สงครามซีเรีย : สิ่งที่สื่อกระแสหลักไม่ได้บอกคุณเกี่ยวกับเหตุการณ์ใน “โกวตาห์ตะวันออก”

166
เมือง Al-Nashabiyah ในบริเวณโกวตาห์ตะวันออก ชานกรุงดามัสกัส ซีเรีย, 4 มีนาคม 2018 © SANA / AFP

ท่ามกลางการต่อสู้ของรัฐบาลซีเรียกับ “เยช อัล-อิสลาม” (Jaysh al-Islam) เพื่อยึดคืนพื้นที่โกวตาห์ตะวันออก (Eastern Ghouta) สื่อตะวันตกได้ทำเป็นเมินเฉยต่อการสังหารโหดของพวกก่อการร้าย โดยเลือกที่จะกล่าวโทษความรุนแรงทั้งหมดว่าเป็นฝีมือของ “รัฐบาล”

กระบวนการโหมกระพือแบบนี้เกิดขึ้นทุกครั้งที่รัฐบาลซีเรียยึดคืนพื้นจากผู้ก่อการร้าย เวลานี้คือ “โกวตาห์ตะวันออก” ย่านชานเมืองของกรุงดามัสกัส และเป็นหนึ่งในที่มั่นสุดท้ายที่เหลืออยู่ของกลุ่มอิสลามมิสต์ฝ่ายต่อต้านซึ่งฉีกทึ้งประเทศแห่งนี้ในช่วงเจ็ดปีที่ผ่านมา

ก่อน “โกวตาห์ตะวันออก” เป็นอาเลปโป (Aleppo) และก่อนอาเลปโป เป็นมาดายา (Madaya) และก่อน มาดายา คือ ฮอมส์ (Homs) และที่อื่นๆ สถานที่ทั้งหมดเหล่านี้ถูกตีกรอบราวกับว่ามันไม่มีพวกก่อการร้ายติดอาวุธอยู่ในปัจจุบัน และทางการซีเรียได้สังหารพลเรือนอย่างหฤโหด กระหายเลือด  และหากกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบได้รับการกล่าวถึง พวกเขามักจะถูกนำเสนอจากสื่อตะวันตกว่าเป็นกลุ่มกบฏสายกลางและนักรบอิสระ

ดังนั้นถ้าความเข้าใจของคุณเกี่ยวกับ “โกวตาห์ตะวันออก” มาจากสื่อกระแสหลักเพียงด้านเดียว มุมมองที่แสดงผลในความคิดก็จะเป็นความขัดแย้งด้านเดียวที่เกิดขึ้นระหว่าง “รัฐบาลซีเรีย” กับ “พลเรือน” ของตน ทว่าสงครามครั้งนี้ไม่ง่ายเช่นนั้น

ผู้นำญิฮาดิสต์

กลุ่มกบฏที่รับผิดชอบ “โกวตาห์ตะวันออก” เป็นกลุ่มญิฮาดที่แข็งแกร่งที่สุดคือ “เยช อัล-อิสลาม” (Jaysh al-Islam) หรือ “กลุ่มกองทัพอิสลาม” เป็นกลุ่มญิฮาดิสต์แนวคิดซาลาฟี (Salafi-Jihadist) ที่ได้รับการสนับสนุนจากซาอุดิอาระเบียซึ่งพยายามจะล้มรัฐบาลซีเรียและแทนที่ด้วย “กลุ่มรัฐอิสลาม” (ไอเอส หรือ ไอซิส)

“เยช อัล-อิสลาม” เป็นกลุ่มที่มีแนวคิด “แบ่งแยกทางนิกาย” (sectarian) สุดโต่งมาก มีตรรกะ ยุทธศาสตร์ และเป้าหมายของตนเช่นเดียวกับไอซิส กลุ่มนี้มีส่วนร่วมในการประหารชีวิตประชาชนต่อหน้าสาธารณะ และโอ้อวดต่อสาธารณชนด้วยการแห่พลเรือนจากนิกายอะลาวี (Alawite) ที่ถูกกักขังไปตามท้องถนนในฐานะโล่มนุษย์

ผู้ก่อตั้งกลุ่ม นายซะห์ราน อัลลูช (Zahran Alloush) ซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว เรียกร้องอย่างเปิดเผยให้ฆ่าล้างเผ่าพันธ์ชนกลุ่มน้อยทางศาสนา

