บันทึกของ “มร.แฮมเฟอร์” : สายลับอังกฤษในดินแดนออตโตมัน (4)

51

ภาคที่ 4

เข้าสู่เมืองบัศเราะห์และพบเจอกับเชคอุมัร อัฏ-ฏออีย์

เมื่อข้าพเจ้าได้มาถึงเมืองบัศเราะห์ก็ได้เข้าสู่มัสยิดแห่งหนึ่ง ซึ่งมัสยิดที่ได้เลือกนั้นเป็นมัสยิดที่มีผู้รู้จากพี่น้องชาวอะห์ลิลซุนนะห์ที่มีเชื้อสายอาหรับและผู้รู้คนนั้นมีชื่อว่าเชคอุมัรอัฏ-ฏออีย์ 

ข้าพเจ้าได้ทำความรู้จักและแสดงความผูกสัมพันธ์ไมตรีกับเขา แต่ทว่าช่วงแรกๆ เขาได้สงสัยและคลางแคลงในตัวของข้าพเจ้า จึงได้ซักถามเรื่องเชื้อสาย เผ่าพันธุ์ และอื่นๆ ข้าพเจ้าคิดว่าสาเหตุแห่งความคลางแคลง สงสัยในครั้งนี้นั้นเพราะว่าผิวพรรณและสำเนียงภาษาการพูดจาของข้าพเจ้า แต่ทว่าข้าพเจ้าก็สามารถรอดพ้นจากข้อสงสัยต่างๆเหล่านี้ของเชคได้เกือบทุกครั้ง

ข้าพเจ้าได้แนะนำตัวกับเชคว่า  เป็นชาวเมืองอัคดียร์ ในตุรกีและเป็นลูกศิษย์ของเชคอะหมัด และเป็นลูกจ้างของช่างไม้ที่ชื่อว่าคอลิด โดยที่ข้าพเจ้าได้บอกเล่าประสบการณ์ที่ได้พบเจอในประเทศตุรกีทั้งหมดให้เขาฟังเพื่อให้เขาหมดความสงสัยในตัวข้าพเจ้า  บางครั้งข้าพเจ้าได้เล่าเป็นภาษาตุรกีให้กับเขา และในขณะนั้นเขาได้เหลียวมองไปยังอีกคนหนึ่งที่อยู่ในเหตุการณ์ด้วยเพื่อส่งสัญญาณว่า ข้าพเจ้าได้พูดภาษาตุรกีได้อย่างถูกต้องหรือไม่? และเขาผู้นั้นก็ได้ส่งสายตาบอกว่า ใช่เขาพูดภาษาตุรกีได้อย่างถูกต้องสมบูรณ์

ข้าพเจ้ามีความปลื้มปิติยินดีเป็นอย่างมากที่สามารถทำให้เชคไว้วางใจในตัวข้าพเจ้าได้ แต่แล้วความดีอกดีใจในครั้งนี้ มันได้สลายลงอีกครั้ง เพราะว่าถัดจากนั้นไม่นาน เชคก็ยังมองข้าพเจ้าด้วยความสงสัยคลางแคลงอีกว่าข้าพเจ้าเป็นสายลับของตุรกี ก็เพราะว่าหลังจากนั้นข้าพเจ้าได้ประจักษ์ว่า เชคมีความขัดแย้งกับผู้ว่าการเมืองบัศเราะห์ที่ได้ถูกแต่งตั้งมาจากราชวงค์อุษมานีย์ ซึ่งก็ได้มีการใส่ร้ายป้ายสีและคิดไม่ซื่อระหว่างทั้งสองฝ่าย ในที่สุดข้าพเจ้าจึงตัดสินใจออกจากมัสยิดของเชคอุมัร แล้วก็ได้หาโรงแรมสำหรับผู้เดินทาง จึงได้เข้าไปเช่าห้องห้องหนึ่งในโรงแรมแห่งนั้น 

ทุกๆ เช้ามืดที่ได้เวลาละหมาดซุบฮ์ เจ้าของโรงแรมจะมายืนเคาะประตูหน้าห้องข้าพเจ้า ซึ่งมันเป็นการรบกวนเวลานอนที่มีความสุขของข้าพเจ้าเป็นอย่างมาก โดยที่เขาจะทำการเคาะประตูอย่างแรง จึงทำให้ข้าพเจ้าต้องจำยอมตื่นขึ้นมา เพื่อให้เห็นว่าเป็นพวกเดียวกัน และข้าพเจ้าก็ได้ทำการละหมาดซุบฮ์ พร้อมกับเขา หลังจากที่ได้ละหมาดเสร็จเรียบร้อย เจ้าของโรงแรมก็ได้สั่งให้ข้าพเจ้าอ่านคัมภีร์อัล-กุรอานจนถึงพระอาทิตย์ขึ้น

ซึ่งทำให้ข้าพเจ้าต้องพูดกับเขาว่า  การอ่านคัมภีร์อัล-กุรอานถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น (ไม่วาญิบ) แล้วเหตุใดจึงต้องมีการบังคับด้วย? เขาตอบว่าผู้ใดก็ตามที่ได้หลับนอนในเวลานี้แล้ว มันจะนำมาซึ่งความขัดสนและความอัปโชคแก่เขาผู้นั้นและเจ้าของโรงแรมอีกด้วย ดังนั้นข้าพเจ้าจึงไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากต้องเชื่อฟังเขาเท่านั้น เพราะเขาได้ขู่บังคับว่า หากไม่ปฏิบัติแล้วก็จะต้องย้ายออกจากที่นี่ จึงทำให้ข้าพเจ้าต้องตื่นขึ้นมาตั้งแต่อาซานเพื่อละหมาด และหลังจากนั้นทุกๆ วันก็ต้องอ่านอัล-กุรอานให้ได้อย่างน้อย 1 ชั่วโมงครึ่ง

แต่ทว่าปัญหาอุปสรรคสำหรับข้าพเจ้ามิได้หยุดเพียงเท่านี้ เพราะมีอยู่วันหนึ่งเจ้าของที่พักซึ่งมีชื่อว่า มุรซิด อะฟันดัม ได้ข้ามาหาข้าพเจ้าและบอกว่า จากวันที่ข้าพเจ้าได้เข้ามาพักในสถานที่แห่งนี้ ทำให้เขาต้องพบกับปัญหาอุปสรรคปัญหาต่างๆ นานา ซึ่งตัวอุปสรรคปัญหานี้นั้น ไม่มีผู้อื่นใดนอกจากตัวข้าพเจ้า เพราะว่าข้าพเจ้ายังโสด ยังไม่ได้แต่งงาน ซึ่งการเป็นโสดคือสิ่งที่ชั่วร้าย ดังนั้นหากต้องการที่จะพักอาศัยในที่นี้อีกก็จะต้องแต่งงาน หากมิเช่นนั้นแล้วก็จะต้องออกไปจากสถานที่แห่งนี้

ข้าพเจ้าพูดกับเขาว่า  ข้าพเจ้าไม่มีเงินแล้วจะแต่งงานได้อย่างไรหรือ? ในครั้งนี้ข้าพเจ้าไม่สามารถที่จะอ้างว่า หมดสมรรถภาพทางเพศ เพราะเกรงว่าเมื่ออ้างเช่นนั้นแล้วอาจเป็นไปได้ว่าเขาอาจจะเปิดดูอวัยวะของข้าพเจ้าเพื่อทำการตรวจสอบว่าจริงหรือเท็จ? เพราะว่าคนอย่างมุรซิด อะฟันดัม ที่มีอุปนิสัยเช่นนั้นสามารถกระทำได้ทุกอย่างและทุกรูปแบบ

