รัฐบาลเลบานอนเดินหน้าแผนรวบอาวุธภายในสิ้นปี 2025 ท่ามกลางแรงต้านจากฮิซบุลเลาะห์และคำเตือนว่าอาจปะทุความขัดแย้งรอบใหม่
คณะรัฐมนตรีเลบานอนมีมติให้กองทัพจัดทำแผนรวบอาวุธทั้งหมดให้อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐภายในสิ้นปี 2025 ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการพยายามจัดระเบียบความมั่นคงของประเทศ แต่ก็สร้างแรงสั่นสะเทือนในสังคมการเมืองอย่างกว้างขวาง ข้อเขียนของ ฮะหมัด อับดุลเลาะห์ อัลโฮซานี นักวิจัยจากสถาบัน TRENDS Research & Advisory ในกัลฟ์นิวส์ระบุว่า “แม้ฮิซบุลเลาะห์จะสูญเสียกำลังและโครงสร้างทางทหารจากการโจมตีของอิสราเอล แต่การบังคับปลดอาวุธในเวลาที่เลบานอนยังเผชิญภัยคุกคามชายแดนใต้ ย่อมถูกมองว่าเป็นการกดดันจากสหรัฐฯ และอิสราเอลมากกว่าความต้องการของชาวเลบานอนเอง”
แผนดังกล่าวมีรากฐานจาก ข้อตกลงไตฟ์ ปี 1989 ซึ่งใช้ยุติสงครามกลางเมืองในเลบานอน โดยเรียกร้องให้ทุกกลุ่มติดอาวุธนอกระบบรัฐยุติบทบาท พร้อมทั้งอ้างอิงรัฐธรรมนูญและมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ 1701 กำหนดให้กองทัพเลบานอนและกองกำลัง UNIFIL ประจำการในภาคใต้แทนกลุ่มติดอาวุธ แลกกับการถอนทหารอิสราเอลจากพื้นที่ยึดครอง อย่างไรก็ดี ฮิซบุลเลาะห์ได้ปฏิเสธแผนนี้อย่างแข็งกร้าว โดยอัลโฮซานีให้ความเห็นว่า “การประกาศของฮิซบุลเลาะห์ว่ามติคณะรัฐมนตรีเป็นโมฆะ แสดงให้เห็นถึงการปะทะกันระหว่างอำนาจรัฐกับกลุ่มการเมือง-การทหารที่ฝังรากลึกในสังคมชีอะห์” พร้อมชี้ว่ากองทัพเลบานอนเผชิญข้อจำกัดทั้งด้านงบประมาณ การฝึก และอาวุธยุทโธปกรณ์ จนยากที่จะปฏิบัติการได้ตามกรอบเวลาที่ถูกกำหนดไว้
นอกจากนี้ อัลโฮซานียังเตือนถึงความเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะทางอาวุธหากทุกฝ่ายยังยึดมั่นในจุดยืนของตน โดยเขาระบุว่า “หากแผนปลดอาวุธถูกมองว่าเป็นการรับใช้ผลประโยชน์ของอิสราเอล เลบานอนอาจถลำเข้าสู่ความขัดแย้งนิกายและสงครามกลางเมืองอีกครั้ง” ปัจจุบันพรรคอามัลและรัฐมนตรีอิสระฝ่ายชีอะห์ได้ถอนตัวจากการประชุมคณะรัฐมนตรีที่หารือเรื่องนี้แล้ว ขณะที่อิหร่านยังคงหนุนหลังฮิซบุลเลาะห์และทำนายว่าแผนจะล้มเหลว อย่างไรก็ตาม อัลโฮซานีตั้งข้อสังเกตว่า “อิหร่านอาจมองข้ามความจริงใหม่ในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีทางทหารของอิสราเอลต่ออิหร่าน การอ่อนแรงของรัฐบาลซีเรีย และความสูญเสียของฮิซบุลเลาะห์ในเลบานอนเอง”
บทวิเคราะห์สรุปว่า การแก้ปัญหาอาวุธนอกระบบรัฐในเลบานอนไม่อาจทำได้ด้วยแรงกดดันภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมี “การเจรจาแบบเปิดกว้าง” ที่รวมทุกฝ่ายเพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศถลำลึกสู่ความรุนแรงรอบใหม่ อัลโฮซานีทิ้งท้ายว่า “กองทัพเลบานอนต้องอาศัยทั้งสติปัญญาและการสนับสนุนจากชาติอาหรับและประชาคมระหว่างประเทศ มิฉะนั้น แผนปลดอาวุธอาจกลายเป็นชนวนของวิกฤตมากกว่าคำตอบของสันติภาพ”