การเยือนปารีสเมื่อเดือนที่แล้วเพื่อพบประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ทำให้นายกรัฐมนตรีนาวาฟ ซาลาม ตระหนักว่า สถานการณ์ของเลบานอนเปราะบางกว่าที่ใครคาดคิดไว้
ฝรั่งเศสซึ่งมักรับบทเป็นตัวกลางแก้ปัญหาการเมืองเลบานอน ชี้ชัดกับซาลามว่า ประเทศจะไม่สามารถอยู่รอดได้ หากไม่เดินหน้าปฏิรูป โดยเฉพาะการปลดอาวุธกลุ่มนอกภาครัฐ ซึ่งหมายถึง ฮิซบุลเลาะห์ ภายใต้การกำกับของนานาชาติ
หากไม่ทำตาม จะไม่มีการต่ออายุภารกิจของกองกำลังรักษาสันติภาพ UNIFIL เพราะฝรั่งเศสไม่พร้อมแบกรับต้นทุนโดยลำพังหากไร้เงินทุนจากสหรัฐฯ จะไม่มีการจัดประชุมผู้บริจาคหรือการฟื้นฟูประเทศหากไม่มีซาอุดีอาระเบีย และที่สำคัญที่สุด จะไม่มีเสถียรภาพด้านความมั่นคง เพราะอิสราเอลตัดสินใจแล้วว่าจะปลดอาวุธฮิซบุลเลาะห์ด้วยกำลัง หากเลบานอนไม่จัดการเอง
ซาลามจึงรีบรายงานต่อประธานาธิบดีโจเซฟ อาอูน และประธานสภา นายนาบีห์ บัรรอี พร้อมเรียกประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อหารือข้อเสนอของสหรัฐฯ ว่าด้วยการปลดอาวุธฮิซบุลเลาะห์
อาอูนพยายามเจรจากับฮิซบุลเลาะห์เพื่อหาถ้อยคำที่ทุกฝ่ายจะยอมรับได้ โดยเสนอให้เริ่มจากการควบคุมอาวุธปาเลสไตน์ก่อน หลีกเลี่ยงกำหนดเส้นตายจากนานาชาติ และโยนประเด็นนี้ให้สภากลาโหมสูงสุดหรือกองทัพเลบานอนเป็นผู้วางกลยุทธ์ตามลำดับความสำคัญของชาติ
แต่เพียงไม่กี่วัน ซาลามกลับไปทำเนียบประธานาธิบดีด้วยท่าทีมุ่งมั่นจะรับข้อเสนอของสหรัฐฯ เต็มรูปแบบ รวมถึงกรอบเวลา โดยเห็นว่านี่คือทางเดียวที่จะ “กันประเทศออกจากคลื่นแรงกดดันนานาชาติรอบใหม่” การตัดสินใจครั้งนี้สร้างความบาดหมางกับทั้งอาอูนและบัรรอี และนำไปสู่ความตึงเครียดกับฮิซบุลเลาะห์อย่างรุนแรง
จุดแตกหัก: ครม.รับข้อเสนอวอชิงตัน
การประชุมคณะรัฐมนตรี 5 สิงหาคม กลายเป็นฉากเผชิญหน้า เมื่อซาลามเดินหน้าผลักดันให้ลงมติทันที โดยได้รับแรงหนุนจากรัฐมนตรีสายกองกำลังเลบานอน พรรคก้าวหน้าสังคมนิยม และพรรคคาเตบ
ฝ่ายประธานาธิบดีและรัฐมนตรีชีอะห์ขอเลื่อน แต่ซาลามปฏิเสธโดยย้ำว่าเลบานอนเสียโอกาสมามากแล้ว กระทั่งวันที่ 7 สิงหาคม รัฐบาลลงมติรับแผนของสหรัฐฯ หลังรัฐมนตรีชีอะห์ถอนตัวออกจากที่ประชุม
ฮิซบุลเลาะห์จึงออกแถลงการณ์กล่าวหาซาลามว่า “หักหลังคำมั่น” ทั้งในแถลงนโยบายและสุนทรพจน์รับตำแหน่งของประธานาธิบดี
ฮิซบุลเลาะห์โต้กลับ: “บาปใหญ่หลวง”
แหล่งข่าวใกล้ชิดกลุ่มระบุว่า ฮิซบุลเลาะห์ผิดหวังที่อาอูนไม่ยืนหยัดตามข้อตกลงก่อนหน้า และย้ำว่าไม่มีรัฐใดในโลกยอมปลดอาวุธ “ขบวนการต่อต้าน” ขณะที่ยังมีดินแดนถูกยึดครอง
ตั้งแต่พฤศจิกายนที่ผ่านมา อิสราเอลละเมิดข้อตกลงหยุดยิงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งยังคงยึดครองพื้นที่ 5 จุดทางใต้ และโจมตีเป้าหมายฮิซบุลเลาะห์เป็นประจำ
