อธิบดี พช. ร่วมแถลงข่าวความคืบหน้าโครงการขับเคลื่อนพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา โมเดล”

23

วันพุธที่ 9 กันยายน 2563 เวลา ณ ห้องประชุม 521 สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ร่วมแถลงข่าวความคืบหน้าของการดำเนินโครงการภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563 โครงการขับเคลื่อนพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา โมเดล”

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า จากพันธกิจของกรมการพัฒนาชุมชนกระทรวงมหาด ไทย ที่เน้นส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้และการมีส่วนร่วมของชุมชน มุ่งเน้นการเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างชุมชน ให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืนและพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้มั่นคงตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และร่วมขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชา เพื่อการปฏิรูปประเทศ แต่จากสถานการณ์ปัจจุบัน สังคมไทยประสบปัญหาภาวะหนี้สินครัวเรือนสูงขึ้น และสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส COVID – 19 อีกทั้งวิกฤติด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งเรื่องภัยแล้ง น้ำท่วมที่คาดว่าจะมีความรุนแรงขึ้น กรมการพัฒนาชุมชน ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว และมีความแน่วแน่ในการเดินตามรอยพระยุคลบาทของพระบาทสมเด็จพระชนกาธิเบศร มหาภูมิพล อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ด้วยเชื่อมั่นว่าปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นหนทางเดียวที่จะทำให้ประเทศชาติรอดพ้นวิกฤติและภัยพิบัติทั้งหลาย เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยในปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ได้ดำเนินโครงการนำร่องร่วมกับมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และภาคีเครือข่ายภาคส่วนต่าง ๆ ทั้ง 7 ภาคี ภายใต้โครงการขับเคลื่อนพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต จำนวน 33 แห่ง และผู้นำต้นแบบ 1,500 คน และขยายผลให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อเสนอของบประมาณ จนเกิดเป็นโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา โมเดล” ดำเนินการใน 73 จังหวัด 575 อำเภอ 3,246 ตำบล 25,179 ครัวเรือน ภายใต้งบประมาณ 4,787,961,400 บาท เพื่อเป็นการขยายผลความสำเร็จในการฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากและสังคมด้วยการประยุกต์หลักทฤษฎีใหม่สู่โคก หนอง นา โมเดล ให้ครอบคลุมทั่วประเทศภายในระยะเวลา 2 ปี โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญคือ
1.เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้การน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงประยุกต์สู่การปฏิบัติในรูปแบบ โคก หนอง นา โมเดล
2.เพื่อพัฒนาพื้นที่เรียนรู้ชุมชนต้นแบบ “โคก หนอง นา โมเดล” ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ระดับตำบล และระดับครัวเรือน อันเป็นการเน้นที่การพัฒนาคน พัฒนาคุณภาพชีวิต
3. เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่นและชุมชนผ่านการสร้างงานสร้างรายได้ ให้แก่เกษตรกร แรงงานและบัณฑิตจบใหม่ กลุ่มแรงงานที่อพยพกลับท้องถิ่นและชุมชน ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในช่วงวิกฤตการแพร่ระบาดของ COVID – 19 โดยมีแนวทางการดำเนินการผ่าน 7 กิจกรรม ได้แก่
1) การฝึกอบรมเพิ่มทักษะระยะสั้นการพัฒนากสิกรรมสู่ระบบเศรษฐกิจพอเพียง รูปแบบ โคก หนอง นา โมเดล กลุ่มเป้าหมาย จำนวน 35,015 คน เพื่อพัฒนาให้มีความรู้ความเข้าใจ พัฒนาให้เป็นแกนนำ สามารถเป็นครูกระบวนการ ครูกสิกรรม ครูประจำฐานเรียนรู้การพึ่งพาตนเอง และครูพาทำ ขับเคลื่อนงานและเชื่อมโยงเครือข่ายในพื้นที่ ทั้ง 7 ภาคี
