มองชีวิต “ชาวยิวอิหร่าน” ภายใต้การปกครองของสาธารณรัฐอิสลาม

599
โบสถ์ยิวในเตหะราน (FOR-USA Fellowship of Reconciliation/Flickr)

ชาวยิวเริ่มตั้งถิ่นฐานในอิหร่านเมื่อประมาณ 2,700 ปีก่อน ตลอดประวัติศาสตร์ของพวกเขา ชาวยิวอิหร่านได้รับมือกับความท้าทายที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสมัยของอาณาจักรซาฟาวิด (ค.ศ. 1501-1736) และการอยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์กอญัร (ค.ศ. 1796-1925)

ในยุคของราชวงศ์ “ปาห์ลาวี” -โดยเฉพาะในรัชกาลของ “มูฮัมหมัด เรซา ชาห์” (ค.ศ. 2484-2522) – มักถูกมองว่าเป็น “ยุคทอง” สำหรับชาวยิวอิหร่านทั้งหลาย ชุมชนชาวยิวอิหร่านเติบโตทางเศรษฐกิจ ภายใต้แผนปฏิรูปของชาห์ ในชื่อ “การปฏิวัติสีขาว” (White Revolution ค.ศ.1964-1979) การปฏิวัติไปสู่ความทันสมัยนี้ให้โอกาสพิเศษสำหรับชุมชนชาวยิวในอิหร่าน

ในวันที่มีการปฏิวัติอิสลามปี 1978 (พ.ศ. 2521) ชุมชนชาวยิวในอิหร่านมีจำนวนประมาณ 80,000 คน โดยประชากร 60,000 คนอาศัยอยู่ในกรุงเตหะรานเมืองหลวง ถึงแม้ชาวยิวจะมีสัดส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรทั้งหมดของอิหร่านที่มีจำนวน 35 ล้านคน-ในขณะนั้น- แต่สถานะทางด้านเศรษฐกิจ อาชีพการงาน และวัฒนธรรมของพวกเขาก็อยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง

ช่วงเวลาดังกล่าว ส่วนใหญ่ของประชากรชาวยิวในอิหร่านเป็นชนชั้นกลางหรือชนชั้นบน มีโรงเรียนของชาวยิว องค์กรทางสังคมและวัฒนธรรม และเฉพาะในกรุงเตหะรานที่เดียวมีโบสถ์ยิวประมาณ 30 แห่ง

การปฏิวัติอิสลาม

เมื่อการต่อต้านชาห์ปะทุขึ้นในฤดูใบไม้ร่วงปี 1977 สิ่งที่เคยเป็นความแข็งแกร่งของชุมชนชาวยิวได้เปลี่ยนเป็นจุดอ่อนสำคัญอย่างรวดเร็ว อันเนื่องจาก : สถานะทางเศรษฐกิจและสังคมของพวกเขา ความสัมพันธ์กับชาห์และนโยบายของเขา และความสัมพันธ์กับอิสราเอลและสหรัฐอเมริกา

แนวคิดเกลียดชังต่อต้านชาวยิวรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว ในเตหะรานมีการเผยแพร่ใบปลิวแผ่นพับขู่ว่าจะแก้แค้นชาวยิวที่ปล้นทรัพย์สมบัติของชาวอิหร่าน สโลแกน “ชาวยิวจงพินาศ” ถูกเขียนบนกำแพงโบสถ์และสถาบันของชาวยิว ชาวมุสลิมในอิหร่านเริ่มรังเกียจเพื่อนบ้านชาวยิวของพวกเขาซึ่งตอนนี้กำลังประสบกับความไม่มั่นคงและตัดสินใจที่จะยุติธุรกิจกิจการของพวกเขาเพราะต้องเผชิญการตอบสนองที่ไม่เป็นมิตร

ในระหว่างการปฏิวัตินั้น คลื่นแห่งการต่อต้านอิสราเอลแผ่ขยายไปทั่วอิหร่านอันส่งผลกระทบต่อชุมชนชาวยิว มีการยึดทรัพย์สินของภาคเอกชนกันขนานใหญ่ ซึ่งส่งผลให้ชาวยิวที่ร่ำรวยหลายพันคนพากันหนีไปยังสหรัฐฯ หรืออิสราเอล

แต่ในเวลาเดียวกัน ชาวยิวก็มองโลกในแง่ดีจากการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง เมื่อ “อายะตุลเลาะห์ โคมัยนี” -นักการศาสนาอาวุโสมุสลิมชีอะห์และผู้นำสูงสุดของประเทศในอนาคต- ได้กลับมายังอิหร่านเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 1979 (พ.ศ. 2522) ชาวยิว 5,000 คนซึ่งนำโดย “เยดิเดีย โชเฟต” (Yedidia Shofet) หัวหน้าแรบไบอิหร่าน (พระยิว) เป็นหนึ่งในกลุ่มประชาชนที่ได้ไปต้อนรับเขา บางคนได้ถือภาพของโคมัยนี และส่งสัญญาณประกาศว่า “ชาวยิวและชาวมุสลิมเป็นพี่น้องกัน”

