ยูเอ็นจี้บรูไน “ยับยั้ง” กฎหมายปาหิน ประหารชีวิตเกย์-ผิดประเวณี

103
สุลต่านบรูไน

ข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ คือเสียงคัดค้านล่าสุดต่อการการบังคับใช้ประมวลกฎหมายอาญาที่มีการแก้ไขให้มีบทลงโทษรุนแรงของบรูไน

บีบีซีไทยรายงานว่า นางมิเชล บาเชเลต ข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลบรูไนยับยั้งการบังคับใช้กฎหมายอาญาที่มีการแก้ไขให้มีบทลงโทษรุนแรงขึ้น เช่น โทษประหารชีวิตด้วยการปาหินใส่ชายที่มีพฤติกรรมรักเพศเดียวกัน และผู้ประพฤติผิดฐานคบชู้ ชี้เป็นกฎหมายที่โหดร้ายทารุณ ไร้มนุษยธรรม และละเมิดกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง

“ดิฉันขอเรียกร้องให้รัฐบาลบรูไนยับยั้งการบังคับใช้ประมวลกฎหมายอาญาฉบับใหม่ที่มีความโหดร้าย ซึ่งจะสร้างความเสื่อมถอยอย่างมากต่อการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของชาวบรูไนหากมีการบังคับใช้” นางบาเชเลต ระบุในแถลงการณ์ พร้อมชี้ว่า หน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนของยูเอ็นหลายหน่วยได้แสดงความวิตกกังวลถึงบทลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ที่บัญญัติอยู่ในกฎหมายฉบับนี้ บีบีซีระบุ

นอกจากนี้ ข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนของยูเอ็นยังเน้นย้ำว่า กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศมักบังคับใช้โทษประหารชีวิตเฉพาะกับการกระทำผิดอาญาฐานฆาตกรรม หรือการฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา หลังจากมีการพิจารณาคดีที่เป็นไปตามกระบวนการที่กำหนดไว้อย่างสมบูรณ์

นางบาเชเลต ยังชี้ว่า กฎหมายฉบับนี้ยังส่งเสริมให้มีการละเมิดสิทธิและเลือกปฏิบัติต่อสตรี รสนิยมทางเพศ และชนกลุ่มน้อยผู้นับถือศาสนาอื่นในบรูไน

“สิทธิมนุษยชนและศาสนาไม่ใช่ฝ่ายตรงข้ามกัน อันที่จริงมันคือการตีความของมนุษย์ที่ก่อให้เกิดความตึงเครียด ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาล หน่วยงานทางศาสนา และภาคประชาสังคมต้องทำงานร่วมกันเพื่อส่งเสริมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และความเสมอภาคของประชาชนทุกคน” นางบาเชเลต กล่าว

ข่าวการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ ได้ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่าย เช่น แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ที่ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ทางการบรูไน หยุดแผนการประกาศใช้บทลงโทษที่โหดร้ายและไร้มนุษยธรรมฉบับนี้ทันที

กฎหมายชารีอะห์ฉบับนี้จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 3 เม.ย. โดยนอกจากความผิดข้างต้นแล้ว ยังกำหนดบทลงโทษประหารชีวิตสำหรับผู้กระทำผิดร้ายแรงเช่น ข่มขืน การที่ชาวมุสลิมมีเพศสัมพันธ์นอกสมรส การปล้นทรัพย์ และการดูหมิ่นศาสดามูฮัมหมัด เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีการกำหนดโทษเฆี่ยนประจานในที่สาธารณะสำหรับผู้ทำแท้ง การตัดอวัยวะผู้ทำผิดฐานลักทรัพย์ รวมทั้งกำหนดให้การทำให้เด็กมุสลิมได้สัมผัสกับศาสนาและความเชื่ออื่นใดนอกจากศาสนาอิสลามเป็นสิ่งผิดกฎหมาย บีบีซีระบุ

บรูไนถือเป็นอีกประเทศที่ยังมีโทษประหารชีวิต แต่ในทางปฏิบัตินั้น ไม่มีการประหารชีวิตมาตั้งแต่ปี 1957 แล้ว โดยในปี 2014 บรูไนเป็นชาติแรกในเอเชียตะวันออกที่บังคับใช้กฎหมายชารีอะห์หรือกฎหมายอิสลาม ซึ่งจุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างแพร่หลาย