เมื่อวันที่ 12 กันยายน สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติลงมติรับรองถ้อยแถลงความยาว 7 หน้า ซึ่งเรียกร้องให้ดำเนิน “มาตรการที่เป็นรูปธรรม มีกำหนดเวลา และไม่อาจย้อนกลับได้” เพื่อมุ่งสู่การแก้ปัญหาด้วยแนวทางสองรัฐในปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครอง
มติดังกล่าวซึ่งมีชื่อว่า “ปฏิญญานิวยอร์ก” ได้รับการรับรองด้วยคะแนนเสียงเห็นชอบ 142 เสียง คัดค้าน 10 เสียง และงดออกเสียง 12 เสียง
ถ้อยแถลงนี้ร่างขึ้นระหว่างการประชุมเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ซาอุดีอาระเบียและฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพ เนื้อหากำหนดว่าการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกาซา “ต้องยุติลงทันที” และสนับสนุนการส่งกองกำลังรักษาเสถียรภาพระหว่างประเทศชั่วคราวภายใต้คำสั่งคณะมนตรีความมั่นคง
ปฏิญญาดังกล่าวยังประณามทั้งปฏิบัติการ “อัลอักศอ ฟลัด” เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 รวมถึงสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่อิสราเอลก่อขึ้นตั้งแต่นั้นมา โดยระบุว่าการกระทำของอิสราเอลนำไปสู่ “หายนะด้านมนุษยธรรมและวิกฤติด้านการคุ้มครอง”
ฌ็อง-โนแอล บาโรต์ รัฐมนตรีต่างประเทศฝรั่งเศส แสดงความยินดี โดยเขียนในโพสต์ X ว่า “วันนี้เป็นครั้งแรกที่สหประชาชาติรับรองถ้อยแถลงซึ่งประณามอิสราเอลในอาชญากรรมของตน และเรียกร้องให้ยอมจำนนและปลดอาวุธ”
บรรดารัฐอาหรับในอ่าวสนับสนุนมติครั้งนี้ทั้งหมด ขณะที่อิสราเอลและสหรัฐฯ ลงคะแนนคัดค้าน ร่วมด้วยอาร์เจนตินา ฮังการี ไมโครนีเซีย นาอูรู ปาเลา ปาปัวนิวกินี ปารากวัย และตองกา
มอร์แกน ออร์ตากัส นักการทูตสหรัฐฯ วิจารณ์มติดังกล่าวว่าเป็น “การสร้างภาพที่ผิดพลาดและไม่ถูกเวลา” และเรียกมติครั้งนี้ว่า “ของขวัญแก่ฮามาส” โดยย้ำว่า “แทนที่จะส่งเสริมสันติภาพ การประชุมกลับยืดสงครามออกไป เสริมความกล้าฮามาส และทำลายโอกาสสันติภาพทั้งระยะสั้นและยาว”
ด้านแดนนี ดานอน เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำสหประชาชาติ ปฏิเสธมตินี้เช่นกัน โดยกล่าวว่า “ผู้ได้รับประโยชน์เพียงรายเดียวคือฮามาส… เมื่อผู้ก่อการร้ายเป็นฝ่ายเชียร์ นั่นไม่ใช่การเดินหน้าไปสู่สันติภาพ แต่คือการเดินหน้าไปสู่การก่อการร้าย”
ทั้งสหรัฐฯ และอิสราเอลต่างคว่ำบาตรการประชุมที่จัดขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคมในนิวยอร์ก ซึ่งเป็นที่ที่ถ้อยแถลงความยาว 7 หน้าได้ถูกจัดทำขึ้นและตั้งชื่อว่า “ปฏิญญานิวยอร์ก”