การกลับมาของมาตรการคว่ำบาตรจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ผ่านกลไก “Snapback”) ได้ผลักให้อิหร่านเข้าสู่ทางแยกสำคัญทางยุทธศาสตร์อีกครั้ง มาตรการนี้สร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจและการทหารอย่างหนัก บีบให้เตหะรานต้องทบทวนทางเลือกและยุทธวิธีใหม่ เพื่อเอาตัวรอดในสมรภูมิโลกที่ซับซ้อนและเต็มไปด้วยแรงกดดันจากตะวันตก
การทูต: ปรับแนวรบและรวมพันธมิตรใหม่
อิหร่านตอบสนองอย่างรวดเร็วด้วยการเรียกเอกอัครราชทูตจากเยอรมนี ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักรกลับมาปรึกษาหารือ ส่งสัญญาณว่าความสัมพันธ์ทางการทูตจะไม่ดำเนินไปตามปกติ เตหะรานกล่าวหาประเทศเหล่านี้ว่า “ยอมจำนนต่อแรงกดดันจากวอชิงตัน” และเรียกการนำมาตรการคว่ำบาตรกลับมาใช้ว่า “ไม่ชอบด้วยกฎหมายและหุนหันพลันแล่นทางการเมือง”
อย่างไรก็ตาม ภายใต้ถ้อยคำที่แข็งกร้าว อิหร่านกำลังเร่งเสริมสร้างแนวร่วมทางการทูตทางตะวันออก โดยอาศัย รัสเซียและจีน เป็นสองเสาหลักสำคัญที่คัดค้านกลไก “Snapback” ในคณะมนตรีความมั่นคง ขณะเดียวกัน อิหร่านยังใช้กรอบความร่วมมืออย่าง องค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) และ กลุ่มบริกส์ (BRICS) เพื่อขยายอิทธิพลในฝั่งเอเชียและบั่นทอนการโดดเดี่ยวจากตะวันตก
เศรษฐกิจต้านคว่ำบาตร: กลยุทธ์แห่งการอยู่รอด
เศรษฐกิจอิหร่านยังคงเผชิญแรงกดดันหนัก ค่าเงินเรียลร่วงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่เงินเฟ้อพุ่งสูง กระทบโดยตรงต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนและอาจก่อให้เกิดความไม่สงบทางสังคม
เพื่อต้านทานแรงบีบนี้ รัฐบาลอิหร่านได้รื้อฟื้นแนวคิด “เศรษฐกิจแห่งการต่อต้าน (Resistant Economy)” โดยมีสามเสาหลักสำคัญ:
-
พึ่งพาตนเอง: เพิ่มการผลิตในประเทศเพื่อลดการนำเข้าที่มีต้นทุนสูง
-
เครือข่ายการค้าทางเลือก: ใช้ระบบแลกเปลี่ยนน้ำมันกับสินค้า (barter trade) และใช้สกุลเงินนอกดอลลาร์เพื่อเลี่ยงข้อจำกัดทางการเงิน
-
มิติยุทธศาสตร์: เดินหน้าพัฒนาโครงการ “เส้นทางคมนาคมเหนือ–ใต้ (INSTC)” เพื่อเชื่อมโยงการค้าระหว่างรัสเซีย อินเดีย และเอเชียกลาง โดยไม่ผ่านเส้นทางทางทะเลที่ถูกควบคุมโดยตะวันตก
ถึงกระนั้น ความเปราะบางของเศรษฐกิจภายในยังคงเป็นจุดอ่อนสำคัญ ที่อาจนำไปสู่แรงสั่นสะเทือนทางการเมืองหากสถานการณ์ยืดเยื้อ
ไพ่ใบสุดท้าย: นิวเคลียร์และความมั่นคง
แม้ประธานาธิบดีมัซอูด เปเซซคียอน จะยืนยันว่าอิหร่าน “ไม่มุ่งผลิตอาวุธนิวเคลียร์” แต่ความตึงเครียดกลับเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ท่ามกลางคำเตือนว่าเตหะรานอาจตอบโต้เชิงยุทธศาสตร์ในหลายระดับ เช่น
-
จำกัดการเข้าถึงของผู้ตรวจสอบจาก IAEA
-
เพิ่มระดับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมจนเกือบถึงระดับทางทหาร
-
ขู่ถอนตัวจากสนธิสัญญา NPT ซึ่งจะเป็นการเผชิญหน้าครั้งใหญ่กับประชาคมโลก
-
เสริมศักยภาพด้าน ขีปนาวุธ และเพิ่มการสนับสนุนพันธมิตรในภูมิภาค
อนาคตที่ไม่แน่นอนของอิหร่าน
อิหร่านกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนที่เปราะบางระหว่างการ “ยืนหยัด” กับ “เผชิญหน้า” เส้นทางต่อจากนี้อาจอยู่ระหว่างการเจรจาเชิงยุทธศาสตร์กับพันธมิตร หรือการเผชิญแรงปะทะโดยตรงกับตะวันตก ซึ่งจะส่งผลไม่เพียงต่ออนาคตของอิหร่านเท่านั้น แต่ยังอาจเขย่าภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลางในวงกว้าง