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 1979 (พ.ศ. 2522) ห้าวันหลังจากการประหารชีวิตหัวหน้าชุมชนชาวยิว “ฮาบิบ เอลเกียน” (Habib Elghanian) ผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นสายลับและนักกิจกรรมของไซออนิสต์ ผู้แทนของผู้นำชาวยิวได้เดินทางไปพบกับโคโมนีที่เมืองกุม โคมัยนีได้บรรเทาความหวาดกลัวของพวกเขาด้วยถ้อยคำต่อไปนี้ :

“เราแยกแยะระหว่างชุมชนชาวยิวและไซออนิสต์ และเรารู้ว่านี่เป็นสองสิ่งที่แตกต่างกัน เราต่อต้านไซออนิสต์ เพราะพวกเขาไม่ใช่ชาวยิว แต่เป็นนักการเมือง … แต่สำหรับชุมชนชาวยิวและส่วนที่เหลือของชุมชน-ชนส่วนน้อย-ต่างๆ ในอิหร่าน พวกเขาเป็นสมาชิกของประเทศนี้ อิสลามจะปฏิบัติต่อพวกเขาในลักษณะเดียวกับที่ทำกับชนชั้นอื่นๆ ของสังคม (วิทยุเตหะราน 15 พ. ค. 1979)

แน่แท้ว่า นับตั้งแต่การจัดตั้งสาธารณรัฐอิสลามและการประกาศให้ “อิสลาม” เป็นศาสนาของชาติที่ครอบคลุมทุกอย่างในปี 1979 ระบอบการปกครองได้แยกแยะอย่างเป็นทางการระหว่างชาวยิวของประเทศอิหร่านซึ่งถือว่าเป็นพลเมืองที่ซื่อสัตย์ และชาวยิวอื่น ๆ เช่น อิสราเอล, ไซออนิสต์ และชาวยิวทั่วโลก ซึ่งรัฐบาลไม่ปิดบังความเป็นปฏิปักษ์ของตน กิจกรรมของไซออนิสต์เป็นความผิดทางอาญา โดยมีบทลงโทษที่รุนแรง

เรื่องนี้นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงภายในกิจการของชาวยิว ในปลายเดือนมีนาคมปี 1978 คนรุ่นใหม่ซึ่งเป็นปัญญาชนชาวยิวอิหร่านหัวก้าวหน้าได้ขึ้นมาแทนที่ในสภายิวเก่า ที่ชื่อ “Anjumān-i Kalīmīan” (คณะกรรมการชาวยิว) โดยมีการก่อตั้งกลุ่มต่อต้านไซอนนิสต์ ชื่อ “Jāme-yi Rowshanfikrān-i Yahūd-i Irān” (องค์การปัญญาชนชาวยิวอิหร่าน) ซึ่งได้ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ต่อการปฏิวัติอิสลาม การฟื้นฟูทางศาสนาและวัฒนธรรม และการคุ้มครองชุมชน นับตั้งแต่ก่อตั้งองค์การนี้ได้พยายามที่จะปกปักรักษาชุมชนมิให้ล่มสลาย

ออกจากอิหร่าน

การปฏิวัติก่อให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ชาวอิหร่านชาวยิว สมาชิกชุมชนประมาณสองในสามได้เดินทางออกจากประเทศ ตามการคาดการณ์ชาวยิวอิหร่านจำนวน 30,000-40,000 คนอพยพไปยังสหรัฐอเมริกา 20,000 คนเดินทางไปอิสราเอล และ 10,000 คนไปยังยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี และสวิสเซอร์แลนด์ โดยชาวอิหร่านที่เดินทางมายังสหรัฐฯ ประมาณ 25,000 คนอาศัยอยู่ในแคลิฟอร์เนีย (20,000 คนอยู่ในลอสแอนเจลิส) และ 8,000 คนอาศัยอยู่ในนิวยอร์ก วันนี้จำนวนชาวยิวที่อาศัยอยู่ในอิหร่านอยู่ที่ประมาณ 25,000 ถึง 30,000 คน

ชาวยิวที่ต้องการอพยพในช่วงทศวรรษแรกของสาธารณรัฐอิสลามประสบกับปัญหามากมาย เนื่องจากสำนักงานรัฐบาลพิเศษที่รับผิดชอบในการออกหนังสือเดินทางแก่ชาวยิวได้ปฏิเสธผู้สมัครจำนวนมาก ชาวยิวหลายคนหนีผ่านปากีสถานหรือตุรกี ผู้อพยพ