แหล่งข่าวเตือนว่า รัฐบาลกำลังโยน “ลูกไฟ” ให้กองทัพ หากฐานสนับสนุนฮิซบุลเลาะห์ออกมาต่อต้านบนท้องถนน กองทัพจะถูกบีบให้เผชิญหน้ากับประชาชนโดยตรง
แม้เช่นนั้น สภาชูรอของฮิซบุลเลาะห์สั่งให้ผู้นำหลีกเลี่ยงการปลุกระดมมวลชน เพราะการประท้วงอาจบานปลายอย่างควบคุมไม่ได้
แผนของสหรัฐฯ: เส้นตายสิ้นปี
ตามข้อเสนอ วอชิงตันกำหนดให้กองทัพนำแผนต่อที่ประชุมครม.ภายใน 31 สิงหาคม เริ่มปฏิบัติ 1 กันยายน และต้องเสร็จสิ้นภายใน 31 ธันวาคม
แผนแบ่งเป็น 4 ขั้น: ปลดอาวุธถึงแม่น้ำลิตานี → แม่น้ำอาวาลี → กรุงเบรุต → หุบเขาเบก้า ทั้งหมดในเวลา 3 เดือน
ทอม แบแร็ก ทูตพิเศษสหรัฐฯ แสดงความพอใจหลังหารือกับอาอูน โดยย้ำว่าเมื่อเลบานอนยอมรับแผนแล้ว อิสราเอลต้องเริ่มปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงเช่นกัน
กองทัพกังวล: “ลูกไฟในมือ”
แหล่งข่าวทหารบอก MEE ว่ากองทัพกังวลอย่างยิ่งว่าจะรักษาความสงบภายในได้หรือไม่ การผลักภาระโดยไร้ “ฉากคุ้มกันทางการเมืองเต็มรูปแบบ” เสี่ยงทำให้ประเทศระเบิดจากภายใน แม้รัฐบาลหวังเลี่ยงการปะทะจากภายนอก
ด้านซาลามยืนยันว่ามติครั้งนี้สะท้อนข้อเรียกร้องเดิมของฮิซบุลเลาะห์เอง ไม่ว่าจะเป็นการถอนทัพอิสราเอล การยุติการรุกราน การแลกเปลี่ยนเชลย และการปักปันเขตแดน
อาอูนเปิดเผยว่าสหรัฐฯ เตือนชัด หากเลบานอนไม่รับข้อเสนอ วอชิงตันจะ “ตัดเลบานอนออกจากวาระ”
ผลคือ แม้รัฐบาลได้คะแนนนิยมในสายตาต่างชาติ แต่กลับถลำเข้าสู่วิกฤตการเมืองภายในอย่างหนัก
คำประกาศของนาอิม กอเซ็ม: “ขบวนการต่อต้านจะไม่ยอมปลดอาวุธ”
เชคนาอิม กอเซ็ม ผู้นำฮิซบุลเลาะห์ ยืนยันว่า กลุ่มจะไม่ยอมส่งมอบอาวุธต่อรัฐ และพร้อมเผชิญหน้าหากถูกบังคับ
“ตราบใดที่การรุกรานและการยึดครองยังดำเนินอยู่ ขบวนการต่อต้านจะไม่ปลดอาวุธ เราจะสู้เพื่อต้านโครงการนี้ไม่ว่าต้องแลกด้วยอะไร” เขากล่าว
กอเซ็มกล่าวหารัฐบาลว่า “มอบประเทศให้แก่อิสราเอล” และเตือนว่าความไม่สงบอาจปะทุขึ้น
ขณะที่อาอูนปัดคำเตือนเรื่องสงครามกลางเมืองว่า “ไร้มูล” ส่วนบัรรอีก็ย้ำว่า “ไม่มีเหตุให้กลัวสงครามกลางเมืองหรือภัยต่อสันติภาพภายใน”
แหล่งข่าวใกล้ชิดฮิซบุลเลาะห์บอกว่า แม้คำปราศรัยของกอเซ็มดุดัน แต่มีนัยที่ควรอ่านให้ลึก กล่าวคือ กลุ่มจะไม่ยอมปลดอาวุธก่อนที่อิสราเอลจะถอนตัวและยุติการรุกราน โดยยังคงเปิดโอกาสให้มีการหารือเรื่องอาวุธเมื่อบรรลุเงื่อนไขเหล่านี้แล้ว
แหล่งข่าวกล่าวว่า ฮิซบุลเลาะห์ไม่มีเจตนาที่จะคุกคามเลบานอนด้วยสงครามกลางเมือง แต่ต้องการสื่อสารว่าชุมชนของพวกเขารู้สึกเหมือนถูกกดดัน และหากถูกบีบจนไร้ทางเลือก ฮิซบุลเลาะห์ยอม “ตายพร้อมอาวุธ” ดีกว่าถูกบังคับให้ยอมจำนน!!
Source: Middle East Eye (MEE)