จากนั้นเขาก็ได้พูดว่า  โอ้ผู้ที่มีอีหม่านอ่อนแอ  คุณไม่เคยอ่านโองการนี้ดอกหรือที่กล่าวว่า ……หากพวกเขายากจน อัลลอฮ์จะทรงทำให้พวกเขาร่ำรวยขึ้นด้วยความโปรดปรานของพระองค์และอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงกว้างขวางและทรงรอบรู้ยิ่ง

มันทำให้ข้าพเจ้ายิ่งสับสนขึ้นอีกว่าจะทำอย่างไรที่สามารถจะตอบเขาได้? จนในที่สุดได้บอกเขาว่า โอเค ข้ายอมรับแต่ทว่า ยังไม่มีเงินทองแล้วจะแต่งงานได้อย่างไรหรือ?คุณสามารถให้ข้าฯ ยืมเงินคุณก่อนจะได้ไหม?หรือว่าคุณสามารถหาผู้หญิงมาแต่งงานกับข้าฯ ได้โดยไม่มีสินสอดทองหมั้น? มุรซิดถึงกับครุ่นคิดสักชั่วขณะจากนั้นได้พูดว่า  ผมไม่เข้าใจว่าคุณพูดอะไร แต่ผมจะให้คุณเลือกระหว่างว่าจะต้องแต่งงานให้ได้ก่อนวันที่ 1 ของเดือนรอญับหรือไม่ก็จะต้องออกจากสถานที่แห่งนี้ ซึ่งกว่าจะถึงวันที่ 1 ของเดือนรอญับนั้น ยังมีเวลาเหลือเพียงแค่ 25 วันเท่านั้นเพราะว่าในวันนั้นเป็นวันที่ 5 ของเดือนญะมาดิลษานีย์ 

ข้าฯ ถือว่าเห็นสมควรที่จะต้องรู้ถึงลำดับเดือนของอิสลาม ซึ่งเดือนแห่งอิสลามมีดังต่อไปนี้ มูฮัรรอม-ซอฟัร-รอบิอุลเอาวัล- รอบิอุลษานีย์-ญะมาดิลเอาวัล-ญะมาดิลษานีย์ -รอญับ-ชะอฺบาน-รอมฎอน-เชาวาล-ซุลเกาะอฺดะห์-ซุลฮิจญะห์ เดือนต่างๆ ของอิสลามนั้นจะนับตามการมองเห็นของดวงจันทร์ (จันทรคติ) ซึ่งจะมีช่วงวันไม่เกิน 30 วัน และจะไม่น้อยกว่า 29 วัน

ในที่สุดข้าฯ จำต้องยอมในคำสั่งของอะฟันดัม และข้าฯได้พบเจอกับช่างไม้คนหนึ่งและก็ได้ทำสัญญากับเขาว่า จะเป็นคนงานคนหนึ่งของเขาและเขาเองก็ได้ให้ค่าตอบแทนอันน้อยนิดแก่ข้าฯ ซึ่งเขาก็มีให้ทั้ง อาหาร เสื้อผ้า และที่พัก ดังนั้นก่อนจะสิ้นเดือนข้าพเจ้าก็ได้รวบรวมข้าวของใช้ทั้งหมดออกจากโรงแรม และนำมาเก็บไว้ในที่พักของช่างไม้ ช่างไม้คนนี้เป็นคนที่มีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และได้ปฏิบัติต่อข้าพเจ้าเหมือนดั่งกับเป็นลูกของเขาคนหนึ่ง ซึ่งเขามีชื่อว่า อับดุลริฎอ ถือนิกายชีอะห์ เป็นชาวเมืองคุรอซานในประเทศอิหร่าน

ข้าพเจ้ามิได้ปล่อยให้โอกาสอันล้ำค่าหลุดมือไปโดยที่ไม่ได้อะไรมาอย่างแน่นอน ดังนั้นจึงถือโอกาสอันมีค่าอันนี้ทำการเรียนรู้ภาษาเปอร์เซียกับเขา

ทุกๆ วันบรรดาชีอะห์ชาวอิหร่านจะมาร่วมชุมนุมที่บ้านของเขา และจะมีการพูดคุยในทุกๆ เรื่อง การเมืองหรือเศรษฐกิจ และบางเวลาพวกเขาจะทำการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอิหร่านอย่างหนัก เหมือนกับที่พวกเขาได้ทำการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลการปกครองของราชวงค์อุษมานียะห์ในตุรกี  เมื่อใดที่มีลูกค้าแปลกหน้าเข้ามาในร้าน เขาก็จะเปลี่ยนเรื่องพูดทันทีโดยจะเปลี่ยนมาพูดเรื่องอิบาดะห์ส่วนตัวต่างๆ

ข้าพเจ้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าสาเหตุใดที่เขานั้นไว้วางใจข้าฯ แต่ในที่สุดข้าพเจ้าก็เข้าใจว่า ด้วยกับสาเหตุที่เขาคิดว่า ข้าพเจ้าเป็นชาวเมืองอาเซอร์ไบจาร์ อีกทั้งข้าพเจ้ายังสามารถพูดจาภาษาตุรกีได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะผิวพรรณของข้าพเจ้านั้นเหมือนกับชาวอาเซอร์ไบจาร์ที่จะมีสีผิวขาว 

ในร้านช่างไม้ชาวอิหร่านนั้นที่ข้าพเจ้าได้รู้จักกับชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งเข้าออกร้านนี้อยู่เป็นประจำและยังสามารถพูดได้ถึง 3 ภาษาคือ ภาษาตุรกี เปอร์เซีย และอาหรับ สวมใส่ชุดนักเรียนศาสนา ชายหนุ่มผู้นี้มีชื่อว่า  “มุฮัมมัด บิน อับดุลวะฮับ” เขาผู้นี้มีอุปนิสัยที่ทะเยอทะยาน หยิ่งยะโสและห้าวหาญ เขาเกลียดชังและมีอคติต่อการปกครองของราชวงศ์อุษมานียะห์ แต่สำหรับการปกครองของอิหร่านนั้นเขาเมินเฉยและไม่แยแส สาเหตุที่เขาถูกชะตากับเจ้าของร้านก็เนื่องจากว่าทั้งคู่มีอคติกับราชวงศ์อุษมานียะฮ์ ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าชายหนุ่มผู้นี้ซึ่งนับถือนิกาย ซุนหนี่ได้เรียนรู้ภาษาเปอร์เซียมาจากที่ไหนและได้รู้จักกับอับดุลริฎอซึ่งนับถือนิกายชีอะห์ได้อย่างไร แต่ทว่าเหตุการณ์ลักษณะเช่นนี้มันเป็นเรื่องปรกติธรรมดา เพราะว่าผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมืองบัศเราะห์ จะมีทั้งซุนนีและชีอะห์ ซึ่งพวกเขาจะมีการไปมาหาสู่กันฉันท์พี่น้องและส่วนใหญ่ชาวเมืองบัศเราะห์สามารถพูดทั้งภาษาเปอร์เซียและอาหรับได้เป็นอย่างดีอีกทั้งยังสามารถพูดภาษาตุรกีได้อีกด้วย

