“ดร.ธรณ์” กับปฎิบัติการทวงคืนเกาะพีพี

451

วิกฤติสิ่งแวดล้อมในอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี และทะเลพังงา ถูกยกมาพูดถึงและเปิดประเด็นปัญหาโดย ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ลงไปคลุกคลีทั้งสำรวจและพยายามหาแนวทางแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นบนเกาะพีพี และพื้นที่โดยรอบ มีการพูดถึงอย่างต่อเนื่องนับจากเดือนกันยายน 2558 ดร.ธรณ์ ได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊ก Thon Thamrongnawasawat ระบุถึงการประชุมแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 12 ประเทศไทยต้องใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน แต่มักมีปัญหาเรื่องการนำยุทธศาสตร์ไปใช้ในภาคปฏิบัติ

ดร.ธรณ์ ระบุในโพสต์ครั้งนั้นว่า “ผมเลยลองนำเกาะพีพีมาเป็นต้นแบบ ก่อนพบว่า หากเราเดินหน้าแบบเดิม เราแทบไม่มีทางออกในเรื่องนี้ ปัญหาสำคัญมี 3 ประการ แนวปะการังเสียหายอย่างมาก จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นไม่หยุดยั้ง หน่วยงานรับผิดชอบไม่มีศักยภาพเพียงพอ ขอยกตัวอย่างให้เห็น เกาะพีพีมีนักท่องเที่ยวไม่ต่ำกว่าปีละล้าน (ตัวเลขที่แท้จริงยังตอบไม่ได้) มีจำนวนเพิ่มขึ้นตลอดตามปริมาณนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่อุทยานมีข้าราชการ 4 คน มีเรือเร็ว 1 ลำ เรือยาง 1 ลำ ในการดูแลทุกอย่าง อุทยานเกาะพีพีไม่ได้มีแค่เกาะพีพี ยังมีเกาะไม้ไผ่ มีสุสานหอย มีทะเลแหวก มีเกาะปอดะ ฯลฯ แค่คิดถึงพื้นที่และจำนวนนักท่องเที่ยว ผมก็ไม่รู้ว่าจะดูแลกันได้อย่างไร”

“เพราะฉะนั้น เวลาเราตั้งคำถาม อุทยานเก็บเงินได้ครบหรือยัง ? ทำไมยังมีคนให้อาหารปลา? ทำไมยังมีการทิ้งสมอเรือตรงนั้นตรงนี้? ทุกคำตอบก็กลับมาที่ข้าราชการ 4 คน เรือ 2 ลำ อุทยานมีทุ่นจอดเรืออยู่เพียงไม่กี่ลูก หน่วยงานท้องถิ่นช่วยมาสร้างให้อีก 8 ลูกก็นับว่าเป็นบุญ แต่ทั้งพื้นที่มีเรือวันละหลายร้อยลำ ด้วยปริมาณทุ่นแค่นี้ ยังไงก็ไม่พ้นการทิ้งสมอ การปฏิรูปอุทยานทางทะเล จึงไม่ใช่แค่โยนคำถามลงไปแล้วดูสิว่าทำอะไรไปแล้วบ้าง แต่ต้องเปลี่ยนแปลงทั้งระบบ โดยแบ่งระดับความเร่งด่วนให้ชัดเจน”

โดย ดร.ธรณ์ ได้แบ่งระดับความเร่งด่วนเอาไว้ดังนี้

ระดับวิกฤติ – หมู่เกาะพีพี

ระดับเร่งด่วน – หมู่เกาะอาดัง-ราวี (ตะรุเตา) หมู่เกาะสิมิลัน อ่าวพังงา

ระดับปานกลาง – อุทยานอื่น เช่น หมู่เกาะสุรินทร์

แต่จนถึงวันนี้ “ความเร่งด่วน” ของการแก้ปัญหาวิกฤติที่ว่า ยังไม่มีสัญญาณใดๆ ที่ชัดเจนลงมา ล่าสุด ดร.ธรณ์ พร้อมคณะ และกลุ่มคนรักพีพี ได้ร่วมกันดำเนินการเพื่อช่วยเหลือกันเองเท่าที่ทำได้ในเบื้องต้น โดย ดร.ธรณ์ ได้โพสต์เล่าถึง การลงไปสำรวจเกาะพีพีครั้งล่าสุด ถึงกับโพสต์บอกความในใจว่า….

