สูตรปรองดอง “มหาธีร์-อันวาร์” เพื่อให้มาเลเซียเดินหน้าได้

546
Photo: editormalaysia.com

หากเราได้ติดตามการเมืองมาเลเซีย ย่อมรู้ว่าการเมืองมาเลเซียมากด้วยวิกฤตที่ไม่แพ้ชาติใดในโลกนี้ ใช่ว่าการเมืองมาเลเซียจะโรยด้วยกลีบกุหลาบหอมกรุ่นไปตลอดรอดฝั่ง เปล่าเลย ตรงกันข้ามกลับมีปัญหายุ่งเหยิงไม่แพ้ชาติใด

ถามว่าปัจจัยอันใดเล่าที่ทำให้ประชาธิปไตยมาเลเซียเดินหน้าได้ไม่มีอาการที่เราเรียกว่า “ยักตื้นติดกึกยักลึกติดกัก”  มาเลเซียใส่ปุ๋ยยี่ห้ออันใดประชาธิปไตยถึงได้บานสะพรั่ง  

ข้อเขียนชิ้นนี้พยายามจะชี้ให้เห็นถึงกลไกอันเป็นปัจจัยที่มีส่วนผลักดันให้การเมืองประชาธิปไตยมาเลเซียเดินหน้าได้ ซึ่งผู้เขียนจะขอพูดถึงกรณีความปรองดองที่เกิดขึ้นระหว่างนายอันวาร์ อิบราฮิมกับมหาธีร์

หากเราติดตามเส้นทางการเมืองระหว่างสองบุรุษคู่นี้จะเห็นว่าเกิดการขัดแย้งอย่างดุเดือดเผ็ดมันจนใครๆ ก็มองว่าเกิดอาฆาตแค้นระหว่างกันชนิดใครไม่ยอมใคร

 แต่แล้วทุกอย่างผ่านไปด้วยราบรื่นไม่มีตำหนิให้เห็น ไม่มีเสียงครหานินทาว่าร้ายให้ได้ยิน เสมือนไม่มีพายุการเมืองเกิดขึ้น โลกตะลึงฉงนฉงาย กองเชียร์อันวาร์ก็งุนงงเป็นไก่ตาแตกเมื่อจู่ๆ อันวาร์กลับยอมจับมือกับมหาธีร์แบบเหนือการคาดหมาย

ถามว่า ไฉนเป็นเช่นนั้น น่าศึกษายิ่ง เพื่อถอดบทเรียนเป็นอุทาหรณ์แก่นักการเมืองไทย

การศึกษาพบว่ามีหลายปจจัยที่ช่วยทำให้บ้านเมืองผ่านพ้นจุดวิกฤตและเดินหน้าได้ แต่ในพื้นที่อันจำกัดนี้ ขอนำเสนอเพียงสองปัจจัยที่ถือว่าเป็นกลไกสำคัญที่นำพามาเลเซียเดินหน้าต่อไป

ประการหนึ่ง มาจากปัจจัยที่สำคัญที่สุด คือ ความเป็นผู้นำของมหาธีร์และอันวาร์ที่ต้องถือว่าเป็นกุญแจดอกสำคัญที่สุดที่ทำให้มาเลเซียเดินหน้าได้ รัฐจะเป็นร้ายตายดีอย่างไรขึ้นอยู่กับผู้นำนี่แหละ จึงไม่แปลกที่อัลฟาเราะบีปรัชญาเมธีมุสลิมอันลือชื่อให้ความสำคัญกับผู้นำที่เขาเปรียบเสมือนเป็นหัวใจที่จะขับเคลื่อนประเทศได้ อัลฟาเราะบีได้เขียนไว้ในปรัชญานิพนธ์ The Virtuous City เมื่อประมาณสองพันกว่าปีมาแล้วว่า ผู้นำมิเพียงต้องเก่ง ฉลาดหลักแหลมอย่างเดียวแต่ต้องรักในวิชาความรู้ มีใจกว้าง และไม่หมายปองที่จะสะสมทรัพย์สมบัติ

เมื่อบ้านเมืองเผชิญวิกฤตอันหนักหน่วง ทั้งอันวาร์และมหาธีร์ต่างฝ่ายต่างตระหนักรู้ถึงความสำคัญของชาติบ้านเมืองต้องมาก่อน จึงยอมหันมาจับมือกัน ลืมความขัดแย้งในอดีต ยอมละทิ้งอีโก้ของตัวเองไป ทั้งนี้เป็นเพราะเห็นแก่ประชาชนและบ้านเมืองเป็นที่ตั้ง หาใช่ด้วยเหตุผลส่วนตัวเป็นหลักไม่

คงไม่เกินเลยเถิดหากจะกล่าวว่า เพราะว่าสุภาพบุรุษนักการเมืองทั้งสองตะหนักเสมอว่าใดใดในหล้าสำคัญไม่เท่ากับชาติบ้านเมือง บ้านเมืองอันสะบักสะบอมหลังโดนมรสุมทางการเมืองเล่นงาน และต้องการการเยียวยาอย่างเร่งด่วน 