มุฮัมมัด บิน อับดุลวะฮาบ เป็นชายหนุ่มที่มีความคิดที่เป็นอิสระ แรกเริ่มเดิมที เขามิได้มีความ ตะอัศศุบ ในการต่อต้านนิกายชีอะห์ ซึ่งจะมีความแตกต่างกับคนส่วนใหญ่ของผู้ที่นับถือนิกายซุนนีที่มีการตะอัศศุบ และต่อต้านนิกายชีอะห์ โดยจะมีผู้อาวุโสจากนิกายซุนนีกล่าวหาว่าชีอะห์คือ กาเฟร และไม่ใช่มุสลิม และเช่นกัน มุฮัมมัด บิน อับดุลวะฮับ ก็มิเคยให้ความสำคัญใดๆ ต่อนิกายทั้งสี่ ด้วยเหตุที่ว่า มิได้มีหลักฐานใดๆ ที่บ่งชี้ว่า ทั้ง 4 นิกายนั้นถูกแต่งตั้งมาจากพระผู้เป็นเจ้า แต่อย่างใด

เรื่องราวความเป็นมาของทั้ง 4 นิกาย มีรายละเอียดดังนี้ หลังจากการเสียชีวิตของท่านศาสดามุฮัมมัดได้ผ่านไป 1 ศตวรรษ นิกายทั้ง 4 ของชาวซุนนีก็ได้ก่อตัวขึ้นมา ด้วยการสถาปนาของ อะบูฮะนีฟะห์ (นิกายฮานาฟี) อะหมัด บิน ฮัมบัล (นิกายฮัมบาลี) มาลิก (นิกายมาลีกี) และมุฮัมมัด บิน อิดรีส (นิกายชาฟีอี)

ช่วงยุคสมัยแห่งการปกครองของคอลีฟะห์ แห่ง อับบาซียะห์นั้น ได้มีการบังคับ ขู่เข็ญ ประชาชนให้เลือกปฏิบัติ (ตักลีด) ตามคนใดคนหนึ่งจากผู้รู้ทั้งสี่นิกายดังกล่าว ส่วนผู้รู้คนอื่นๆ ภายหลังจากนี้แล้ว จะไม่มีสิทธิใดๆ ในการอิจญ์ติฮาด (วินิจฉัย) จากอัลกุรอาน และแบบฉบับของท่านศาสดา ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว การมีมาตรการแบบนี้ถือว่า เป็นการสกัดกั้นการทำความเข้าใจและวินิจฉัยสิ่งใหม่ๆ ให้เข้ากับความเจริญก้าวหน้าแห่งยุคสมัย ดังนั้นความล้าหลังของบรรดามุสลิมทั้งหลายก็เกิดมาจากการสั่งห้ามและสกัดกั้นการ อิจญ์ติฮาดนั่นเอง

จากเหตุการณ์นี้ถือว่าเป็นโอกาสทองของชีอะห์ ในการเผยแพร่หลักคำสอนที่เที่ยงตรงของนิกายตนเอง การเผยแพร่ในครั้งนี้นั้นสามารถทำให้จำนวนผู้นับถือนิกายชีอะฮ์ยิ่งเพิ่มจำนวนมากยิ่งขึ้น โดยดูจากสติถิตัวเลขแล้วเกือบจะเท่ากับจำนวนของชาวซุนนี

แน่นอนการที่จะประสบความสำเร็จในครั้งนี้ถือว่าเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของเหตุและผล เพราะว่าการ อิจญ์ติฮาดนั้น ก่อให้เกิดการวิวัฒนาการในด้านหลักนิติศาสตร์แล้วนำมาซึ่งความเข้าใจใน อัลกุรอานและ ซุนนะห์ตามความต้องการแห่งยุคสมัย เสมือนกับอาวุธที่มีการคิดค้น พัฒนา ชนิดใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นอยู่เสมอ

การกำหนดทิศทางอันมีขอบเขตที่จำกัดของนิกาย การปิดประตูแห่งการทำความเข้าใจอีกทั้งการไม่รับฟัง ไม่สนใจต่อข้อเรียกร้องแห่งความต้องการของโลกปัจจุบันนั้น เปรียบเสมือนดั่งอาวุธที่เก่าแก่ไร้ซึ่งแสนยานุภาพ

ดังนั้นหากคุณมีอาวุธที่เก่าแก่ไม่ทันสมัย และไรแสนยานุภาพแต่ศัตรูมีอาวุธที่ทันสมัยและมีแสนยานุภาพแล้ว แน่นอนยิ่ง ไม่ช้าก็เร็วศัตรูก็จะต้องเป็นผู้กำชัยเหนือคุณอย่างแน่นอน

ข้าพเจ้าคิดว่า อีกไม่ช้าบรรดานักคิดชาวซุนนีทั้งหลาย จะต้องเปิดประตูแห่งการ อิจญิติฮาด อย่างแน่นอน เพราะหากมิฉะนั้นแล้ว  ข้าพเจ้าขอเตือนพวกเขาได้เลยว่า อีกไม่กี่ศตวรรษข้างหน้าจะทำให้พี่น้องชาวซุนนีต้องกลายเป็นชนส่วนน้อยและชีอะฮ์จะกลายเป็นชนส่วนใหญ่อย่างแน่นอน

ชายหนุ่มผู้นี้ มูฮำหมัด บิน อับดุลวาฮับ  จะเอาความเข้าใจของตนเองเป็นบรรทัดฐานในการทำความเข้าใจ อัลกุรอานและซุนนะห์ ซึ่งเขาจะไม่นำเอาทัศนะของผู้อาวุโสแห่งนิกายต่างๆ มาใช้ประกอบในการทำความเข้าใจอัลกุรอานและซุนนะห์ แม้แต่ทัศนะของอบูบักร และอุมัร เองที่ขัดแย้งกับอัลกุรอานและซุนนะฮ์ เขาก็ยังไม่นำเอามาใช้ ขว้างทิ้ง ซึ่งเขาได้พูดว่า ท่านศาสดาได้กล่าวว่า  ฉันได้ละทิ้ง อัลกุรอานและซุนนะห์ไว้สำหรับพวกเจ้า แต่ท่านศาสดามิได้กล่าวว่า ฉันได้ละทิ้งอัลกุรอาน ซุนนะฮ์ และศอฮาบะฮฺและนิกายทั้งสี่ไว้สำหรับพวกเจ้า

ดังนั้นสิ่งที่เป็นวาญิบสำหรับเราในการเชื่อฟังปฏิบัติตามจะมีเพียงแค่ อัลกุรอานและซุนนะห์เท่านั้น ส่วนศอฮาบะฮ์และผู้อาวุโสถือว่าไม่จำเป็นที่จะต้องเชื่อฟังพวกเขา         

การสนทนาระหว่างมูฮำหมัด บิน อับดุลวาฮับ กับ ผู้รู้ชีอะฮ์คนหนึ่ง

ได้มีการสนทนาเกิดขึ้นระหว่างมูฮำหมัด บิน อับดุลวาฮับ กับ ผู้รู้คนหนึ่งของชีอะฮ์ ซึ่งเป็นแขกของอับดุลริฎอ เจ้าของบ้าน มีชื่อว่า เชคญะวาดกุมมี ข้าพเจ้าและเพื่อนๆของเจ้าของบางคนก็ร่วมอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย

การสนทนาวิชาการได้เกิดขึ้นโดยที่ใช้เวลาโต้แย้งกันอย่างยาวนาน ซึ่งข้าพเจ้าเองก็ไม่สามารถที่จะจดจำมันได้ทั้งหมด แต่ทว่าพยายามจะเล่าบางส่วนเท่าที่ข้าพเจ้าจำมันได้ นั้นคือว่า

เชคญะวาด กุมมี ได้พูดว่า

หากคุณเป็นชายหนุ่มที่มีความคิดที่อิสระและเป็นมุจญตาฮิดเหมือนดั่งที่คุณแอบอ้าง แล้วเหตุใดคุณจึงไม่ปฏิบัติตามอะลีเหมือนกับบรรดาชีอะฮ์ ? 