มันพูดไม่ออก ไม่อยากเชื่อสายตา ทั้งอ่าวมีเรือจอดเรียงกันอย่างต่ำ 30 ลำ (ไม่เชื่อเชิญนับในภาพ)

12231700_10207275280295614_320125295_nไม่มีอีกแล้ว ปะการังในอ่าว แม้แต่แนวปะการังด้านหน้า เรือวิ่งเข้าออกด้วยความถี่มากกว่าเรือในคลองแสนแสบ ตะกอนทรายที่ฟุ้งกระจายทับปะการังทุก 4-5 นาที จะมีอะไรเหลือ

นี่หรือคือสิ่งที่เราปล่อยให้เกิดขึ้นในจุดสวยที่สุดของทะเลไทย ?

ผมกลับไปอีกครั้ง เมื่อหัวหน้าพีพีที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่ง ขอให้ผมลงไปช่วยในพื้นที่
ในบรรดาทะเลทั้งหมดของพีพี ที่นี่คือจุดที่ผมไม่อยากไปที่สุด…

บ่ายวันนั้นผมเข้าไปในอ่าว เรือเล็กของเราวิ่งเข้าไปช้าๆ (ไม่กล้าว่ายน้ำเข้าเพราะมั่นใจว่าโดนเรือชนตายแน่)

อ่าวที่ผมเคยจำได้ของผมจากไปแล้ว จากไปจริงๆ ผมไม่เจอปะการังที่เคยมีแม้แต่หย่อมเดียว เธอสูญสลายจนไร้หลักฐานปรากฏ

ความเงียบสงบถูกแทนด้วยเเสียงนักท่องเที่ยวหลายร้อย นักเที่ยวจีนกำลังเล่นวอลเล่ย์บอลในน้ำ บ้างปีนไปบนหัวเรือแล้วกระโดดตีลังกาลงน้ำ มันเหมือนสระน้ำ เหมือนสวนน้ำ เหมือนอะไรก็ได้ยกเว้นอุทยานแห่งชาติ

มุมหนึ่งใกล้หน้าผาคือแพสีขาว เมื่อเข้าไปใกล้ ผมเปลี่ยนไปใส่แว่นตาดำ อาจารย์ธรณ์ก็ร้องไห้เป็น

ผมไม่บรรยายเกี่ยวกับแพขยะ ภาพบ่งบอกดีกว่าคำพูด

12242289_10207275279095584_1536173846_nเรากลับมาข้างนอก หัวหน้าถามว่าผมต้องส่งลูกน้องมาเก็บขยะทุกวันเหรอ

ผมตอบไป อุทยานมีเรือยาง 1 ลำ อยู่เกาะไม้ไผ่ ห่างจากที่นี่ไปไกลโข อีกทั้งภารกิจมีมหาศาล อุทยานไปดูแลคนทิ้งสมอ ทำโน่นทำนี่ ดีกว่ามาเก็บขยะ

ผมไปอุทยานมาไม่รู้กี่ร้อยแห่งทั่วโลก ก็ไม่เคยเห็นเจ้าหน้าที่ต้องมาคอยเก็บขยะที่นักท่องเที่ยวทิ้ง นักเที่ยวต้องมีสำนึกเอง ผู้ประกอบการต้องช่วยดูแล เจ้าหน้าที่แค่คอยควบคุมความเรียบร้อย

จิวจ่ายโ