2) การสร้างพื้นที่เรียนรู้ชุมชนต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับตำบลและพัฒนาครัวเรือนต้นแบบ โดยการส่งเสริมกิจกรรมการพัฒนาที่พลิกฟื้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ จำนวน 337 ตำบล ขนาดพื้นที่ 10 ไร่ และ 15 ไร่ ด้วยการสร้างฐานเรียนรู้ของพื้นที่ งานจัดทำสื่อการเรียนรู้ในพื้นที่และสนับสนุนค่าวัสดุ อุปกรณ์ต่าง ๆ และการพัฒนาพื้นที่ครัวเรือนต้นแบบ ขนาดพื้นที่ 1 ไร่ และ 3 ไร่/ครัวเรือน จำนวน 24,842 ครัวเรือน รวมพื้นที่ไม่เกิน 54,676 ไร่
3) การสร้างงานสร้างรายได้รายเดือน ให้แก่ เกษตรกร บัณฑิตจบใหม่ กลุ่มแรงงานที่อพยพกลับท้องถิ่นและชุมชน เข้าปฏิบัติงานในพื้นที่เรียนรู้ชุมชนต้นแบบ รวมทั้งสิ้น 9,188 คน จ้างงาน คนละ 9,000 บาท/เดือน เป็นระยะเวลา 12 เดือน
4) การกระตุ้นการบริโภคภาคครัวเรือนและเอกชน ระดับครัวเรือน ในพื้นที่ไม่เกิน 3 ไร่/ครัวเรือน จำนวนรวมทั้งสิ้น 24,842 ครัวเรือน รวมพื้นที่ไม่เกิน 54,676 ไร่ ผ่านการรวมกลุ่มกันพัฒนาหรือการเอามื้อ พื้นที่ละ 3 ครั้ง ๆ ละ 20 คน และสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ สำหรับฝึกปฏิบัติแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในแปลงของครัวเรือน
5) การบูรณาการร่วมพัฒนาพื้นที่ระดับตำบล เพื่อสร้างฐานเรียนรู้เพื่อการพึ่งตนเอง จำนวน 9 ฐานเรียนรู้ ประกอบด้วย ฐานกสิกรรมธรรมชาติ ฐานคนรักษ์น้ำ ฐานคนรักษ์แม่ธรณี ฐานคนรักษ์แม่โพสพฐานคนติดดิน ฐานคนมีไฟ ฐานคนเอาถ่าน ฐานหัวคันนาทองคำ ฐานคนหัวเห็ด เชื่อมโยงกับพื้นที่ครัวเรือนต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับครัวเรือน ที่อยู่โดยรอบเพื่อเป็นฐานการเรียนรู้ ฐานการผลิตวัสดุพื้นฐานที่ต้องการใช้ในการพัฒนาพื้นที่ และฐานการ แปรรูปผลผลิตรวมไปถึงนวัตกรรมต่าง ๆ ในพื้นที่ 337 ตำบล
6) พัฒนาการสร้างมาตรฐานผลผลิต การแปรรูปและการตลาดตามมาตรฐานอินทรีย์วิถีไทย ด้วยการจัดอบรมประชา ชนพื้นที่เรียนรู้ชุมชนต้นแบบ จุดละ 2 คน จำนวน 674 คน เพื่อเรียนรู้แนวทางกระบวนการปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานสำหรับผลผลิตทางการเกษตร ทั้งการเพาะปลูก การแปรรูป การรักษาคุณภาพผลผลิตทางการเกษตรสู่ผู้บริโภค และการตลาด
7) สร้างระบบโปรแกรมและระบบฐานข้อมูล พัฒนาระบบ Digital รองรับ Local Economy เพื่อการลงทะเบียน สำรวจ ติดตาม และประเมินผล พัฒนา Platform เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ สำรวจเก็บข้อมูลและจัดทำแผนที่ภาพถ่าย ทางอากาศและแผนที่ภูมิประเทศพัฒนาและจัดทำระบบ/เครื่องมือ สำหรับบริหารการจัดการ และการประเมินผลสำเร็จทางด้านกายภาพ เศรษฐกิจสังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งการขับเคลื่อนหลักทฤษฎีใหม่ตามหลัก “โคก หนอง นา โมเดล” ให้ประสบความสำเร็จได้นั้นสิ่งสำคัญ คือ ต้องพัฒนาคน ให้มีความรู้ที่พร้อมถึงด้วยคุณธรรมด้านการให้เลิกแข่งขันหันมาแบ่งปันกัน, ความรู้ ที่นำมาใช้ในการแก้ปัญหา ทั้งความรู้ในทฤษฎีใหม่กว่า 40 ทฤษฎี ความรู้จากภูมิปัญญาพื้นบ้าน และความรู้สมัยใหม่ที่นำมาประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสมกับ ภูมิสังคมนั้น ๆ,เครือข่าย แสวงหาเครือข่าย องค์การภาคีในทุกหน่วยงาน มาร่วมกันทำงานแบบบูรณาการ อาศัยศักยภาพจุดแข็งของแต่ละหน่วยงานมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน ด้วยการรวมพลังเอามื้อสามัคคี สร้างวิถีโคก หนอง นา ภายใต้แนวคิด “หิ้วปิ่นโต ไปเอามื้อ ถือจอบเสียม พลิกฟื้นแผ่นดิน”, การสื่อสารเพื่อการขยายผลการทำงาน โดยภาคประชา ชนทั้งสื่อสารในระบบและสื่อสารนอกระบบอย่างสร้างสรรค์ ผ่านโซเชียลมีเดียต่าง ๆ