มูฮำหมัดตอบว่า 

ตามทัศนะของผมแล้ว อะลี ก็เหมือนกับ อุมัร ซึ่งคำพูดของเขาก็มิได้เป็นข้อพิสูจน์ ใดๆ สำหรับผม จะมีเพียงแค่อัลกุรอาน และ ซุนนะห์เท่านั้นที่เป็นข้อพิสูจน์สำหรับผม

เชคญะวาด กุมมี  ได้ตอบว่า 

แล้วท่านศาสดาไม่ได้กล่าวหรอกหรือที่ว่า  ฉันคือนครแห่งความรู้ ส่วนอะลีคือประตูของมัน ดังนั้นระหว่างอะลีและศอฮาบะห์ท่าน อื่นๆ ก็จะมีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิง

มูฮำหมัดพูดว่า 

หากคำพูดของอะลีคือข้อพิสูจน์ แล้วเหตุใดท่านศาสดาจึงมิได้กล่าวว่า คัมภีร์ของพระองค์และ อะลี อิบนิ อบีฏอลิบ

เชคกุมมีตอบว่า 

ทำไมละ  ก็เมื่อท่านศาสดาก็ได้เคยกล่าวไว้ว่า  คัมภีร์ของพระองค์และครอบครัวของฉัน และอะลีก็คือผู้อาวุโสคนหนึ่งแห่งทายาทของท่านศาสดา

ซึ่งมูฮำหมัดได้ปฏิเสธและไม่ยอมเชื่อว่าท่านศาสดาเคยกล่าวฮาดิษบทนี้ แต่ทว่า เชคกุมมี ก็ได้ยกเอาหลักฐานที่แข็งแรงนำมาอ้างอิงและหักล้าง จนทำให้มูฮำหมัดต้องนิ่งเงียบไม่สามารถที่จะโต้ตอบได้

มูฮำหมัดได้พยายามอ้างว่า หากท่านศาสดาได้กล่าวว่า คัมภีร์ และทายาท แล้วซุนนะห์ของท่านศาสดาได้หายไปไหน

เชคกุมมีตอบว่า 

ซุนนะห์ของท่านศาสดาก็คือผู้ที่สาธยาย และอรรถาธิบายคัมภีร์อัลกุรอาน และการที่ศาสดาได้กล่าวว่า คัมภีร์และอิตรอฮ์ก็หมายความว่า คัมภีร์ของพระองค์ และ ผู้สาธยายซุนนะห์ของท่านศาสดานั่นเอง

มูฮำหมัดพูดว่า 

แล้วคำพูดของทายาท นั้นมันมิใช่การสาธยายคัมภีร์ของพระองค์หรอกหรือ ดังนั้นพวกเขาจะมีความสำคัญอันใดอีกหรือสำหรับพวกเรา

เชคกุมมีตอบว่า 

ก็เพราะว่าประชาชาติภายหลังจากการเสียชีวิตของท่านศาสดานั้นจะยังคงพึงประสงค์ต้องการ ยังอัลกุรอาน ที่สามารถทำการอรรถาธิบายให้สอดคล้องกับความต้องการของตนในแต่ละยุคสมัย ดังนั้นท่านศาสดาจึงได้มีการกำชับให้ประชาชาตินั้นได้ปฏิบัติตามอัลกุรอานอันเป็นหลักฐานหลัก และอิตรอฮ์ ผู้ซึ่งเป็นผู้ทำการอรรถาธิบายอัลกุรอาน ให้สอดคล้องกับความเจริญ ความต้องการแห่งยุคสมัย

จากการสนทนาในครั้งนี้ทำให้ข้าพเจ้ามีความฉงนใจเป็นอย่างยิ่งว่า เหตุใดชายหนุ่มอย่าง มูฮำหมัด บิน อับดุลวาฮาบ นั้น ต้องยอมสยบแก่เชคผู้แก่ชรา เสมือนดั่งกับนกน้อยที่อยู่ในกำมือของนายพรานที่ไม่อาจจะกระดิกตัวได้    

ค้นพบในสิ่งที่ข้าพเจ้าค้นหา

ในที่สุดสิ่งที่ข้าพเจ้าค้นหานั้นได้พบเจอ นั่นคือ ตัวตน บุคลิกภาพของ มูฮำหมัด บิน อับดุลวาฮับ เพราะเขาเป็นคนที่ไม่ค่อยจะยึดมั่นต่อหลักเกณฑ์ของนิกาย มีจิตวิญญาณแห่งความทะนงตัว ทะเยอทะยาน และชิงชังต่อบรรดาอุลามะฮฺแห่งยุคสมัยตน และยังมีทัศนะคติและอุดมการณ์ที่เป็นอิสระเสรี แม้แต่ทัศนะของคอลีฟะห์ทั้ง 4 ท่านคือ อบูบักร อุมัร อุศมาน และอะลี เขาก็ยังเมินเฉยไม่ให้ความสำคัญ เขาจะยึดติดกับทัศนะของตัวเองเพียงอย่างเดียว ในการทำความเข้าใจอัลกุรอาน และ ซุนนะห์ 

จากข้อบกพร่องและข้อด้อยของเขานี้เองที่เอื้อโอกาสสำหรับข้าพเจ้าในการเข้าไปแทรกแซงและซึมซับอุดมการณ์ทางความคิดของเขา

หากจะเปรียบเทียบระหว่างชายหนุ่มคนนี้คือ มูฮำหมัด บิน อับดุลวาฮับ ซึ่งมีความทะเยอทะยานกับผู้อาวุโสแห่งตุรกีที่ข้าพเจ้าเคยเป็นลูกศิษย์เขามาก่อนนั้น จะมีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิง ราวฟ้ากับดิน เพราะว่า เชคตุรกี มีความยืนหยัด มั่นคง อย่างแน่วแน่ในกรอบอุดมการณ์ของนิกายเหมือนกับ อุลามา รุ่นก่อนๆ ที่ไม่มีสิ่งใดทำให้เขาหันเหและเปลี่ยนจุดยืนได้ ทุกครั้งที่ เชคตุรกี เอ่ยนามของ อบูฮานีฟะห์ เขาจะลุกขึ้นเอาน้ำละหมาด แล้วก็จะเอ่ยชื่อ อบูฮานีฟะห์ (เชคตุรกี นับถือนิกาย ฮานาฟี)  และเช่นกันทุกครั้งที่ เชคตุรกี ต้องการจะหยิบหนังสือ หะดิษบุคอรี ซึ่งเป็นหนังสือที่ยิ่งใหญ่ของชาวซุนนะห์ เขาจะเอาน้ำละหมาดก่อนที่จะหยิบขึ้นมา เพื่อเป็นการให้เกียรติ ส่วน มุฮัมมัด บิน อับดุลวะฮับ จะมีอคติอย่างรุนแรงต่อ อบู ฮานีฟะห์ ซึ่งเขาจะพูดว่า ตัวของเขานั้นมีความรู้ ความเข้าใจที่เหนือกว่า อบู อานีฟะห์ เสียอีก และเขายังได้พูดอีกว่า ครึ่งหนึ่งของหนังสือ บุคอรี นั้น ไม่ถูกต้อง เป็นโมฆะ

