บันทึกของ “มร.แฮมเฟอร์” : สายลับอังกฤษในดินแดนออตโตมัน (บทนำ)

383

บันทึกของ “นายแฮมเฟอร์ หรือ “มร.แฮมเฟอร์” (The Memoirs of Mr. Hempher) เป็นเรื่องราวของ “สายลับอังกฤษ”  ซึ่งมีภารกิจปลอมตัวเป็นมุสลิมเพื่อแทรกซึมเข้าไปใน “จักรวรรดิออตโตมัน” ในช่วงต้นศตวรรษที่ 17 

ในเอกสารชิ้นนี้ มร.แฮมเฟอร์สารภาพถึงแผนการจำนวนหนึ่งที่จะทำลายจักรวรรดิออตโตมัน โดยการส่งเสริม “การแบ่งแยก” ในตะวันออกกลาง และทำให้โลกมุสลิมตกอยู่ในสภาพอ่อนเปลี้ย

“แฮมเฟอร์” เป็นสายลับอังกฤษที่ถูกสร้างขึ้นมาเป็นพิเศษ เพื่อบ่อนทำลายจักรวรรดิออตโตมันให้อ่อนแอลงไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม หลังจากได้รับการศึกษาเชิงลึกเกี่ยวกับศาสนาอิสลามและภาษาตุรกีในอังกฤษ เขาก็ถูกส่งไปปฏิบัติภารกิจแรกในกรุงอิสตันบูล

เมื่อไปถึง เขาสร้างภาพตัวเองว่าเป็นชาวตะวันตกที่หันมาเข้ารับอิสลาม และได้เข้าศึกษากับนักการศาสนาที่รู้จักในนาม “เชคอะหมัด” ภายใต้การสั่งสอนของเขา “แฮมเฟอร์” ได้เรียนรู้ภาษาอาหรับและวิทยาการอิสลาม เช่นเดียวกับการได้ฝึกฝนภาษาตุรกีของเขาให้ดียิ่งขึ้น

หลังจากกลับไปอังกฤษ แฮมเฟอร์ได้บรรยายสรุปสถานการณ์ให้คณะรัฐมนตรีของจักรวรรดิอังกฤษ จากนั้นเขาก็ถูกส่งไปปฏิบัติภารกิจใหม่ที่เมืองบัสเราะห์ (Basra) ประเทศอิรัก เพื่อศึกษา ก่อกวน และกระตุ้นให้มีเงื่อนไขใหม่ๆ อันจะทำให้เกิด “การแบ่งแยก” ในโลกมุสลิม และในพื้นที่ซึ่งมุสลิม “ซุนนี” และ “ชีอะห์” อยู่ร่วมกันอย่างเมืองบัสเราะห์ จึงเป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับภารกิจนี้

ตามบันทึกของ “มร.แฮมเฟอร์” ยังมีสายลับอังกฤษเช่นตนเองอีก 9 คนที่ปฏิบัติภารกิจในดินแดนออตโตมัน โดยหนึ่งในสายลับเหล่านี้หายตัวไปในเยเมน ขณะที่อีกคนหายตัวไปในรัสเซีย สายลับในอียิปต์ละทิ้งภารกิจของตนหลังจากที่ได้เปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลาม ขณะที่สายลับคนอื่นๆ เสียชีวิตในขณะปฏิบัติหน้าที่

ในบันทึกความทรงจำนี้ของเขา แฮมเฟอร์อธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับจุดอ่อนของโลกมุสลิม และพร้อมกับเปิดเผยความตึงเครียดระหว่างซุนนีและชีอะห์  เขายังอธิบายการก่อตัวของขบวนการเคลื่อนไหวใหม่ซึ่งต่อมากลายเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “ชาววะฮาบี” (Wahhabism)

หนึ่งในคำสารภาพที่สำคัญที่สุดของแฮมเฟอร์ ก็คือคณะรัฐมนตรีของจักรวรรดิอังกฤษกำลังติดตามพัฒนาการทางการเมืองในโลกมุสลิมอย่างใกล้ชิด เพื่อว่าพวกเขาได้จัดตั้ง “หน่วยงาน” ขึ้นมาติดตามสถานการณ์และคาดการณ์แนวโน้มใหม่ ๆ

