อิสราเอลสร้างสถิติใหม่ด้านการบริจาคอวัยวะ หลังมีผู้บริจาคไตชาวอิสราเอลราว 1,200 คน รวมตัวกันในกรุงเยรูซาเล็มเพื่อถ่ายภาพหมู่ครั้งเดียว หวังบันทึกเป็นสถิติโลกของ กินเนสส์เวิลด์เรคคอร์ด ท่ามกลางเสียงชื่นชมในระดับนานาชาติ แต่ขณะเดียวกัน ความเคลื่อนไหวดังกล่าวกลับถูกตั้งคำถามอย่างหนัก เนื่องจากเกิดขึ้นท่ามกลางข้อกล่าวหาเก่าและใหม่เกี่ยวกับการนำอวัยวะจากศพชาวปาเลสไตน์ไปใช้โดยไม่ได้รับความยินยอม
ตามรายงานของ Roya News พิธีดังกล่าวจัดขึ้นโดยองค์กรไม่แสวงหากำไร “มาตานัต ไคม์” (Matnat Chaim หรือ Gift of Life) ซึ่งทำงานรณรงค์การบริจาคอวัยวะจากผู้มีชีวิต โดยเฉพาะการบริจาคไต ภาพหมู่ผู้บริจาคจำนวนมากถูกบันทึกในพิธีขนาดใหญ่ใจกลางกรุงเยรูซาเล็ม และถูกยื่นเสนอให้ กินเนสส์เวิลด์เรคคอร์ด พิจารณาเป็นสถิติใหม่ แม้จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการรับรองอย่างเป็นทางการ
สื่ออิสราเอล “สรูกิม” รายงานว่า อัตราการบริจาคอวัยวะของอิสราเอลถือว่าสูงติดอันดับโลก แม้จะมีข้อจำกัดทางศาสนาและจำนวนประชากรที่ไม่มากนัก โดยผู้จัดงานระบุว่า เป้าหมายหลักคือการสร้างแรงบันดาลใจให้สังคมเห็นคุณค่าของการบริจาคอวัยวะเพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วย
อย่างไรก็ตาม Roya News ชี้ว่า การเฉลิมฉลองสถิติดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางข้อกล่าวหาที่ยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษเกี่ยวกับการนำอวัยวะจากศพชาวปาเลสไตน์ โดยเฉพาะผู้เสียชีวิตจากการปฏิบัติการของอิสราเอล ซึ่งประเด็นนี้ยังไม่เคยถูกคลี่คลายอย่างเป็นทางการ
ข้อกล่าวหาในอดีตเกี่ยวกับการเก็บเกี่ยวอวัยวะ
ย้อนกลับไปในปี 2552 นักข่าวสวีเดน โดนัลด์ บอสตรอม รายงานว่าศูนย์นิติเวชอาบูคาบีร์ของอิสราเอล ภายใต้การดูแลของ นพ.ยูดา ฮิสส์ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำอวัยวะและผิวหนังจากศพชาวปาเลสไตน์ที่ถูกสังหาร โดยหลายกรณีไม่ได้รับความยินยอมจากครอบครัว รายงานดังกล่าวอ้างถึงอย่างน้อย 133 กรณี และเชื่อมโยงไปถึงเครือข่ายค้าอวัยวะผิดกฎหมายในรัฐนิวเจอร์ซีย์ของสหรัฐ
ต่อมา นักมานุษยวิทยาชาวอเมริกัน แนนซี เชเปอร์ ฮิวจ์ส เผยแพร่บทสัมภาษณ์เมื่อปี 2543 ซึ่ง นพ.ฮิสส์ ยอมรับว่าเคยนำกระจกตาและผิวหนังจากศพโดยไม่ได้ขออนุญาตครอบครัว แม้จะมีการยอมรับเช่นนี้ แต่เขาไม่เคยถูกดำเนินคดีทางอาญา และยังกลับไปดำรงตำแหน่งบริหารศูนย์นิติเวชอีกครั้ง