ด้วยเหตุผลต่างๆ เหล่านี้ข้าพเจ้าจึงได้กระชับความสัมพันธ์กับมูฮำหมัดให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้นและจะเน้นย้ำสิ่งเหล่านี้กับเขาอยู่เสมอว่า : คุณมีความสามารถพิเศษเหนือกว่าอะลีและอุมัร ซึ่งหากว่าคุณได้เกิดมาในยุคสมัยของท่านศาสดาแล้ว แน่นอนท่านศาสดาจะต้องแต่งตั้งคุณให้เป็นคอลีฟะห์ มิใช่อะลีและอุมัรอย่างแน่นอน ข้าพเจ้ายังพูดอีกว่า : โดยส่วนตัวแล้วข้าพเจ้ามีความคาดหวังอย่างสูงในตัวคุณว่าจะมีสักวันหนึ่งที่ศาสนาอิสลามจะถูกฟื้นฟูใหม่อีกครั้งหนึ่งด้วยน้ำมือของคุณ เพราะว่าคุณคือคนเดียวที่สามารถให้อิสลามหลุดพ้นจากความตกต่ำ ล้าสมัยสู่ความรุ่งโรจน์

จากนั้นข้าพเจ้าได้ทำการตกลงกับมูฮำหมัดในการสนทนาเรียนรู้วิชาตัฟซีรอัลกุรอาน โดยมีความคิดของข้าพเจ้าเป็นบรรทัดฐานในการตัฟซีร และจะไม่มีการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับทัศนะคติของแต่ละนิกาย และบรรดานักวิชาการทั้งหลายของอิสลามทั้งสิ้น เราทั้งสองได้ทำการเรียนรู้อัลกุรอานด้วยกัน และได้มีการตัฟซีรโองการบางส่วนด้วย ซึ่งรูปแบบและวิธีการเหล่านี้ ก็เพื่อที่จะให้มูฮำหมัดนั้นเพลี่ยงพล้ำและเป็นการปูทางให้ข้าพเจ้าสามารถดำเนินแผนการได้อย่างราบรื่น ส่วนมูฮำหมัดเองนั้นเพื่อที่จะแสดงตนให้เห็นว่าเป็นคนที่มีความคิดเสรี ก็จะน้อมรับทุกทัศนะคติของข้าพเจ้าที่นำเสนอเขาไปทุกๆ ครั้ง

มีอยู่วันหนึ่งข้าพเจ้าได้บอกเขาว่า การญิฮาดไม่ใช่เป็นสิ่งวาญิบ

เขาพูดว่า: ในเมื่อพระองค์ได้ตรัสในคัมภีร์อัลกุรอานว่า จงต่อสู้กับบรรดาผู้ปฏิเสธและผู้กลับกลอก ดังนั้นการญิฮาดจะถือว่าไม่เป็นสิ่งวาญิบได้อย่างไร?

ข้าพเจ้าตอบว่า: พระองค์ได้ตรัสว่า จงทำการต่อสู้กับบรรดาผู้ปฏิเสธและผู้กลับกลอก  ซึ่งหากว่า การญิฮาดเป็นสิ่งวาญิบแล้ว เหตุใดท่านศาสดามิได้มีการต่อสู้ ญิฮาด กับบรรดาผู้กลับกลอกเลยแม้แต่ครั้งเดียว

เขาพูดว่า: แต่ท่านศาสดาก็ได้ทำการ ญิฮาดกับผู้กลับกลอกด้วยวาจา

ข้าพเจ้าถามว่า: ถ้าเป็นเช่นนั้น การต่อสู้ ญิฮาดกับบรรดาผู้ปฏิเสธด้วยวาจาก็เป็นสิ่งที่วาญิบเช่นกัน

เขาพูดว่า: แต่เราประจักษ์เห็นว่า ท่านศาสดาได้ทำการสู้รบญิฮาดด้วยกองกำลังกับบรรดาผู้ปฏิเสธมิใช่ด้วยเพียงวาจา

ข้าพเจ้าพูดว่า: แต่การสู้รบของท่านศาสดานั้น มันเป็นเพียงการปกป้องตัวเองจากภัยอันตรายเพียงเท่านั้น ก็เพราะว่า บรรดาผู้ปฏิเสธต้องการเข่นฆ่า สังหารท่านศาสดา  ดังนั้นศาสดาก็จำเป็นต้องปกป้องตัวเองให้รอดพ้นจากการถูกเข่นฆ่า

จากการสนทนาประเด็นดังกล่าวนั้นมูฮำหมัดได้ผงกหัวซึ่งเป็นการบ่งบอกถึงการยอมรับทัศนะดังกล่าว

เช่นกันมีอยู่ครั้งหนึ่งข้าพเจ้าได้บอกเขาว่า: การสมรสแบบมุตอะฮ์ เป็นหลักการที่อนุมัติให้ปฏิบัติได้

เขาพูดว่า:ไม่เป็นสิ่งที่อนุมัติให้ปฏิบัติ

ข้าพเจ้าพูดว่า: พระองค์ได้ทรงตรัสไว้ในคัมภีร์อัลกุรอานว่า หญิงใดที่พวกเจ้าเสพสุขกับนางจากบรรดาหญิงเหล่านั้นก็จงให้แก่พวกนาง ซึ่งสิ่งตอบแทนแก่พวกนางตามที่มีกำหนดไว้ -อัน-นิซา : 24-

เขาพูดว่า:แต่ อุมัรได้สั่งห้ามมุตอะฮ์ไปแล้ว ซึ่งได้มีถ้อยคำกล่าวซ้ำอยู่บ่อยๆ และรู้กันดีว่า อุมัรพูดว่า มีสองสิ่งซึ่งเป็นที่อนุมัติในสมัยของท่านศาสดา ซึ่งในสองสิ่งนั้นฉันได้ห้ามในวันนี้และฉันจะลงโทษผู้ที่ปฏิบัติในสองสิ่งนี้ คือ มุตอะฮ์หญิง  และมุตอะฮ์ฮัจญ์

ข้าพเจ้าพูดว่า: คุณได้พูดมิใช่หรือที่ว่าคุณมีความรู้ที่เหนือกว่าอุมัร แล้วเหตุใดในประเด็นนี้คุณต้องเชื่อฟังตามทัศนะของอุมัรด้วย ? และนอกเหนือจากนั้นแล้ว ก็ในเมื่อ อุมัรพูดว่า ฉันได้สั่งห้ามในเรื่องดังกล่าวโดยที่ท่านศาสดาได้มีการอนุมัติ ดังนั้นคุณมีเหตุผลอันใด ที่มิได้ยึดเอาอัลกุรอาน และท่านศาสดา แต่กลับมายอมรับทัศนะของอุมัร

เขาได้นิ่งเงียบซึ่งข้าพเจ้าก็ได้มองเห็นแล้วว่า การนิ่งเงียบของเขานั้นบ่งบอกถึงการยอมจำนน อีกทั้งเขายังได้รับผลกระทบด้านอารมณ์ความใคร่เพิ่มมากยิ่งขึ้น ก็ในเมื่อเขายังไม่ได้แต่งงานอีก

ดังนั้นข้าพเจ้าได้พูดกับเขาว่า หากเราจะมีความอิสรเสรีในการแต่งงานแบบชั่วคราว(มุตอะฮ์หญิง) กับหญิงสาวนางหนึ่งนั้น มันคงจะไม่เป็นสิ่งผิดแปลกอะไรมิใช่หรือ

