รายงานของสถาบันควินซี (Quincy Institute for Responsible Statecraft) เผยแพร่เมื่อ 30 ก.ย. เปิดเผยว่า อิสราเอลกำลังจ่ายเงินมหาศาลให้อินฟลูเอนเซอร์ชาวสหรัฐฯ เพื่อสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกบนโซเชียลมีเดีย ขณะที่กองทัพอิสราเอลยังคงเดินหน้าทำลายฉนวนกาซาและปล่อยให้ชาวปาเลสไตน์เผชิญความอดอยาก
ข้อมูลจากเอกสารที่ยื่นต่อกฎหมายว่าด้วยการขึ้นทะเบียนตัวแทนต่างชาติของสหรัฐฯ (FARA) ระบุว่า อินฟลูเอนเซอร์ได้รับค่าจ้าง โพสต์ละประมาณ 7,000 ดอลลาร์ บนแพลตฟอร์มอย่าง TikTok และ Instagram ภายใต้โครงการที่มีชื่อว่า “เอสเธอร์โปรเจกต์” (Esther Project)
คำพูดจากเนทันยาฮู: “อาวุธ” ชื่ออินฟลูเอนเซอร์
รายงานระบุว่า นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู เพิ่งจัดประชุมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยมีผู้มีอิทธิพลรุ่นเยาว์ของสหรัฐฯ จำนวนหนึ่งเข้าร่วม เขากล่าวชัดว่าอินฟลูเอนเซอร์คือ “กองกำลัง” ทางสื่อที่สำคัญของอิสราเอล
“เราต้องโต้กลับ แล้วเราจะโต้กลับอย่างไร? อินฟลูเอนเซอร์ของเรา” เนทันยาฮูกล่าว พร้อมย้ำว่านี่คือ “ชุมชน” ที่ทำงานเพื่อผลักดันสารที่รัฐบาลอิสราเอลต้องการให้ปรากฏในสื่อสหรัฐฯ
งบประมาณและตัวเลขที่เปิดเผย
บริษัท บริดเจส พาร์ทเนอร์ส (Bridges Partners) ซึ่งทำงานภายใต้กระทรวงการต่างประเทศอิสราเอล เป็นผู้จัดการแคมเปญ โดยส่งเอกสารการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายโครงการไปยัง ฮาวาส มีเดีย กรุ๊ป เยอรมนี (Havas Media Group Germany) วงเงินรวม 900,000 ดอลลาร์ ตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงพฤศจิกายน 2025
เงินจำนวนนี้ครอบคลุมการจ้างอินฟลูเอนเซอร์ 14–18 คน เพื่อผลิตเนื้อหาประมาณ 75–90 โพสต์ โดยหลังหักค่าใช้จ่ายด้านกฎหมาย การตลาด และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ คงเหลือราว 552,946 ดอลลาร์ สำหรับจ่ายให้ผู้สร้างคอนเทนต์
เมื่อนำมาหารเฉลี่ย แต่ละโพสต์มีค่าจ้างอยู่ที่ 6,143–7,372 ดอลลาร์
ไม่โปร่งใส – ปฏิเสธตอบคำถาม
แม้จะมีการยืนยันการจ่ายเงิน แต่เอกสารไม่ได้ระบุชื่อว่าใครคืออินฟลูเอนเซอร์ที่เข้าร่วม ขณะที่ ฮาวาส ซึ่งเป็นผู้ควบคุมงานของบริดเจส พาร์ทเนอร์ส ปฏิเสธตอบคำถามสื่อถึงตัวบุคคลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงรายละเอียดค่าตอบแทน
โครงการเอสเธอร์โปรเจกต์และความสับสน
บริดเจส พาร์ทเนอร์ส อธิบายว่าโครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริม “การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม” ระหว่างสหรัฐฯ–อิสราเอล แต่ชื่อ เอสเธอร์โปรเจกต์ กลับไปคล้ายกับโครงการที่ประกาศโดย มูลนิธิเฮอริเทจ (Heritage Foundation) ในสหรัฐฯ ซึ่งก็ใช้ชื่อ Project Esther เช่นกัน
โครงการของมูลนิธิเฮอริเทจ เน้นการตีตราผู้วิจารณ์อิสราเอลว่าเป็นส่วนหนึ่งของ “เครือข่ายสนับสนุนก่อการร้าย” อย่างไรก็ตาม โฆษกเฮอริเทจยืนยันกับ Responsible Statecraft ว่า “ไม่มีความเชื่อมโยงใด ๆ” กับเอสเธอร์โปรเจกต์ของบริดเจส พาร์ทเนอร์ส
เครือข่ายและที่ปรึกษาใกล้ชิดกองทัพอิสราเอล
บริดเจส พาร์ทเนอร์ส ก่อตั้งโดย ยาอีร์ เลวี (Yair Levi) และ อูรี ชไตน์เบิร์ก (Uri Steinberg) ซึ่งถือหุ้นคนละครึ่ง บริษัทตั้งสำนักงานในย่านแคปิตอลฮิลล์ วอชิงตัน ดี.ซี.
นอกจากนี้ยังได้จ้าง นาดาฟ ชตราอุลค์เลอร์ (Nadav Shtrauchler) อดีตนายทหารหน่วยโฆษกของกองทัพอิสราเอล และใช้บริการของสำนักงานกฎหมาย พิลส์เบอรี วินโทรป ชอว์ พิตต์แมน (Pillsbury Winthrop Shaw Pittman) ซึ่งเคยทำงานให้กับบริษัทสปายแวร์ชื่อฉาว เอ็นเอสโอ กรุ๊ป (NSO Group)
สงครามข้อมูลคู่ขนาน
การทุ่มเงินมหาศาลจ้างอินฟลูเอนเซอร์สะท้อนว่า อิสราเอลไม่ได้ทำสงครามเพียงในสนามรบกาซา แต่ยังเปิดสมรภูมิออนไลน์เพื่อช่วงชิงความชอบธรรมในสายตาสาธารณะโลก นี่คือรูปแบบของ “สงครามข้อมูล” ที่ใช้โซเชียลมีเดียเป็นอาวุธ เพื่อกลบเสียงวิจารณ์เกี่ยวกับการปิดล้อมและการทำลายล้างชาวปาเลสไตน์