โดยจากการที่กรมการพัฒนาชุมชน พร้อมเครือข่ายมากมายทั่วประเทศ มาช่วยกันขับเคลื่อน เป็นพลังเกาะเกี่ยวเชื่อมร้อยกันตามโครงการ ทุกฝ่ายมุ่งมั่นที่จะดำเนินโครงการให้เกิดขึ้นจริง ทำภาพจากจุดเล็ก ๆ ให้ต่อเนื่องเป็นภาพใหญ่ ที่จะเป็นการวางรากฐานการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนให้แข็งแกร่ง มุ่งหวังให้เกิดการแก้ปัญหาประเทศและปัญหาวิกฤตโลก ใน 3 ประเด็น ที่เป็นเป้าหมายของการพัฒนาอย่างยั่งยืน คือ ด้านน้ำ ด้านอาหาร และด้านพลังงาน สามารถเป็นที่พึ่งของประชาชนในประเทศได้อย่างยั่งยืนในการขับเคลื่อนโครงการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา) ได้มอบนโยบาย ไว้ว่า “โคก หนอง นา โมเดล” เป็นการนำเรื่องง่ายใกล้ตัวประชาชน คือ การปลูกพืชผัก สวนครัวมาใช้เป็นเครื่องมือในการกระตุ้นให้คนได้ตระหนักถึงความมั่นคง ความปลอดภัยด้านอาหาร ซึ่งถือเป็นเรื่องจำเป็นและสำคัญและยังนำมาเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมและพัฒนาไปสู่การแบ่งปัน ช่วยเหลือ การรวมกลุ่ม การพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านอาหาร เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน ก่อให้เกิด “ชุมชนเกื้อกูล เพิ่มพูนสามัคคี วิถีพอเพียง” และมีเป้าหมายสำคัญที่จะทำให้ “ประชาชนมีความสุข อยู่ในสังคมได้ตามอัตภาพ” รวมถึงเป็น การสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนตั้งแต่ ต้นทางถึงปลายทาง นับเป็นห่วงโซ่ที่มีความเกี่ยวเนื่องกัน อันจะช่วยบรรเทาผลกระทบที่เกิดจากการถูกเลิกจ้าง ตกงาน ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพื่อให้คนและชุมชนสามารถพึ่งตนเองได้ ด้วยการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและหลักทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาสู่การปฏิบัติ

นอกจากนี้ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้เผยแพร่ภาพวาดฝีพระหัตถ์ “โคกหนองนาแห่งน้ำใจและความหวัง” โดยภาพวาดฝีพระหัตถ์มี 3 แบบ ประกอบด้วย
*แบบที่ 1 เกษตรกรกำลังช่วยกันร่วมมือร่วมใจ ปั้นโคก สร้างหนอง และทำนา โดยได้น้อมนำโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ใน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาเป็นแบบอย่าง พร้อมพระราชทานข้อความว่า “โคกหนองนาแห่งน้ำใจและความหวัง” “งานเสร็จเป็นรูปธรรม นามธรรมอิ่มเอิบ สบายใจ” ๑๕ ส.ค.๖๓
*แบบที่ 2 เป็นภาพวาดฝีพระหัตถ์พืชผลทางการเกษตรที่ได้ลงกล้าเพาะปลูกผลิดอกออกผลเบ่งบานอย่างสดใส พร้อมพระราชทานข้อความว่า “โคกหนองนากับความสุขสดใส” “We are farmers together” ๑๗ ส.ค.๖๓
*แบบที่ 3 เป็นภาพวาดฝีพระหัตถ์ความเขียวขจีสดใสของธรรมชาติ และพระราชทานข้อความว่า “เรารักธรรมชาติ เราสร้างสรรค์ในงานเกษตร โคกหนองนา เพื่อความอุดมสมบูรณ์และความสดใสทั้งกายและใจ Happy farmers” ๑๙ ส.ค.๖๓
เมื่อวันที่ 4 ก.ย.63 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานภาพวาดฝีพระหัตถ์ จำนวน 1 ภาพ พร้อมข้อความว่า “ความสดใส สดชื่น ของโคกหนองนา” และ “ความสุขและอบอุ่นในบ้าน บนโคกหนองนา” ทรงลงพระปรมาภิไธย 3 ก.ย. 63 เพื่อเป็นกำลังใจให้ข้าราชการกรมการพัฒนาชุมชนกระทรวงมหาดไทยและพสกนิกรชาวไทย ซึ่งข้าราชการ พนักงาน กรมการพัฒนาชุมชนทุกคนและครอบครัว ได้น้อมเกล้าฯ รับในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่มีต่อพวกเราทุกคน พร้อมทั้งกราบถวายพระพรทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน