ผลสอบสวนของอัลจาซีราระบุว่า รูปแบบการโจมตีในเมืองมีนาบทางใต้ของอิหร่าน บ่งชี้ว่าโรงเรียนประถมหญิงถูกโจมตีโดยตรง พร้อมตั้งคำถามว่าการโจมตีเกิดจากความล้มเหลวทางข่าวกรอง หรือเป็นการกำหนดเป้าหมายโดยเจตนา
เช้าวันเสาร์ที่ 28 ก.พ. 69 นักเรียนหญิงหลายสิบคนเดินทางไปยังโรงเรียน “อัชชะญะเราะห์ อัฏฏ็อยยิบะห์” ในเมืองมีนาบ จังหวัดฮอร์มอซกัน ทางตอนใต้ของอิหร่าน ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มปฏิบัติการโจมตีทั่วอิหร่าน ภายใต้ชื่อรหัส “Epic Fury” และ “Roaring Lion” ซึ่งมุ่งเป้าโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร ศูนย์บัญชาการ และฐานยิงขีปนาวุธ
ไม่นานหลังจากนั้น อาคารเรียนถูกขีปนาวุธโจมตีโดยตรง หลังคาคอนกรีตบางส่วนพังถล่มลงมา
ตามคำแถลงสุดท้ายของฝ่ายตุลาการท้องถิ่นและองค์กรสิทธิมนุษยชน มีผู้เสียชีวิต 165 คน ส่วนใหญ่เป็นเด็กหญิงอายุ 7 ถึง 12 ปี และมีผู้บาดเจ็บ 95 คน
โฆษกกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ และกองทัพอิสราเอลให้สัมภาษณ์กับนิตยสารไทม์และเอพีว่าไม่ทราบว่ามีการโจมตีโรงเรียน ขณะที่บัญชีในสื่อสังคมออนไลน์ฝ่ายสนับสนุนอิสราเอลอ้างว่าสถานที่ดังกล่าวเป็น “ส่วนหนึ่งของฐานทัพพิทักษ์การปฏิวัติ”
หน่วยสืบสวนดิจิทัลของอัลจาซีราวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมย้อนหลังมากกว่า 10 ปี พร้อมวิดีโอและเอกสารสาธารณะ และสรุปว่าอาคารโรงเรียนถูกแยกออกจากฐานทัพใกล้เคียงอย่างชัดเจนมาตั้งแต่ปี 2016
ความสำคัญของเมืองมีนาบและพื้นที่ทหารเป้าหมาย
รายงานระบุว่า เมืองมีนาบตั้งอยู่ในจังหวัดฮอร์มอซกัน ซึ่งมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ เนื่องจากอยู่ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซและเป็นฐานปฏิบัติการของกองกำลังทางทะเลสังกัด กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม
ภายในพื้นที่มีฐานทัพ “ซัยยิด อัชชุฮะดาอ์” ซึ่งรวมถึงกองพลจรวด “อาซิฟ” โรงเรียนดังกล่าวอยู่ในเครือข่ายสถาบันที่บริหารโดยกองกำลังทางทะเลของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติ และให้ความสำคัญกับบุตรหลานของกำลังพล โรงเรียนเหล่านี้จัดอยู่ในประเภทไม่แสวงหาผลกำไร
อย่างไรก็ตาม อัลจาซีราระบุว่า ตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ โรงเรียนยังคงมีสถานะเป็นสถานที่พลเรือน และเด็กเป็นบุคคลที่ได้รับความคุ้มครอง

เรารู้อะไรเกี่ยวกับการโจมตีและช่วงเวลา
ภาพถ่ายดาวเทียมในเวลา 10.23 น. ของวันเกิดเหตุแสดงว่าอาคารโรงเรียนยังไม่เสียหาย แหล่งข่าวท้องถิ่นระบุว่า ราว 10.45 น. โรงเรียนถูกขีปนาวุธนำวิถีโจมตีโดยตรง
วิดีโอสองมุมที่ตรวจสอบพิกัดแล้ว แสดงควันดำสองจุดแยกจากกัน จุดหนึ่งอยู่ภายในฐานทัพ และอีกจุดอยู่ที่อาคารโรงเรียน โดยมีระยะห่างตรงกับข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม
อัลจาซีราระบุว่า รูปแบบดังกล่าวหักล้างคำกล่าวอ้างว่าโรงเรียนเสียหายจากสะเก็ดระเบิด และชี้ว่าเป็นการโจมตีแยกต่างหาก

