ถึงเวลาเจอของจริง!!

576

เร่งเครื่องเต็มสปีดกับการสร้างกฎกติกาประเทศฉบับใหม่ กระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ลงในรายมาตรา ของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ภายใต้การปรุงสูตรฝีมือ เชฟป๊อดบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ที่ประชุมกันหามรุ่งหามค่ำ เพื่อให้เสร็จตามกรอบปฏิทินที่กำหนดไว้ คือวันที่ 17 เมษายน เพื่อนำร่างรัฐธรรมนูญนั้นเข้าสู่ที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) พร้อมไปกับการเสนอร่างต่อคณะรัฐมนตรี และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เพื่อให้ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเป็นการเดินหน้าไปตามโรดแมประยะที่ 2 ของ คสช.

จากนั้น 26 เม.ย. จะเป็นวันสุดท้ายที่สปช.ต้องพิจารณาเสนอแนะหรือให้ความเห็นเกี่ยวกับการยกร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จสิ้น และ 6 ส.ค. คือวันสุดท้ายที่ สปช.ต้องมีมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบต่อร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ วันนี้เริ่มเห็นทิศทางรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วว่าจะไปในทิศทางใด ขณะเดียวกันสปช.ก็เดินสายเปิดเวทีรับฟังความเห็นประชาชนตามจังหวัดต่างๆทั่วประเทศ เริ่มที่จังหวัดสุพรรณบุรีเป็นจังหวัดแรก  ซึ่งเป็นการทำงานตีคู่ขนานกันไป วางกรอบ แบ่งงานอย่างเป็นระบบ เพื่อไม่ให้เสียเวลา

การบ้านอีกข้อหนึ่งที่สปช.ต้องทำในช่วงเวลา 3 เดือนนับจากนี้ไปจนถึงเดือนเม.ย. เป็นการบ้านที่รัฐบาลฝากมา คือ กรรมาธิการปฏิรูปของสปช.ทั้ง 18 คณะต้องคิด งานที่เกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศออกมาให้เป็นผลงาน ดังนั้นช่วงเวลา 3 เดือนนับจากนี้จึงถือเป็นนาทีทองในการเดินหน้าปฏิรูป ที่จะใช้ห้วงเวลานี้ทำผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ ภายใต้การกำกับของคสช.ที่ส่งนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี และนายสุวะพันธุ์ ตันยุวัฒนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มาคอยกำกับทิศทางของสปช. และคณะกรรมาธิการปฏิรูปทั้ง 18คณะ เพื่อตอกย้ำถึงภารกิจงานปฏิรูปว่าจะต้องเห็นเป็นรูปเป็นร่างภายใน 3 เดือน ก่อนที่พิมพ์เขียวร่างรัฐธรรมนูญจะเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมใหญ่ สปช.

ในส่วนของแม่น้ำสายสปช.และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ คงไม่น่าเป็นห่วงเท่าไรนัก เพราะมีร่างฉบับ พิมพ์ชมพูของนายบวรศักดิ์เป็นโมเดลอยู่ น่าจะเสร็จทันตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ เพราะไม่มีปัจจัยใดจะทำให้สะดุด ทั้งปัจจัยภายนอกและภายใน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่บวรศักดิ์ อุวรรณโณสำทับออกมาว่า หากดูแล้วจะไม่ทันก็จะมีการประชุมตั้งแต่เข้ายันดึกไม่เว้นแม้แต่ เสาร์-อาทิตย์ ก็เชื่อขนมกินได้เลยว่า ไม่มีน่าจะมีปัญหาอะไร ส่วนนี้จึงเบาใจไปได้เยอะ

แต่ปมที่น่าเป็นห่วง คือ การเดินหน้าถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง ทั้งจากคดีถอดถอน นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา กรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาส.ว.โดยมิชอบ และคดีถอดถอนน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ฐานปล่อยปละละเลยจนก่อให้เกิดความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งเดิมมีกระแสข่าวว่าฝ่ายขั้วอำนาจในปัจจุบัน 3 ปแห่งบูรพาพยัคฆ์ ไม่อยากให้ประเด็นนี้สร้างแรงกระเพื่อมต่อการเดินตามโรดแม็ปคสช. และการบริหารงานของรัฐบาล จึงส่งสัญญาณไปยังกลุ่มเครือข่ายสนช.สายข้าราชการประจำและสายอดีตนายทหารในทีม โหวตโนหรือโนโหวตก็ได้ ซึ่งตรงจุดนี้จะทำให้เสียงถอดถอนที่จะต้องใช้อย่างน้อย 132 เสียง น่าจะไม่ถึง

แต่พลันที่หินก้อนนี้ถูกโยนออกมาถามทาง ปรากฏให้เกิดแรงเสียดทานจากกลุ่มพันธมิตรเครือข่ายที่ช่วยกันโค่นล้มอำนาจรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ออกมากดดันด้วยวาทะกรรมห้ามปรองดองกันคนโกงภายใต้การกำกับของอดีต 2 ผู้ยิ่งใหญ่ที่ยังกุมเครือข่ายคนในกองทัพและมหาดไทยเอาไว้ได้เหนียวแน่น มีการเดินเกมทางลึกล็อบบี้ต้องถอดถอนทั้ง 3 คนให้ได้

สุดท้ายกลุ่มอำนาจ3 ปก็ทนแรงเสียดทานไม่ได้ จึงได้เห็นสัญญาณจาก บิ๊กตู่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. ผ่านน้ำเสียงเข้มๆ ท่าทางขึงขังว่า ทุกอย่างต้องว่ากันไปตามกฎหมาย ผิดคือผิด ไม่ต้องมาพูดถึงการนิรโทษกรรม

นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า บิ๊กตู่จะวางใจ เนื่องจากมีกระบองกฎอัยการศึกอยู่ใ