ชาร์ลี เคิร์ก (Charlie Kirk) นักเคลื่อนไหวสายอนุรักษนิยมชื่อดังและพันธมิตรคนสำคัญของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถูกยิงเสียชีวิตในมหาวิทยาลัยยูทาห์วัลเลย์ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ขณะมีอายุเพียง 31 ปี
เคิร์กสร้างชื่อในฐานะหนึ่งในกระบอกเสียงหลักของกระแสประชานิยมอนุรักษนิยม ผ่านพอดแคสต์และสื่อสังคมออนไลน์ โดยกิจกรรม “ท้าถกเถียง” ในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ดึงดูดผู้ฟังนับพัน และทำให้เขากลายเป็นบุคคลทรงอิทธิพลในแวดวงการเมืองวัฒนธรรมของฝ่ายขวาสหรัฐฯ
ตลอดเส้นทาง เคิร์กพูดถึงตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่อง ทั้งประเด็นอิสลาม สงครามกาซาของอิสราเอล ความขัดแย้งกับอิหร่าน และแม้กระทั่งคดีเจฟฟรีย์ เอปสตีน
เขาประกาศตัวอย่างภาคภูมิใจว่าเป็น คริสเตียนไซออนิสต์ ผู้ศรัทธาในสิทธิของอิสราเอลเหนือแผ่นดินตามคัมภีร์ และยืนยันว่า “ผมมีประวัติการปกป้องอิสราเอลอย่างไร้ที่ติ… ชีวิตของผมเปลี่ยนไปในอิสราเอล” พร้อมเสริมว่าเขาจะ “ต่อสู้เพื่อ” อิสราเอล
แม้จะถูกวิจารณ์ว่าใช้วาทกรรมอิสลามโฟเบีย เคิร์กก็มีจุดยืนสนับสนุนอิสราเอลอย่างชัดเจน เขามักอ้างวาทกรรมของรัฐบาลเทลอาวีฟ โดยโยนความผิดทุกอย่างในกาซาให้กับฮามาส และโจมตี นิวยอร์กไทมส์ รวมทั้งสื่อกระแสหลักอื่นๆ ว่าบิดเบือนภาพลักษณ์อิสราเอล
ในพอดแคสต์ เคิร์กยังหยิบกรณีภาพถ่ายเด็กปาเลสไตน์ที่เกิดในช่วงสงครามและป่วยขาดสารอาหารมาเป็นข้ออ้างเพื่อหักล้างคำกล่าวหาว่ากาซากำลังเผชิญภาวะอดอยาก โดยอ้างว่าความผิดปกติของเด็กเกิดจากสมองพิการแต่กำเนิด ไม่ใช่ความอดอยาก
อย่างไรก็ตาม ข้อถกเถียงรอบตัวเคิร์กไม่ได้เริ่มต้นที่กาซาเท่านั้น ก่อนหน้านี้เขาก็เคยสร้างกระแสโต้เถียงในหลายประเด็น และการลอบสังหารเขาเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่กาซามีผู้เสียชีวิตแล้วเกือบ 65,000 คน ซึ่งกลายเป็นรอยแยกสำคัญในขบวนการอนุรักษนิยมประชานิยมของสหรัฐฯ ระหว่างฝ่ายที่ยังหนุนอิสราเอลกับฝ่ายที่เริ่มวิพากษ์ถึงอาชญากรรมสงครามของเทลอาวีฟ
วาทะแสดงความเกลียดชังอิสลาม (อิสลามโฟเบีย)
ชาร์ลี เคิร์กมักประกาศตนยึดมั่นใน “วิถีชีวิตแบบอเมริกัน” ที่เขานิยามว่าอยู่บนฐาน “คริสเตนดอม” โดยใช้ถ้อยคำที่มีลักษณะอิสลามโฟเบียอย่างต่อเนื่อง เช่น การกล่าวว่าไม่ต้องการให้ลูก ๆ ของเขาได้ยินเสียงอะซานในสหรัฐฯ