บทบาทที่น่าตกใจที่สุดของหน่วยนี้คือการแต่งตั้งบุคคลเพื่อที่จะเข้าไปปฏิบัติหน้าที่เป็นเสมือนเงาในราชสำนักของสุลต่านออตโตมัน และสำนักผู้นำทางศาสนา “มหามุฟตี” (Grand Mufti) รวมทั้งในราชสำนักซาฟาวิด มหาเสนาบดี และผู้นำทางจิตวิญญาณของชาวชีอะห์ ตามบันทึกของ มร.แฮมเฟอร์ สายลับได้รับการฝึกฝนมาเป็นพิเศษเพื่อปลอมตัวเป็นตัวแทนของบุคคลเหล่านี้ ร่วมกับการเป็นที่ปรึกษาและอาลักษณ์ พวกเขาจะรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับภูมิภาคที่ตนได้รับมอบหมาย

ในบันทึกความทรงจำแฮมเฟอร์ กล่าวว่าหน่วยงานเหล่านี้สามารถทำนายแนวโน้มและผลสะท้อนในโลกมุสลิมได้อย่างถูกต้องโดยมากถึง 75 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

ในขณะที่อยู่ในเมืองนาญัฟ (Najaf) ประเทศอิรัก แฮมเฟอร์วางตัวเป็นนักเรียนศาสนา มีอยู่ครั้งหนึ่งเขาจำได้ว่าได้เผชิญหน้ากับพวกสายลับคนหนึ่งของพวกเขา ซึ่งวางตัวเป็นนักการศาสนาของชาวชีอะห์ แต่ในเวลานั้นแฮมเฟอร์ไม่ทราบว่านักการศาสนาคนนี้เป็นสายลับเหมือนกับตนเอง

แฮมเฟอร์ได้ถามนักการศาสนาปลอมคนนี้ว่า การต่อต้านรัฐบาลซุนนีเป็นสิ่งที่อนุญาตหรือไม่? นักการศาสนาคนนี้ตอบว่า ไม่ใช่เหตุผลอันสมควรที่จะกบฏต่อรัฐบาลเพียงเพราะเป็นชาวซุนนี มุสลิมทุกคนเป็นพี่น้องกัน และจะได้รับอนุญาตเพียงสถานเดียวก็ต่อเมื่อรัฐบาลซุนนีทำให้มุสลิมถูกกดขี่และเผชิญการทารุณกรรม ซึ่งเป็นไปตามหลักการอิสลามในเรื่องกำชับความดีและห้ามปรามสิ่งชั่วร้าย

แฮมเฟอร์รู้สึกตะลึงเมื่อพบภายหลังว่านักวิชาการปลอมคนนี้เป็นสายลับจริงๆ ในขณะที่ตัวเขาเองเชื่ออย่างจริงจังว่าเขากำลังพูดคุยกับนักวิชาการชาวชีอะห์จริงๆ ในขณะเดียวกันเขาก็รู้สึกภาคภูมิใจที่สายลับคนอื่นๆ ที่สามารถแสดงออกถึงศักยภาพที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้

บันทึกความทรงจำของ “มร.แฮมเฟอร์” (The Memoirs of Mr. Hempher) ถูกตีพิมพ์เป็นตอนๆ ใน “Spiegel” สื่อเยอรมัน และต่อมาในสื่อฝรั่งเศสที่มีชื่อเสียง แพทย์ชาวเลบานอนได้แปลเอกสารนี้เป็นภาษาอาหรับ และจากตรงนั้นมันได้ถูกแปลเป็นภาษาอังกฤษและภาษาอื่นๆ จนกระทั่งสำนักพิมพ์ “วะกัฟ อิคลาส” (Waqf Ikhlas publications) ได้นำมาพิมพ์เป็นเล่มหนังสือและเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ภายใต้ชื่อ “คำสารภาพของสายลับอังกฤษ และความเป็นศัตรูของอังกฤษกับศาสนาอิสลาม” (Confessions of a British spy and British enmity against Islam) 

เอกสารนี้เผยให้เห็นเบื้องหลังที่แท้จริงของขบวนการวะฮาบี (Wahhabi) ที่ถูกคิดค้นขึ้นโดยมูฮัมหมัด บิน อับดุลวะฮาบ (Mohammad bin abdul Wahhab) และอธิบายถึงความเท็จมากมายที่พวกเขาแพร่ระบาดในนามของศาสนาอิสลาม และแสดงให้เห็นถึงบทบาทของศัตรูที่มีต่อศาสนาอิสลาม ศาสดามูฮัมหมัด (ซ.ล.)  และต่อมุสลิมโดยรวม 

…..
โปรดรออ่านต่อตอนต่อไป