ซึ่งเขาเองก็ได้พยักหน้าบ่งบอกถึงความพึงพอใจ และแล้วข้าพเจ้าก็ถือโอกาสอันนี้ในการนัดหมายกับเขาว่าจะจัดหญิงสาวนางหนึ่งให้เขาทำการมุตอะฮ์

วัตถุประสงค์ของข้าพเจ้าในครั้งนี้ ก็เพื่อให้เขาหายจากความหวาดกลัวและกล้าเผชิญกับผู้คนในสังคม เขายังได้ขอร้องข้าพเจ้าด้วยเงื่อนไขว่า ขอให้เก็บเรื่องนี้เป็นความลับแค่ระหว่างเราสองคนเท่านั้น

จากนั้นข้าพเจ้าได้ไปหาหญิงสาวชาวคริสเตียนทันที ซึ่งพวกเขาเหล่านั้นก็ได้ผ่านการอบรมหลักสูตรเฉพาะการของกระทรวงล่าอณานิคนมาแล้ว และข้าพเจ้าได้เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้พวกเขาฟังและก็ได้ตัวหญิงสาวคนหนึ่งมา ซึ่งข้าพเจ้าได้ตั้งชื่อเขาว่า ซอฟียะห์

ตามวันเวลาที่ได้นัดหมายกับมูฮำหมัดไว้นั้น ข้าพเจ้าได้นำเขามายังบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งมีเพียงแค่หญิงสาวคนเดียวที่อาศัยอยู่ในบ้าน จากนั้นข้าพเจ้าได้ทำการนิกะฮ์แบบชั่วคราว มุตอะฮ์ ให้กับเขา ด้วยกับเงื่อนไขระยะเวลาเพียงแค่หนึ่งสัปดาห์ และมีสินสอดทองหมั้นส่วนหนึ่ง

ทั้งข้าพเจ้าและซอฟียะห์ได้ทำการ ยุยงเขาจากทั้งสองด้านเพื่อให้บรรลุผลตามเป้าหมายที่วางไว้ซึ่งด้านภายนอกจะมีข้าพเจ้าคอยกุมบังเหียนอยู่และภายในก็จะมีซอฟียะห์

ซอฟียะห์สามารถมีอิทธิผลและควบคุมสติปัญญา ความเฉลียวฉลาดของมูฮำหมัดได้อย่างดุษณี  มูฮำหมัดก็ได้ลิ้มรสแห่งการฝ่าฝืนคำสั่งของชารีอะห์ (บทบัญญัติ) อีกทั้งได้สัมผัสถึงรสชาติแห่งเสรีภาพในเชิงความคิดที่ไร้ขอบเขตอย่างแท้จริง จึงทำให้ข้าพเจ้าเริ่มเข้าสู่แผนการใหม่ทันที

สนทนาหัวข้อ  สิ่งมึนเมามิได้เป็นสิ่งที่ต้องห้าม

วันที่สามแห่งช่วงเวลาของการมุตอะห์ ข้าพเจ้าได้สนทนากับมูฮำหมัดในประเด็นหัวข้อ สิ่งมึนเมามิได้เป็นสิ่งที่ต้องห้ามในอิสลาม โดยใช้เวลานานพอสมควร ถึงแม้ว่าเขาจะยกหลักฐานข้ออ้างอิงที่แข็งแรงมาจากกุรอานและฮาดิษก็ตาม ข้าพเจ้าก็ยังสามารถทำการแย้งเหตุผลต่างๆ ของเขาได้อย่างง่ายดาย ซึ่งข้าพเจ้าได้พูดว่า :ในหนังสือประวัติศาสตร์ที่เชื่อถือได้และถูกยอมรับ และหนังสือที่ศอเฮียะห์ต่างๆ ได้บันทึกว่า มูอาวียะห์ ยะซีด และบรรดาคอลีฟะห์ราชวงค์อุมัยยะห์ และบนีอับบาซียะห์ ได้เสพสุรา สิ่งมึนเมา ดังนั้นสามารถกล่าวได้หรือว่า พวกเขาเหล่านั้นได้หลงทาง จะมีเพียงคุณเท่านั้นที่อยู่ในแนวทางที่เที่ยงตรง ?

และไม่เป็นสิ่งที่สงสัยคลางแคลงด้วยอีกว่าพวกเขาเหล่านั้นเข้าใจคัมภีร์อัลกุรอานและแบบฉบับของท่านศาสดามากกว่าเราด้วยซ้ำ ซึ่งจากการกระทำของพวกเขาเหล่านั้นสามารถเข้าใจได้ว่าการดื่มสุรามิได้เป็นสิ่งต้องห้ามแต่อย่างใด แต่มันเป็นเพียงแค่สิ่งมักรูฮ์ ควรละทิ้ง 

ในคัมภีร์ของยะฮูดีและนัศรอนีก็ได้บอกกล่าวถึงการอนุญาตในสิ่งนี้เช่นกัน  ดังนั้นมันเป็นไปได้หรือที่ว่าการดื่มสุราเป็นสิ่งอนุญาตในศาสนาหนึ่งแต่ในอีกศาสนาหนึ่งได้สั่งห้าม? ในขณะที่ศาสนาทั้งหลายล้วนมาจากพระผู้เป็นเจ้าองค์เดียวกัน

นอกจากนี้แล้วในหนังสือฮาดิษก็ได้มีการบันทึกว่า: อุมัรเคยดื่มเหล้า จนเป็นสาเหตุแห่งการประทานโองการลงมาว่า: สูเจ้ายังมิได้ละทิ้งการดื่มอีกหรอกหรือ? (อัลมาอีดะห์/91)

ดังนั้นหากสิ่งมึนเมาเป็นข้อต้องห้ามอย่างแท้จริงแล้ว ท่านศาสดาจะต้องทำการลงโทษอุมัร แต่ทว่าท่านมิได้ทำการลงโทษแต่ประการใด ซึ่งการกระทำลักษณะนี้ของท่านศาสดาเป็นการบ่งชี้ว่า การดื่มสิ่งมึนเมานั้นมิได้เป็นสิ่งที่ต้องห้ามแต่อย่างใด

มูฮำหมัดได้ฟังคำพูดของข้าพเจ้าอย่างใจจดใจจอแล้วก็พูดว่า: ใช่แล้วเป็นสิ่งถูกต้อง เพราะในด้านริวายะห์ก็ได้ทำการยืนยันอย่างชัดเจนว่ามีบางริวายะฮ์บันทึกว่า: อุมัรได้ทำการผสมเหล้ากับน้ำแล้วก็ได้ดื่มมันแล้วพูดขึ้นมาว่า : เหล้าที่ทำให้มึนเมาเท่านั้นเป็นสิ่งที่ต้องห้าม ส่วนที่มิได้ทำให้มึนเมา ก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่ต้องห้ามในการดื่มแต่อย่างใด คือ อนุญาตให้ดื่มได้

ทำให้ข้าพเจ้าเสริมคำพูดด้วยว่า แสดงว่าอุมัรเข้าใจประเด็นนี้ได้อย่างถูกต้อง และการใช้เหตุผลอ้างอิงของอุมัรก็เป็นการใช้เหตุผลที่มีน้ำหนักถูกต้อง เพราะ อัลกุรอานได้กล่าวว่า: แท้จริงซาตานนั้นเพียงต้องการที่จะให้เกิดการเป็นศัตรูกันและการเกลียดชังกันระหว่างพวกเจ้าในเรื่องสุราและการพนันเท่านั้น และสิ่งเหล่านี้แหละที่จะขัดขวางพวกเจ้าออกจากการรำลึกถึงอัลลอฮฺและการละหมาด แล้วพวกเจ้าจะยุติไหม?

ซึ่งหากว่าสุรามิได้นำมาซึ่งความมึนเมาแล้ว มูลเหตุในโองการนี้ที่ว่าด้วย โทษภัยและความเสื่อมโทรมต่างๆ ที่จะมีมานั้นก็จะไม่มีผล ดังนั้นแสดงว่าสุรานั้นมิได้เป็นสิ่งต้องห้ามหากว่ามันมิได้นำมาซึ่งความมึนเมา

ข้าพเจ้าได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ซอฟียะห์ ฟัง และได้กำชับแก่เธอด้วยว่า จงพยายามทำให้มูฮำหมัดดื่มเหล้าให้ได้ ซึ่งซอฟียะห์ก็สามารถทำได้สำเร็จ ซอฟียะห์เล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า มูฮำหมัดได้ดื่มเหล้าอย่างเมามันและก็ได้ร่วมหลับนอนกับเธอตั้งหลายครั้ง ช่วงเช้าที่เข้าตื่นขึ้นมานั้นสามารถมองเห็นถึงความอ่อนเพลียของเขาจากการร่วมหลับนอน สิ่งต่างๆ เหล่านี้แหละที่เป็นเหตุทำให้ข้าพเจ้าและซอฟียะห์ สามารถควบคุมเขาได้อย่างเบ็ดเสร็จ 

ช่างเป็นคำพูดที่สวยงามและมีค่ายิ่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงล่าอาณานิคม ที่ได้บอกข้าพเจ้าในครั้งที่ข้าพเจ้าจะทำการอำลาว่า: การที่เราสามารถยึดครองสเปนได้มาจากพวกมุสลิมนั้น ก็ด้วยการใช้สุราและสิ่งอบายมุขเป็นเครื่องมือ ดังนั้นเราจะต้องใช้วิธีเดิมๆ เหล่านี้อีก ต่อประเทศต่างๆ ที่เหลืออยู่ เพื่อให้เราสามารถเข้าไปยึดครองและครอบงำประเทศเหล่านั้น

มีอยู่วันหนึ่งข้าพเจ้าได้ทำการสนทนากับมูฮำหมัด ในประเด็นหัวข้อว่าด้วยการถือศีลอด

ข้าพเจ้าได้พูดว่า: อัลกุรอานได้กล่าวว่า: และการที่พวกเจ้าจะถือศิลอดนั้นย่อมเป็นสิ่งดีกว่าสำหรับพวกเจ้า

ซึ่งในตัวบทของโองการมิได้กล่าวถึงการเป็นสิ่งวาญิบในการถือศิลอดแต่อย่างใด ดังนั้นการถือศิลอดในทัศนะของอิสลามถือว่าเป็นสิ่งมุสตาฮับ ควรที่จะปฏิบัติ มิใช่เป็นสิ่งวาญิบ

มูฮำหมัดได้ปฏิเสธและโต้แย้งอย่างแรงต่อคำพูดครั้งนี้ของข้าพเจ้า เขาพูดว่า: คุณต้องการให้ผมหลุดออกจากศาสนาอย่างนั้นหรือ!  

ข้าพเจ้าได้พูดว่า: โอ้บุตรของวาฮับ แท้จริงศาสนานั้นคือ ความบริสุทธ์ใจ ความสงบสุขทางจิตวิญญาณและการไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น 

ท่านศาสดาได้กล่าวว่า: ศาสนาคือความรัก และอัลกุรอานก็กล่าวว่า:

จงทำการนมัสการพระผู้อภิบาล จนกระทั่งสู่เจ้ามีความเชื่อมั่น (ซูเราะห์ ฮิจรฺ/99)

ดังนั้นเมื่อมนุษย์ได้เข้าสัมผัสถึงความเชื่อมั่นยังพระองค์และวันกิยามัตด้วยกับหัวใจที่บริสุทธ์ และมีความประพฤติที่ดีงามแล้ว ถือว่าเขาผู้นั้นคือมนุษย์ที่ประเสริฐยิ่ง การอธิบายเหตุผลต่างๆ ของข้าพเจ้าในครั้งนี้ก็ทำให้มูฮำหมัดต้องส่ายหน้า เป็นการบ่งบอกถึงความไม่พึงพอใจ

ครั้งหนึ่งข้าพเจ้าพูดกับเขาว่า  การละหมาดเป็นสิ่งที่ไม่วาญิบ

เขาถามว่า:เพราะสาเหตุใด?

ข้าพเจ้าพูดว่า:เพราะอัลกุรอานได้กล่าวว่า:  จงทำการละหมาดเพื่อรำลึกถึงฉัน (ซูเราะห์ ฏอฮา/14) 

ดังนั้นคำว่าละหมาดในที่นี้คือการรำลึกถึงพระองค์ ซึ่งคุณก็สามารถแทนการละหมาดได้ด้วยรูปแบบอื่นที่เป็นการรำลึกถึงพระองค์อย่างสม่ำเสมอก็ได้

เขาพูดว่า:จริงอยู่ เพราะว่าผมยังเคยได้ยินจากคำพูดของอุลามะห์บางคนที่เขาทำการรำลึกถึงพระองค์ในรูปแบบอื่นที่มิใช่รูปแบบของการละหมาด

จากคำพูดของมูฮัมหมัดครั้งนี้ มันได้สร้างความปลื้มปิติยินดีแก่ข้าพเจ้าเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นจึงได้เสริมเอาทัศนะของข้าพเจ้าขึ้นมาอีกเพื่อเป็นการเน้นย้ำแก่เขา และเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นว่า สามารถมีอิทธิพลและครอบงำเหนือสติปัญญาของเขา

หลังจากจบการสนทนาในครั้งนี้แล้ว ข้าพเจ้าได้พบเห็นว่า เขานั้นได้เปลี่ยนแปลงจากเดิมอย่างมาก กลายเป็นคนที่ไม่เคร่งครัดและไม่ให้ความสำคัญต่อการละหมาด บางครั้งก็จะละหมาดและบางครั้งก็ละทิ้ง โดยเฉพาะละหมาดซุบฮ์ที่เขาจะละทิ้งเสมอ ก็เพราะว่า เราจะอยู่ร่วมสนทนาจนดึกเกือบทุกคืน จึงทำให้เขานั้นอ่อนเพลียไม่สามารถตื่นขึ้นมาละหมาดซุบฮ์ได้ วิธีการและกลยุทธเช่นนี้แหละที่ข้าพเจ้านำเอามาใช้เพื่อดึงความศรัทธาให้ออกจากตัวเขาทีละนิดทีละน้อย

มีอยู่ครั้งหนึ่งข้าพเจ้าต้องการสนทนาถึงประเด็นหัวข้อ ของท่านศาสดามูฮำหมัดกับเขา แต่ทว่าเขาได้ปฏิเสธอย่างแข็งกร้าวและพูดกับข้าพเจ้าว่า: หลังจากนี้ ถ้าคุณเอ่ยพูดถึงเรื่องนี้อีก ความสัมพันธ์ระหว่างเราก็เป็นอันจบสิ้นลงทันที    ซึ่งมันทำให้ข้าพเจ้าหวาดกลัวอย่างยิ่ง เพราะเกรงว่าสิ่งต่างๆ ที่ข้าพเจ้าทำไปแล้วนั้นอาจจะต้องพังสลาย ดังนั้นข้าพเจ้าจึงตัดสินใจและพูดกับเขาว่า: จะไม่พูดถึงเรื่องนี้อีกต่อไป