เคิร์กกล่าวว่า “การต่อสู้ทางจิตวิญญาณกำลังมาถึงตะวันตก และศัตรูก็คือวัฒนธรรมว็อคหรือมาร์กซิสม์ที่จับมือกับอิสลามิสม์เพื่อทำลายสิ่งที่เราเรียกว่า ‘วิถีชีวิตแบบอเมริกัน’”
ในหลายครั้ง เขายังใช้ถ้อยคำที่หยาบคายและดูหมิ่นศาสนาอิสลาม โดยเรียกท่านศาสดามุฮัมมัดว่าเป็น “ขุนศึก” และ “พวกใคร่เด็ก” พร้อมอ้างว่า “มีการข่มขืน”
แม้เคิร์กจะปกป้องอิสราเอลอย่างหนักแน่น แต่เมื่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกาซารุนแรงขึ้น และสื่อสังคมสายอนุรักษนิยมบางส่วนเริ่มออกมาวิจารณ์อิสราเอล เขาก็ไม่เห็นด้วยกับเสียงสนับสนุนอิสราเอลที่รีบกล่าวหาผู้วิจารณ์ว่าเป็น “พวกต่อต้านยิว”
ในรายการ Megyn Kelly Show เมื่อเดือนสิงหาคม เคิร์กบอกกับผู้วิจารณ์ร่วมว่า “คุณไม่มีสิทธิ์วิจารณ์อิสราเอลเลย” พร้อมบ่นว่าตัวเองถูกตั้งคำถามเรื่องศีลธรรม เพียงเพราะไม่เห็นด้วยกับอิสราเอลทุกประเด็น แม้เขายังยืนยันว่าอิสราเอลกำลังต่อสู้กับ “ลัทธิเผด็จการอิสลาม” ก็ตาม
เขากล่าวเสริมว่า “ถ้าผมเบี่ยงเบนจากมาตรฐานที่เขาตั้งไว้เพียงเล็กน้อย ก็จะถูกมองทันทีว่า ‘ชาร์ลีไม่อยู่ข้างเราแล้ว’”
อิหร่าน: หล่มสงครามตะวันออกกลาง
แม้เคิร์กจะสนับสนุนอิสราเอลมาตลอด แต่ก็มีสองประเด็นใหญ่ที่เขาแสดงท่าทีแตกต่างจากกระแสหลักในสหรัฐฯ โดยเฉพาะการเปิดเวทีให้ผู้มีอิทธิพลสายอนุรักษนิยมที่เรียกการกระทำของอิสราเอลในกาซาว่า “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์”
เมื่ออิสราเอลโจมตีอิหร่านในเดือนมิถุนายน เคิร์กตั้งคำถามว่าเหตุใดสหรัฐฯ ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งนี้ นอกจากนี้ เขายังอธิบายถึงบทบาทของสหรัฐฯ ที่เคยแทรกแซงการเมืองอิหร่านก่อนการปฏิวัติปี 1979 โดยยกตัวอย่างการโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของนายกรัฐมนตรีโมฮัมหมัด โมซัดเดก ในปี 1953 แล้วตั้งชาห์ขึ้นมา ก่อนที่ระบอบนั้นจะถูกโค่นในปี 1979 และเปิดทางให้ระบอบสาธารณรัฐอิสลามถือกำเนิด
“เราขับไล่ผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งอย่างโมซัดเดก แล้วแต่งตั้งชาห์ขึ้นมา แน่นอนว่ามันนำไปสู่การมาของอายะตุลลอฮ์ในอิหร่าน” เขากล่าว
เคิร์กยังสงสัยว่า เหตุผลที่อิสราเอลอ้างว่าต้องสกัดอิหร่านไม่ให้มีนิวเคลียร์นั้น เป็นผลประโยชน์ของสหรัฐฯ จริงหรือไม่ “อิหร่านที่มีนิวเคลียร์เป็นภัยต่ออเมริกาหรือ? อาจใช่ แต่ก็อาจไม่ใช่ มันเป็นภัยต่ออิสราเอลแน่ แต่ต่ออเมริกาล่ะ? อินเดียก็มีนิวเคลียร์ ปากีสถานก็มีนิวเคลียร์ แล้วเราจะต้องทำสงครามกับอิหร่านอีกครั้งจริงหรือ?”
