อัลอะราบิยา/เอเอฟพี – กองทัพอิสราเอลเปิดเผยเมื่อวันอาทิตย์ 3 ส.ค. ว่าได้ส่งกำลังภาคพื้นดินเข้าโจมตีพื้นที่ภาคใต้ของซีเรีย ยึดอาวุธจำนวนหนึ่ง และควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยเกี่ยวข้องกับการลักลอบค้าอาวุธ โดยปฏิบัติการครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของชุดปฏิบัติการข้ามพรมแดนที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่ประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด ถูกโค่นล้มเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว
แถลงการณ์ระบุว่า ปฏิบัติการเกิดขึ้นช่วงกลางคืนในพื้นที่ฮะเดอร์ ใกล้ที่ราบสูงโกลานซึ่งอิสราเอลผนวกไว้ โดยทหาร “เข้าโจมตี 4 จุดพร้อมกัน และยึดอาวุธจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับขบวนการลักลอบค้าอาวุธ”
กองทัพยังเผยภาพวิดีโอแสดงให้เห็นทหารอิสราเอลในรถหุ้มเกราะและเดินเท้าปฏิบัติภารกิจยามค่ำคืน
อิสราเอลระบุว่ากองพลทหารยังคงประจำการในพื้นที่เพื่อ “สกัดการแทรกซึมของกลุ่มก่อการร้ายในซีเรีย และคุ้มครองพลเรือนอิสราเอล โดยเฉพาะชาวที่ราบสูงโกลาน”
หลังฝ่ายต่อต้านรัฐบาลโค่นล้มอัล-อัสซาดเมื่อปลายปีที่แล้ว อิสราเอลได้ส่งกำลังเข้าสู่เขตกันชนภายใต้การควบคุมของสหประชาชาติซึ่งแบ่งแยกกองทัพอิสราเอล-ซีเรียตั้งแต่สงครามปี 1973
ในเดือนกรกฎาคม อิสราเอลยังได้โจมตีเป้าหมายของกองทัพรัฐบาลซีเรียในกรุงดามัสกัสและจังหวัดซูไวดา เพื่อบีบให้ถอนกำลังจากภาคใต้ ท่ามกลางความรุนแรงทางศาสนา-นิกายที่เพิ่มขึ้น
แม้อิสราเอลอ้างว่าปฏิบัติการดังกล่าวเพื่อปกป้องชาวดรูซ แต่นักการทูตและนักวิเคราะห์บางส่วนชี้ว่า แท้จริงแล้วเป้าหมายคือการบั่นทอนกองทัพซีเรียและป้องกันไม่ให้รัฐบาลใหม่เข้าประชิดแนวชายแดน
นับตั้งแต่การล่มสลายของอัล-อัสซาด อิสราเอลได้โจมตีเป้าหมายทางทหารหลายร้อยจุด โดยอ้างว่าเพื่อสกัดอาวุธไม่ให้ตกไปอยู่ในมือของทางการชุดใหม่ ขณะที่นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู เรียกร้องให้ “ปลดอาวุธทางใต้ของซีเรีย” อย่างถาวร.