จากนั้นข้าพเจ้าจึงได้เปลี่ยนเรื่องใหม่ขึ้นมา ในประเด็นการสร้างบุคลิกใหม่ให้กับเขาที่ไม่ใช่ชีอะห์และก็ไม่ใช่ซุนนีย์ การยื่นเสนอในครั้งนี้ของข้าพเจ้า ทำให้เขามีความพึงพอใจเป็นพิเศษ เพราะว่าโดยธรรมชาติและส่วนตัวเขาแล้วนั้นมีความทะนงตัว ทะเยอทะยานตัวสูงอยู่แล้ว ด้วยกับวิธีการนี้ก็ยิ่งทำให้เขามีความทะเยอทะยานมากยิ่งขึ้นไปอีก

ด้วยบะรอกัตของซอฟียะห์นั้น ภายหลังจากช่วงเวลาแห่งการมุตอะห์ได้หมดเวลาตามเงื่อนไข เขาก็ยังวอนให้ต่อระยะเวลาใหม่อีกตั้งหลายครั้งในการมุตอะห์กับซอฟียะห์ และทำให้ความสัมพันธ์ของข้าพเจ้ากับมูฮำหมัดแน่นแฟ้นยิ่งกว่าเดิม

มีอยู่วันหนึ่งข้าพเจ้าได้พูดกับมูฮำหมัดว่า: เป็นความจริงใช่ไหม? ที่ท่านศาสดาอิสลามได้ทำการผูกสัมพันธ์ระหว่างสาวกของท่าน

เขาตอบ: ใช่ มันคือเรื่องจริง  

ข้าพเจ้าพูดอีกว่า: บทบัญญัติของอิสลามนั้น มันได้จำกัดเจาะจงเฉพาะยุคสมัยหนึ่งเท่านั้นหรือว่ามันถาวร มิได้จำกัดยุคสมัย? 

เขาตอบว่า: บทบัญญัติของอิสลามคือบทบัญญัติที่ถาวรตลอดกาล 

เพราะว่าท่านศาสดาได้กล่าวว่า:   สิ่งใดที่ฉันอนุมัติ( ฮะลาล ) ก็จะอนุมัติจนถึงวันกิยามัต  และสิ่งใดที่ฉันสั่งห้าม (ฮะรอม) ก็จะสั่งห้ามจนถึงวันกิยามัต  

ข้าพเจ้าได้พูดว่า: ถ้าเป็นเช่นนั้น เรามาผูกสัมพันธ์ความเป็นพี่น้องกัน

จากวันนั้นเป็นต้นมา ข้าพเจ้าจะอยู่กับเขาตลอดทั้งยามเดินทางและยามไม่เดินทาง เราจะไปด้วยกันเสมอ ข้าพเจ้าได้อุตสาหะพยายามอย่างหนักในการปลูกต้นไม้ต้นหนึ่งให้เจริญงอกงาม ด้วยเหตุผลอันนี้ข้าพเจ้าจึงได้ทุ่มเทเสียสละวันเวลาอันมีค่าแห่งช่วงวัยหนุ่มของข้าพเจ้า เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้ ในทุกๆ เดือนข้าพเจ้าจะส่งรายงานความคืบหน้าไปยังกระทรวงล่าอาณานิคม ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่จะต้องเขียนรายงานส่ง เริ่มตั้งแต่ช่วงเวลาที่ได้เดินทางออกมาจากกรุงลอนดอน  และได้มีคำตอบส่งมายังข้าพเจ้าว่าให้สรรเสริญและสดุดีมุฮัมมัดในแนวทางนี้ให้มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

ข้าพเจ้าและมูฮำหมัดได้ร่วมเดินหน้าอย่างรวดเร็วๆ ตามแนวทางที่ข้าพเจ้าได้จัดเตรียมเอาไว้ และมิเคยปล่อยให้เขาอยู่ตามลำพัง ไม่ว่าจะช่วงเดินทางหรือไม่เดินทาง 

ข้าพเจ้าจะให้ความสำคัญในเรื่องของการปลูกฝังและสร้างจิตวิญญาณแห่งเสรีชนที่ไร้ขอบเขตแก่เขา อีกทั้งยังสร้างให้เขาเกิดมีความสงสัยคลางแคลงในทุกๆสิ่ง และข้าพเจ้ายังได้แจ้งข่าวดีแห่งอนาคตที่รุ่งเรืองของเขา อีกทั้งยังได้สรรเสริญถึงจิตวิญญาณอันแรงกล้าและจิตวิญญาณแห่งการโต้แย้งของเขาด้วย                               

ข้าพเจ้าฝันเห็นมูฮำหมัด

วันหนึ่งข้าพเจ้าได้อุปโลกน์สร้างเรื่องความฝันแก่เขาว่า: เมื่อคืนข้าฯฝันเห็นถึงท่านศาสดาว่าท่านกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวหนึ่งและมีบรรดาอุลามะห์ส่วนหนึ่งนั่งอยู่รอบๆข้างท่าน ซึ่งข้าพเจ้าเองก็ไม่รู้จักพวกเขาเหล่านั้นแม้เพียงสักคนเดียว

ทันใดนั้นข้าฯเห็นว่า คุณกำลังย่างก้าวเข้ามาในสภาพที่ใบหน้าเจริดจรัสด้วยนูรรัศมี เมื่อคุณเดินเข้ามายังท่านศาสดาแล้ว ท่านได้ลุกขึ้นยืนเพื่อให้เกียรติแก่คุณ อีกทั้งยังได้จูบที่หน้าผากคุณ และกล่าวว่า: โอ้มูฮำหมัดผู้ซึ่งมีนามเหมือนฉัน ผู้เป็น ทายาทแห่งวิชาความรู้ของฉันและเป็นตัวแทน คอลีฟะห์ ของฉันในการบริหารกิจการงานเรื่องศาสนาและโลกดุนยา และคุณยังได้พูดกับท่านศาสดาว่า: โอ้ท่านศาสนทูต ผมมีความหวาดวิตกในการเปิดเผยความรู้ต่างๆของผมให้กับประชาชาติ

ท่านศาสดาได้กล่าวว่า: อย่าได้หวาดวิตกเลย เพราะว่าคุณนั้นมีความรู้เหนือกว่าผู้อื่นใด 

ทันใดที่มูฮำหมัดได้ยินความฝันดังกล่าวจากข้าพเจ้าแล้วนั้น มันสร้างความดีอกดีใจแก่เขาอย่างยิ่ง เสมือนกับว่ากำลังจะโบยบินในหว่งอวกาศ และมีบ่อยครั้งที่เขาจะถามข้าพเจ้าว่า ความฝันที่ได้เห็นนั้นมันคือความจริงหรือ? ซึ่งข้าพเจ้าก็จะตอบในทุกๆครั้งว่า: ใช่ ความฝันที่เห็นนั้น คือความจริง เพราะข้าพเจ้าต้องการให้เขานั้นสบายใจและหมดความกังวล

ซึ่งนับจากวันนั้นมาข้าพเจ้าคิดว่า มันถึงเวลาที่ข้าพเจ้าจะต้องเปิดเผยทัศนะคติและข้อกล่าวหาต่างๆ ให้แก่เขาได้รับรู้อย่างจริงจัง