ในปีเดียวกัน ทางการอิสราเอลยอมรับอย่างเป็นทางการว่า นักนิติเวชเคยนำอวัยวะจากศพทั้งชาวอิสราเอลและชาวปาเลสไตน์โดยไม่ได้รับความยินยอม ขณะที่ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา อิสราเอลขู่ดำเนินคดีกับสื่อสวีเดนที่เผยแพร่บทความซึ่งเชื่อมโยงการสังหารชาวปาเลสไตน์กับการเก็บอวัยวะ แม้จะระบุว่าไม่มีหลักฐานยืนยันว่ามีการสังหารเพื่อจุดประสงค์ดังกล่าวโดยตรง แต่ข้อกล่าวหายังคงถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่อง
รายงานของ Roya News ยังอ้างถึงข้อมูลจากการสืบสวนในยุโรปที่ระบุว่า รัฐสภายุโรปเคยจัดให้อิสราเอลเป็นหนึ่งในประเทศศูนย์กลางที่เกี่ยวข้องกับการค้าอวัยวะในปี 2558 ขณะที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในฉนวนกาซาระบุว่า ศพชาวปาเลสไตน์หลายร่างที่ถูกส่งคืนจากการควบคุมตัวของอิสราเอลมีลักษณะไม่สอดคล้องกัน เช่น อวัยวะภายในบางส่วนหายไป
ข้อกล่าวหาล่าสุดท่ามกลางสงครามของ ‘อิสราเอล’ ต่อฉนวนกาซา
ประเด็นนี้ทวีความรุนแรงขึ้นอีกในเดือนตุลาคม 2568 เมื่อทางการปาเลสไตน์กล่าวหาอิสราเอลว่าขโมยอวัยวะจากศพที่ถูกส่งคืนผ่านคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ อิสมาอิล ธาวับตะห์ ผู้อำนวยการสำนักงานสื่อรัฐบาลกาซา ระบุว่า ศพส่วนใหญ่มีร่องรอยการประหารภาคสนามและการทรมานอย่างเป็นระบบ พร้อมชี้ว่าอวัยวะสำคัญ เช่น ดวงตา กระจกตา และอวัยวะภายในอื่น ๆ หายไป พร้อมเรียกร้องให้มีการสอบสวนระหว่างประเทศ
ด้าน นพ.กัสซาน อาบู ซิตตะห์ ศัลยแพทย์ตกแต่งชื่อดังเชื้อสายปาเลสไตน์-อังกฤษ เปิดเผยว่า จากการตรวจภาพศพผู้เสียชีวิต พบลักษณะการนำอวัยวะออกอย่างเป็นมืออาชีพ ทั้งหัวใจ ปอด ตับ ไต และกระจกตา โดยมีการผ่าตัดซี่โครงและกระดูกอกอย่างประณีต รวมถึงการใช้ไนโตรเจนเหลวกับผิวหนังเพื่อถนอมเนื้อเยื่อ
ดังนั้น ท่ามกลางบริบทนี้ แม้ว่าโครงการบริจาคไตของ ‘อิสราเอล’ จะได้รับการยกย่องในระดับนานาชาติ แต่ข้อกล่าวหาในอดีตและปัจจุบันก่อให้เกิดคำถามทางจริยธรรมและการเมืองอย่างลึกซึ้ง กลุ่มสิทธิมนุษยชนยังคงเรียกร้องให้มีการสอบสวนอย่างอิสระเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อศพของชาวปาเลสไตน์และการนำอวัยวะออกที่อาจเกิดขึ้นระหว่างสงครามของ ‘อิสราเอล’ ในฉนวนกาซา
แม้องค์กร “มาตานัต ไคม์” จะยืนยันว่า กิจกรรมถ่ายภาพหมู่มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการบริจาคอวัยวะจากผู้มีชีวิตและช่วยชีวิตผู้ป่วย แต่ผู้สังเกตการณ์จำนวนมากมองว่า ความสำเร็จที่ถูกเฉลิมฉลองนี้ตัดกับข้อกล่าวหาที่รุนแรงและยังไม่ได้รับคำตอบเกี่ยวกับชะตากรรมของศพชาวปาเลสไตน์
กระแสบนสื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะบนแพลตฟอร์ม X มีผู้ใช้จำนวนมากวิจารณ์ว่าการจัดงานดังกล่าว “ไม่เหมาะสม” และ “ขาดความรู้สึก” เมื่อเทียบกับข้อกล่าวหาที่ยังดำเนินอยู่ หลายเสียงเรียกร้องให้มีการสอบสวนระหว่างประเทศอย่างเป็นอิสระ เพื่อคลี่คลายข้อสงสัยที่ยังคงค้างคา