ประวัติการแยกอาคารพลเรือนออกจากฐานทัพ
การติดตามภาพจาก Google Earth ตั้งแต่ปี 2013 ถึงก่อนเหตุการณ์ปี 2026 แสดงว่า พื้นที่ดังกล่าวเคยเป็นส่วนหนึ่งของฐานทัพที่มีรั้วและป้อมยามร่วมกัน

แต่ในปี 2016 มีการสร้างกำแพงใหม่ แยกอาคารโรงเรียนออกจากพื้นที่ทหาร เปิดประตูทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะสามจุด และรื้อถอนป้อมยามบางส่วน

ภาพปี 2018 แสดงสนามเด็กเล่น รถยนต์พลเรือน และภาพจิตรกรรมผนังสีสันสดใส ยืนยันการใช้งานในฐานะโรงเรียนอย่างเต็มรูปแบบ

คลินิก “ชะฮีด อับซาลาน” กับข้อสังเกตสำคัญ
รายงานยังกล่าวถึงการเปิดคลินิก “ชะฮีด อับซาลาน” ในปี 2025 ภายในพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งมีทางเข้าแยกต่างหากเช่นเดียวกับโรงเรียน
การวิเคราะห์จุดโจมตีพบว่า ฐานทัพและโรงเรียนถูกโจมตี แต่คลินิกที่ตั้งอยู่ระหว่างกลางไม่ได้รับความเสียหาย
อัลจาซีราระบุว่า ข้อเท็จจริงนี้สะท้อนว่าผู้โจมตีมีข้อมูลพิกัดที่จำแนกสิ่งปลูกสร้างแต่ละส่วนอย่างแม่นยำ

ข้อกล่าวหาและการตรวจสอบข้อมูล
ทันทีที่ควันเริ่มลอยขึ้นจากซากปรักหักพังของโรงเรียน บัญชีบนแพลตฟอร์ม “X” ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเห็นอกเห็นใจอิสราเอล ก็เริ่มเผยแพร่คลิปวิดีโอและภาพต่างๆ โดยอ้างว่าโรงเรียนไม่ได้ถูกทิ้งระเบิดจากภายนอก แต่ถูกทำลายโดยขีปนาวุธพื้นสู่อากาศของอิหร่านที่พลาดเป้าและกระดอนกลับลงสู่พื้น
เรื่องเล่านี้เลียนแบบกลยุทธ์เดียวกันกับที่ใช้ในการทิ้งระเบิดโรงพยาบาลอัล-อาห์ลี แบปติสต์ ในฉนวนกาซาเมื่อเดือนตุลาคม 2556 เมื่ออิสราเอลรีบกล่าวหาว่ากลุ่มต่อต้านปาเลสไตน์เป็นผู้รับผิดชอบต่อการสังหารหมู่ โดยอ้างว่าขีปนาวุธพลาดเป้า
แต่การตรวจสอบภาพย้อนหลังของอัลจาซีราพบว่า ภาพดังกล่าวเป็นเหตุการณ์ในเมืองซานจานทางตะวันตกเฉียงเหนือของอิหร่าน ซึ่งมีภูมิประเทศภูเขาหิมะ ไม่ใช่เมืองมีนาบที่มีภูมิอากาศชายฝั่ง
สรุปข้อค้นพบของการสอบสวน
อัลจาซีราระบุว่า ความสามารถในการหลีกเลี่ยงโจมตีคลินิกที่เพิ่งเปิดในปี 2025 แต่กลับโจมตีโรงเรียนที่แยกจากฐานทัพชัดเจนมานานกว่าทศวรรษ เปิดคำถามสำคัญ
รายงานชี้ว่ามีความเป็นไปได้สองทาง
อย่างแรกคือ กองกำลังอเมริกันและอิสราเอลอาศัยฐานข้อมูลเป้าหมายข่าวกรองที่เก่าและล้าสมัยมาก (ย้อนหลังไปก่อนปี 2013) ในการกำหนดเป้าหมายบริเวณใกล้เคียง “กองพลอาซิฟ” ซึ่งแสดงถึงความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงและการไม่คำนึงถึงชีวิตพลเรือน
หรืออย่างที่สองคือ การทิ้งระเบิดนั้นกระทำโดยเจตนาและโดยรู้ล่วงหน้า โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความตกใจในสังคมให้มากที่สุดและโจมตีฐานเสียงสนับสนุนของกองทัพอิหร่าน