กลุ่มที่ใหญ่เป็นอันดับสองคือ เฟลัค อัล-เราะห์มาน (Faylaq al-Rahman) ซึ่งเป็นพันธมิตรกับ “ฮาเยต ตะห์รีร อัล-ชาม (Hayet Tahrir al-Sham) หรือ HTS ซึ่งเป็นชื่อล่าสุดของเครือข่ายอัลกออิดะห์ (Al-Qaeda) ของซีเรีย HTS ยังมีอยู่เพียงเล็กน้อยใน “โกวตาห์ตะวันออก”  เช่นเดียวกับ “อะหาร์ อัล-ชาม” (Ahar al-Sham) และ “นูร์ อัดดีน อัล-เซนกิ” (Nour al-Din al-Zenki) ซึ่งเป็นกลุ่มที่รับอาวุธของสหรัฐฯ ในอดีต ซึ่งนักรบของพวกเขาได้อัดคลิปขณะตนเองตัดศีรษะของเด็กวัยรุ่นคนหนึ่ง

เมื่อไม่นานมานี้พลเรือนที่หนีจาก“โกวตาห์ตะวันออก”  ได้บอกว่า ถูกยิงโดยกลุ่มก่อการร้ายที่พยายามจะป้องกันไม่ให้พวกเขาหลบหนีไปสู่ความปลอดภัยในดินแดนที่รัฐบาลควบคุม ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อเท็จจริงที่สื่อตะวันตกปฏิเสธที่จะรายงาน รวมทั้งเรื่องที่กลุ่มกบฏได้ระงับการให้อาหารและความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมต่อพลเรือนก็ถูกละเลยจากสื่อกระแสหลักเช่นเดียวกัน

สงครามข้อมูลข่าวสาร

ซีเรียอาจเป็นสงครามกลางเมืองที่มีการโฆษณาชวนเชื่อมากที่สุดในประวัติศาสตร์ รัฐบาลตะวันตกและพันธมิตรระดับภูมิภาคของพวกเขาได้ใช้เงินหลายสิบล้านเหรียญในการสร้างเครื่องมือสื่อที่ปลุกเร้าในเกิดการจลาจล กล่าวโทษความรุนแรงทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้กับรัฐบาลซีเรีย และแทรกแซงทางทหารด้วยกองทัพชาติตะวันตกที่เกรียงไกรต่อประธานาธิบดีซีเรีย “บาชาร์ อัสซาด” จากนั้นสื่อตะวันตกก็เข้ามาพึ่งพาแหล่งโฆษณาชวนเชื่อเหล่านี้สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับความขัดแย้ง

ที่มีชื่อเสียงที่สุดก็คือ “ไวท์ เฮลเม็ตส์” (White Helmets) หรือ “กลุ่มหมวกนิรภัยสีขาว” ซึ่งเป็นกลุ่มกู้ภัยที่ได้รับการสนับสนุนอย่างหนักจากรัฐบาลสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร ได้รับการประชาสัมพันธ์โดยบริษัทประชาสัมพันธ์ชั้นนำ “ไวท์ เฮลเม็ตส์” สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองอย่างเปิดเผย พร้อมทำงานร่วมกับกลุ่มกบฏในพื้นที่ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับอัลกออิดะห์ สมาชิกบางส่วนของกลุ่ม “ไวท์ เฮลเม็ตส์” ได้มีส่วนร่วมในการสังหารโหดซึ่งถูกบันทึกไว้ในวิดีโอที่ถูกเผยแพร่ผ่านโลกออนไลน์ ความจริงเกือบทั้งหมดนี้ถูกเมินเฉยโดยสื่อตะวันตกซึ่งให้ความรักใคร่เอ็นดูกับกลุ่มนี้

อีกแหล่งข้อมูลของสื่อตะวันตก ก็คือ “กลุ่มสังเกตการณ์เพื่อสิทธิมนุษยชนซีเรีย” (Syrian Observatory for Human Rights) องค์กรเฝ้าสังเกตการณ์ที่ดำเนินการโดยชายคนหนึ่งที่ทำงานจากบ้านของเขาในอังกฤษ ซึ่งเขาเปิดเผยอย่างชัดเจนว่าเอนเอียงไปทางฝ่ายต่อต้านรัฐบาลซีเรีย

นอกจากนั้น สื่อตะวันตกมักเชื่อถือผู้ที่อธิบายตนเองว่าเป็น “นักกิจกรรมด้านสื่อ” (media activists) ในพื้นที่ของซีเรียซึ่งถูกควบคุมโดยกลุ่มก่อการร้าย แต่กลุ่มก่อการร้ายเหล่านี้ไม่เคยยินยอมให้มีนักกิจกรรมหรือนักข่าว ในความเป็นจริงเป็นที่รู้กันว่าพวกเขาถูกคุมขัง ทรมาน และมีการประหารนักกิจกรรม นักกฎหมาย คนทำงานด้านมนุษยธรรม นักข่าว และชนกลุ่มน้อย นั่นเป็นเหตุผลที่ผู้สื่อข่าวชาวตะวันตกไม่สามารถเดินทางไปยังพื้นที่ซีเรียที่พวกกบฏควบคุมได้ เนื่องจากอาจถูกลักพาตัว เรียกค่าไถ่ หรือถูกสังหาร

