องค์กรแพทย์ไร้พรมแดน หรือ Doctors Without Borders (MSF) เตือนว่า การที่อิสราเอลสั่งระงับการทำงานขององค์กรในฉนวนกาซาจะก่อให้เกิด “ผลกระทบเชิงหายนะ” ต่อประชาชน ท่ามกลางวิกฤตมนุษยธรรมที่เลวร้ายอยู่แล้ว
ตามรายงานของอัลอะราบิยา คริสโตเฟอร์ โลเคียร์ เลขาธิการใหญ่ MSF กล่าวกับเอเอฟพีว่า เพียงปี 2568 ปีเดียว องค์กรให้การรักษาทางการแพทย์มากกว่า 800,000 ครั้ง ดูแลผู้บาดเจ็บกว่า 100,000 ราย และจัดหาน้ำสะอาดมากกว่า 700 ล้านลิตรให้กับประชาชนในพื้นที่ พร้อมย้ำว่า “นี่คือช่วงเวลาที่ชาวปาเลสไตน์ต้องการความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมมากขึ้น ไม่ใช่น้อยลง”
เขาเตือนว่า การหยุดปฏิบัติงานของแพทย์ไร้พรมแดนจะส่งผลกระทบรุนแรงไม่เพียงต่อฉนวนกาซา แต่รวมถึงเขตเวสต์แบงก์ที่ถูกยึดครองด้วย
การเคลื่อนไหวของอิสราเอลเกิดขึ้นท่ามกลางการเพิ่มเงื่อนไขต่อองค์กรด้านมนุษยธรรมที่ทำงานในดินแดนปาเลสไตน์ โดยทางการอิสราเอลยืนยันตั้งแต่ต้นเดือนม.ค. ว่าจะบังคับใช้คำสั่งห้ามต่อองค์กรนานาชาติ 37 แห่งในกาซา ตั้งแต่ต้นเดือนมี.ค. เนื่องจากไม่ยอมส่งรายชื่อพนักงานชาวปาเลสไตน์
อิสราเอลประกาศให้ MSF ถอนตัวออกจากกาซาภายในวันที่ 28 ก.พ. โดยอ้างว่าองค์กรไม่ยอมส่งรายชื่อเจ้าหน้าที่ชาวปาเลสไตน์ ขณะที่ MSF ระบุว่า การเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวทำไม่ได้ เนื่องจากไม่มีหลักประกันด้านความปลอดภัยและความเป็นอิสระในการทำงาน
MSF มองว่ามาตรการนี้เป็นข้ออ้างเพื่อขัดขวางความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และเตือนว่าองค์กรต่าง ๆ กำลังถูกบีบให้เผชิญ “ทางเลือกที่เป็นไปไม่ได้” ระหว่างความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ กับการรักษาผู้ป่วยที่กำลังต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน
เลขาธิการใหญ่ MSFย้ำว่า MSF พยายามเจรจากับรัฐบาลอิสราเอลมาตั้งแต่เดือนมี.ค. 68 เพื่อขอความชัดเจนและหลักประกันด้านความปลอดภัย แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับการตอบสนอง พร้อมประณามสิ่งที่เขาเรียกว่าเป็น “การรณรงค์อย่างเป็นระบบ” เพื่อบ่อนทำลายความชอบธรรมขององค์กร
เขาเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศกดดันอิสราเอลให้ยกเลิกมาตรการที่มุ่งเป้าไปยังองค์กรด้านมนุษยธรรม และเปิดทางให้ความช่วยเหลือทางการแพทย์เข้าถึงประชาชนที่กำลังเผชิญวิกฤตในกาซา