้คิดจะถอนคำพูดดังกล่าว

“ฉันจะพูดถึงมุมมองของตัวเองต่อไป และจะไม่กลัวที่จะพูดในสิ่งที่ฉันคิด” แฮมิลตันกล่าว

จากคลิปไวรัลสู่การตกงาน

หลังเหตุการณ์กลายเป็นกระแส แฮมิลตันเปิดเผยว่าเธอถูกเลิกจ้างจากเบอร์เกอร์คิง โดยได้รับแจ้งว่าการกระทำของเธอเข้าข่ายการเลือกปฏิบัติต่อลูกค้าและการใช้ถ้อยคำที่เป็น hate speech ขณะที่เธอไม่เห็นด้วยกับการตีความดังกล่าว

จากข้อพิพาทระหว่างลูกค้ากับพนักงาน เรื่องจึงขยับไปสู่คำถามที่ใหญ่ขึ้นว่า เส้นแบ่งระหว่างการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองกับการแสดงออกที่ลูกค้ารู้สึกว่าเป็นการเลือกปฏิบัติอยู่ตรงไหน

ฝ่ายไฟน์สไตน์มองว่าเขาเพียงเข้ามาซื้ออาหาร แต่กลับถูกพาดพิงถึงอัตลักษณ์และจุดยืนทางการเมือง ขณะที่แฮมิลตันยืนยันว่าคำพูดของเธอเป็นการแสดงจุดยืน และเธอพร้อมยืนหยัดกับความคิดเห็นของตัวเอง

จากสาวเบอร์เกอร์คิง สู่กระแสระดมทุน

หลังถูกเลิกจ้าง แฮมิลตันไม่ได้หายไปจากกระแสข่าว

ตรงกันข้าม เธอกลับได้รับแรงสนับสนุนจากผู้คนอีกกลุ่มที่มองว่าเธอกำลังเผชิญผลกระทบจากการแสดงจุดยืนทางการเมือง

แฮมิลตันเปิดแคมเปญระดมทุนชื่อ “Support Arianna After Job Loss for Free Speech” เพื่อช่วยค่าใช้จ่ายระหว่างหางานใหม่

เธอระบุว่าเงินบริจาคจะนำไปใช้สำหรับค่าเช่า ค่าอาหาร ค่าสาธารณูปโภค ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายพื้นฐานอื่นๆ รวมถึงช่วยเหลือครอบครัวและสนับสนุนเป้าหมายในการเข้าเรียนมหาวิทยาลัย

ยอดระดมทุนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากราว 133,000 ดอลลาร์เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ก่อนเพิ่มเป็นมากกว่า 170,000 ดอลลาร์ในรายงานล่าสุด โดยมีผู้บริจาคหลายพันราย ขณะที่เป้าหมายของแคมเปญอยู่ที่ 220,000 ดอลลาร์

แฮมิลตันยังระบุว่า หากได้รับเงินมากเกินกว่าความจำเป็นสำหรับค่าใช้จ่ายของเธอ เธอตั้งใจจะนำเงินส่วนหนึ่งไปช่วยเหลือครอบครัวในปาเลสไตน์

ประเด็นถกเถียง

เรื่องของอาเรียนนา แฮมิลตันจึงไม่ได้จบลงที่ร้านเบอร์เกอร์คิงในเพนซิลเวเนียอีกต่อไป

เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นประเด็นถกเถียงบนโลกออนไลน์เกี่ยวกับ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การแสดงจุดยืนทางการเมืองในสถานที่ทำงาน และเส้นแบ่งระหว่างคำพูดทางการเมืองกับการเลือกปฏิบัติต่อลูกค้า

ขณะที่ไฟน์สไตน์มองว่าคำพูดดังกล่าวทำให้เขารู้สึกไม่ปลอดภัย แฮมิลตันยืนยันว่าเธอเพียงแสดงจุดยืนทางการเมือง และยังคงยืนยันสิทธิในการพูดถึงมุมมองของตัวเองต่อไป

ประเด็นที่เริ่มต้นจากหน้าเคาน์เตอร์อาหาร กลายเป็นชนวนให้เกิดการถกเถียงเรื่องอิสราเอล-ปาเลสไตน์ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และขอบเขตของการเลือกปฏิบัติในสถานที่ทำงาน

และในเวลาเดียวกัน มันเปลี่ยนหญิงสาวคนหนึ่งจาก พนักงานเบอร์เกอร์คิง ที่ไม่มีใครรู้จัก ให้กลายเป็นชื่อที่ถูกพูดถึงบนโลกออนไลน์ พร้อมคำถามที่ยังไม่มีคำตอบง่ายๆ ว่า เมื่อจุดยืนทางการเมืองถูกนำเข้ามาอยู่ในพื้นที่ทำงาน เส้นแบ่งระหว่าง “สิทธิในการพูด” กับ “ผลที่ต้องรับจากคำพูด” ควรอยู่ตรงไหน.

 

  • อ้างอิง

https://www.siasat.com

https://www.jfeed.com

https://www.ibtimes.co.uk

https://www.inkl.com