นี่จึงเป็นเหตผลที่ควรตั้งคำถามอย่างจริงจังต่อผู้ใดก็ตาม ที่อ้างว่าเป็น “แหล่งข่าวอิสระ” (independent source) จากในพื้นที่ในซีเรียซึ่งฝ่ายก่อการร้ายควบคุมอยู่ เพราะเป็นไปไม่ได้ที่ผู้คนจะนำข้อมูลออกโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้มีอำนาจของกลุ่มญิฮาดิสต์ที่มีส่วนได้เสียในการประชาสัมพันธ์เรื่องเล่าที่กระตุ้นให้เกิดความโกรธแค้นรัฐบาลซีเรียและนำไปสู่การแทรกแซง นี่คือความจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน “โกวตาห์ตะวันออก” ซึ่งกลุ่มก่อการร้ายกำลังสูญเสียพื้นที่ สิ่งเดียวที่สามารถช่วยผดุงกลุ่ม “เยช อัล-อิสลาม” จากความพ่ายแพ้ ก็คือการแทรกแซงจากภายนอก

แน่นอนว่า ข้อมูลที่มาจากพื้นที่ของรัฐบาลก็ควรได้รับการปฏิบัติด้วยการ “ตั้งข้อสงสัย” เช่นเดียวกัน เพราะโดยสรุปแล้ว รัฐบาลทั้งหลายนั้นย่อมโกหกเช่นกัน แต่ในกรณีของประเทศซีเรีย สื่อตะวันตกรายงานเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นนอกพื้นที่ควบคุมของรัฐบาลซีเรียราวกับว่าพวกเขาถูกจัดฉากใส่ร้ายทั้งหมด ขณะที่ในทางกลับกันไม่ว่าอะไรก็ตามที่พวกกบฏพูดกลับเป็นความจริงไปเสียหมดทุกเรื่อง ในขณะเดียวกันสื่อกลับเมินเฉยที่จะพูดถึงเหยื่อในพื้นที่ของรัฐบาลอย่างสิ้นเชิง

เป็นเวลาหลายปีมาแล้วที่ฝ่ายกบฏใน“โกวตาห์ตะวันออก” ได้ก่อการร้ายและสังหารพลเรือนจำนวนหลายพันคนที่อาศัยอยู่ในดามัสกัส ซึ่งคุณแทบไม่เคยได้ยินเรื่องราวนี้ในสื่อตะวันตก

อัลกออิดะห์ ขบวนการแห่งความตาย

และนั่นนำเราไปสู่หนึ่งในการโกหกของสื่อตะวันตกที่ร้ายกาจที่สุด ซึ่งก็คือวิธีการที่ชาติตะวันตกปล่อยให้การนองเลือดในประเทศซีเรียดำเนินต่อไปโดยไม่มีมาตรการลงโทษใดๆ มิหนำซ้ำตะวันตกยังได้เข้าแทรกแซงในซีเรีย ซึ่งโดยการกระทำเช่นนี้ได้นำไปสู่การฆ่าสังหารที่ยืดเยื้อและเสริมอำนาจให้กับอัลกออิดะห์

ในต้นเดือนพฤศจิกายน 2011 แม้จะมีการเตือนว่า การติดอาวุธให้ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลจะถูกครอบงำโดยฝ่ายหัวรุนแรงสุดโต่งที่มีแนวคิดแบ่งแยกทางนิกาย  แต่ “บารัก โอบามา” ก็ได้ใช้เงินจำนวน 1 พันล้านเหรียญต่อปีในการฝึกทางทหารและส่งอาวุธไปยังพวกกบฏที่พวกเขารู้ว่าเชื่อมโยงกับอัลกออิดะห์เพื่อให้โค่นล้มรัฐบาลซีเรีย อันทำให้อัลกออิดะห์สามารถสร้างเครือข่ายพันธมิตรของตนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งถือว่าเป็นผลโดยตรงมาจากนโยบายที่ต้องการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองซีเรียของสหรัฐฯ ที่ไม่ยั้งคิดนี้

กล่าวอีกนัยหนึ่ง รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ส่งต่อการทำสงครามกับซีเรียของตนให้แก่กลุ่มผู้ก่อการร้ายอัลกออิดะห์ และชาวอเมริกันก็ไม่มีความคิดเห็นใด เพราะสื่อตะวันตกยังคงเผยแพร่คำโกหกต่อไป