เขาทิ้งท้ายด้วยคำเตือนว่า “อิหร่านอาจกลายเป็นหล่มสงครามตะวันออกกลางที่เลวร้ายที่สุดตลอดกาล”
เจฟฟรีย์ เอปสตีน กับเครือข่ายข่าวกรองต่างชาติ
ชาร์ลี เคิร์ก เช่นเดียวกับพอดแคสเตอร์สายอนุรักษนิยมอีกหลายคน ได้หยิบยกคดีเจฟฟรีย์ เอปสตีน มหาเศรษฐีผู้ต้องโทษคดีล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นเพื่อนใกล้ชิดของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แม้ทรัมป์ได้ตัดสัมพันธ์และปฏิเสธการเกี่ยวข้องใด ๆ มานานแล้วก็ตาม
ทรัมป์พยายามป้องกันไม่ให้มีการเปิดเผยเอกสารในคดีเอปสตีน โดยเรียกสิ่งเหล่านี้ว่าเป็น “เรื่องหลอกลวง” แต่ในสภาคองเกรสมีทั้งพรรครีพับลิกันและเดโมแครตที่ร่วมกันผลักดันให้ไฟล์ดังกล่าวถูกเปิดเผย โดยมีมาร์จอรี เทย์เลอร์ กรีน พันธมิตรคนสำคัญของทรัมป์ จับมือกับวุฒิสมาชิกโร คันนา และทอม แมสซี เรียกร้องอย่างเป็นทางการ
เอปสตีนเสียชีวิตในปี 2019 ขณะถูกคุมขังที่เรือนจำแมนฮัตตัน โดยถูกระบุว่าเป็นการฆ่าตัวตาย แต่เคิร์กและอีกหลายฝ่ายตั้งข้อสงสัยถึงคำตัดสินนี้
เครือข่ายความสัมพันธ์ของเอปสตีนโยงใยไปถึง โรเบิร์ต แม็กซ์เวล นักพิมพ์อังกฤษที่มีชื่อเสียงว่าเป็นสายข่าวมอสสาด, เลส เว็กส์เนอร์ ซีอีโอ Victoria’s Secret ผู้มีบทบาทผลักดันการล็อบบี้หนุนอิสราเอล และอดนัน คาช็อกกี พ่อค้าอาวุธชาวซาอุฯ ผู้มีบทบาทในคดี อิหร่าน–คอนทรา ทศวรรษ 1980
เคิร์กตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาว่า เอปสตีนอาจมีความเชื่อมโยงกับหน่วยข่าวกรองต่างชาติ “หลักฐานแสดงให้เห็นว่าเอปสตีนอาจเป็นผลผลิตของมอสสาด ข่าวกรองอเมริกัน ข่าวกรองซาอุฯ หรืออาจเป็นเพียงมือปืนรับจ้างที่รัฐต่าง ๆ ใช้งาน” เขากล่าว พร้อมย้ำว่าตนเองกำลังล็อบบี้ให้ทรัมป์เปิดเผยเอกสารทั้งหมด
แม้เจ้าหน้าที่อิสราเอลในอดีตและปัจจุบันออกมาปฏิเสธเสียงแข็งต่อข้อกล่าวหาเรื่องมอสสาด แต่เคิร์กกลับแสดงท่าทีเปิดกว้างต่อการสนทนากับนักวิจารณ์อิสราเอลสายขวา เช่น เดวิด สมิธ ตลกชาวอเมริกันเชื้อสายยิว ผู้โจมตีอิสราเอลว่า “ก่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกาซา” และเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยุติการส่งอาวุธให้เทลอาวีฟ
การเปิดพื้นที่ให้สมิธและการเดินหน้าผลักดันคดีเอปสตีน ทำให้เคิร์กถูกโจมตีจากลอร่า ลูเมอร์ ผู้ทรงอิทธิพลฝ่ายขวาจัดและพันธมิตรของทรัมป์ โดยเธอโพสต์บน X ว่า “ฉันไม่อยากได้ยินอีกแล้วว่า @charliekirk11 หนุนทรัมป์… ล่าสุดเขาประพฤติตัวเหมือนคนหลอกลวง วันหนึ่งบอกว่าหนุน อีกวันก็หักหลังทรัมป์”
..
ที่มา MEE
แปล/เรียบเรียง เดอะพับลิกโพสต์