เมื่อมีคนถามอัวาร์ว่าทำไมยอมร่วมมือกับมหาธีร์ อันวาร์ตอบว่า “เพราะเราต่างรักบ้านนี้เมืองนี้”

ด้วยเหตุผลดังกล่าว อันวาร์จึงลืมอดีตที่เคยถูกกระทำได้หมด ด้วยการให้อภัย ไม่ติดใจคิดจะเอาผิดมาหาธีร์แม้แต่นิด ซึ่งเป็นเรื่องไม่ใช่ง่ายเลยที่ใครคนหนึ่งเลือกที่จะให้อภัยแก่คู่กรณีผู้ที่เคยผู้บงการให้ตัวเองต้องตกระกำลำบากหากไม่ใช่นักการเมืองที่ใจใหญ่และตัวจริงอย่างอันวาร์ อิบราอิม 

ส่วนมหาธีร์เองก็แสดงความเป็นผู้นำอาวุโสที่เปี่ยมปัญญา มีความสุขุม น่าเคารพนับถือด้วยการยอมไปขออภัยในความผิดพลาดของตนเองที่เคยก่อไว้ คืนดีด้วยการไปหาคู่อริเก่าอย่างอันวาร์ถึงที่ศาลเพื่อจับมือส่งสัญญาณว่าขออภัยในการกระทำและความผิดพลาดที่ผ่านมา และที่สำคัญมากกว่านั้นเพื่อส่งสัญญาณว่าถึงเวลาแล้วที่เราต้องกลับมาเผด็จศึกกอบกู้สถานการณ์บ้านเมืองอีกครั้ง ตรงนี้แหละเป็นวินาทีสำคัญในบริบทวิกฤตการเมืองมาเลเซีย ทั้งอันวาร์และมหาธีร์ยอมทิ้งความหลังอันขื่นขมไว้ใต้พรมประวัติศาสตร์อย่างไม่ลังเล เพราะต่างมีเป้าหมายเดียวกันคือขจัดมารร้ายที่มาหลอกหลอนชีวิตชาวมาเลเซียภายใต้การนำของนาจิบ ราซัคมาเกือบทศวรรษกว่า ซึ่งถือว่าเป็นห้วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์มาเลเซียนับตั้งแต่เหตุการณ์นองเลือดเมื่อวันที่ 13 พ.ค.2512 (เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม ค.ศ.1969)

ตรงนี้ต้องยกนิ้วให้กับทั้งมหาธีร์และอันวาร์ที่ยอมถอยคนละก้าว แล้วมานับหนึ่งใหม่เพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้าได้

นายอันวาร์เคยที่ตอบคำถามนักข่าวครั้นเมื่อผู้สื่อข่าวมารุมถามวินาทีแรกที่เขาพ้นจากคุกว่า “ไฉนยอมคืนดีกับมหาธีร์” ด้วยใบหน้ายิ้มละไมอันวาร์ตอบว่า “ทำไมเขาจะต้องโกรธมหาธีร์ด้วยหล่ะ ในเมื่อท่านมหาธีร์มาดี เราก็ต้องน้อมรับโดยดี” อันวาร์ย้ำว่า  “อิสลามสอนว่ามิให้โกรธเคืองแค้นอาฆาตผู้ใด เพราะเราต่างเป็นพี่น้องกัน โกรธแล้วจะได้อะไร”

ช่างเหมือนดังที่คานธีเคยเขียนไว้ โลกทั้งพ้องเป็นพี่น้องกัน

เหมือนแนวสันติวิธีที่เรียกว่า อหิงสา คือ ไม่เอาความรุนแรง คานธีพิสูจน์ให้โลกเห็นแล้วว่า สุดท้ายก็ชนะใจศัตรูจนได้และสามารถนำความสงบสุขมาสู่บ้านเมืองมาในที่สุด

เหล่านี้ คือทั้งแนววิถีอันวาร์-มหาธีร์ ทั้งแนวอหิงสาของคานธี ล้วนเป็นแนวที่ใช้ปัญญาเป็นฐาน ล้วนเป็นลักษณะการเมืองที่อัลฟาเราะบีเรียกว่า ความเป็นนักปรัชญาผู้รู้ ปรัชญามีความหมายว่าผู้หลงรักในเรื่องสัจจธรรม ซึ่งเป็นคุณลักษณะอันดับต้นๆ ที่นักการเมืองพึงมี หากต้องการนำความก้าวหน้าสู่บ้านเมือง หากต้องการให้ประเทศเดินหน้าได้

แน่นอนว่าแนวนี้ย่อมไม่เกิดจากหัวใจของคนที่คับแคบที่ยึดประโยชน์ส่วนตนเป็นหลักและพวกพ้องเป็นใหญ่ ยิ่งมีโอกาสในฐานะผู้ชนะการเลือกตั้งด้วยแล้ว ย่อมกระทำได้อย่างสบาย แต่เปล่าเลย อันวาร์กลับไม่ติดใจแต่ประการใด ถามว่าท่ามกลา