นี่ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับการยกย่องรัฐบาลซีเรียซึ่งแท้จริงแล้วเป็นเผด็จการและมีข้อบกพร่องอย่างมาก แต่มันเกี่ยวกับสิ่งที่จะมาแทนที่รัฐบาลที่จะถูกล้มล้าง ซึ่งเป็นทางเลือกที่ชาวซีเรียส่วนใหญ่ไม่สามารถยอมรับได้  นั่นคือเหตุผลที่ชาวซีเรียส่วนใหญ่ (อย่างน้อย 75% ในปี 2016 ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงขึ้นอย่างแน่นอนในวันนี้ เนื่องจากรัฐบาลได้ยึดคืนพื้นที่ขนาดใหญ่กลับมาจากผู้ก่อการร้าย) ได้เลือกที่จะอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่รัฐบาลควบคุมดูแล และในความเป็นจริง ประชาชนหลายล้านคนได้หนีไปสู่พื้นที่ปลอดภัยของเมืองที่ควบคุมโดยรัฐบาลหลังจากที่พวกก่อการร้ายได้เข้ายึดพื้นที่ของพวกเขา เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกก่ออาชญากรรมจากพวกก่อการร้ายติดอาวุธ ขณะที่ส่วนอื่นๆ ได้หนีออกมาเพราะกลัวระเบิดของรัฐบาลที่กลุ่มหัวรุนแรงได้อันเชิญมาเมื่อพวกเขาเข้ามายึดพื้นที่

เพื่อให้เข้าใจถึงความรุนแรงของสิ่งที่สหรัฐฯ ทำในซีเรีย ให้เรานำสถานการณ์ดังกล่าวมาใส่ในบริบทของอเมริกา มันก็จะเปรียบได้กับว่า ศัตรูของอเมริกาได้ระดมทุนและติดอาวุธให้กลุ่ม “คูคลักซ์แคลน” (ขบวนการชาตินิยมผิวขาวสุดโต่ง) บุกเข้ายึดเมืองต่างๆ ในสหรัฐอเมริกา และสื่อต่างๆ ได้อธิบายถึงกองกำลังติดอาวุธคูคลักซ์แคลน  ว่าเป็น “กบฏสายปานกลาง” และ “นักสู้อิสระ” ขณะที่พวกเขาเข่นฆ่าชนกลุ่มน้อยต่างๆ และยิงปืนใหญ่ถล่มพลเรือนในกรุงวอชิงตัน นิวยอร์ก และลอสแอนเจลิส ลองนึกภาพว่าวอชิงตันจะมีปฏิกิริยาอย่างไรในสถานการณ์เช่นนี้ ซึ่งคุณแทบไม่ต้องจินตนาการเลย แค่มองย้อนไปแค่ไม่นานที่พวกเขาไล่ล่าสังหารเข่นฆ่าอย่างสนุกสนานไปทั่วโลกหลังจากการโจมตีของผู้ก่อการร้ายเมื่อวันที่ 9 กันยายน ซึ่งก่อให้ภัยคุกคามของอัลกออิดะห์เริ่มต้นขึ้นในตะวันออกกลางด้วยเช่นกัน

สองมาตรฐาน

หลังไอซิสยึดพื้นที่ขนาดใหญ่ในดินแดนอิรัก รัฐบาลอิรักซึ่งได้รับการสนับสนุนทางอากาศจากสหรัฐฯ ได้เปิดปฏิบัติการเพื่อยึดคืนเมืองต่างๆ เช่น โมซูล ฟัลลูจาห์ และติกรีต ซึ่งในกรณีเหล่านี้สื่อตะวันตกได้โปรโมตว่าเป็น “การปลดปล่อย”

ขณะเดียวกันในประเทศซีเรีย รัฐบาลซีเรียโดยการสนับสนุนทางอากาศของรัสเซียได้ใช้ยุทธวิธีทางทหารที่หลายรูปแบบเหมือนกันในการยึดคืนเมืองต่างๆ เช่น อาเลปโป และโกวตาห์ตะวันออก จากกลุ่มต่างๆ ซึ่งไม่ต่างจากไอซิส  แต่สื่อต่างๆ ได้ตีกรอบให้ปฏิบัติการดังกล่าวว่าเป็นการกระทำที่ชั่วร้าย และบางกรณีถือว่าเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

ความขัดแย้งในประเทศซีเรียอาจเป็นเรื่องยุ่งเหยิงและซับซ้อน แต่ท่ามกลางการแผดเสียงจากสื่อกระแสหลักของประเทศตะวันตก สิ่งสำคัญสำหรับเราคือต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริงที่ว่า มีวาระซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังความเป็นจริงด้านเดียวของพวกเขาอยู่เสมอ.

…..

เขียนโดย Rania Khalek นักข่าว นักเขียน และนักวิจารณ์การเมืองชาวอเมริกันที่อาศัยอยู่ในตะวันออกกลาง

โต๊ะข่าวต่างประเทศแปล/เรียบเรียงจาก : RT

** มุมมองในบทความนี้เป็นทัศนะของผู้เขียน ไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับจุดยืนของกองบรรณาธิการ