พลิกเกมเศรษฐกิจภาคใต้ด้วย “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” บทสรุปจากเวทีเสวนา South Shift: Reframing Regional Growth ชวนมองอนาคตเศรษฐกิจภาคใต้ท่ามกลางบริบทใหม่ของโลกและประเทศ

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ภาคใต้ หรือ (CEA ภาคใต้) จัดงานเปิดตัวสำนักงานภายใต้แนวคิด “Refining Southern Spectrum: ผนึกแสงสร้างสรรค์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใต้” พาทุกคนไปสัมผัสประสบการณ์สร้างสรรค์ ที่นำเสนอจุดแข็งและอัตลักษณ์ของภาคใต้ในมิติใหม่ ภายใต้การขับเคลื่อน ‘เศรษฐกิจแห่งความสบายใจ’ (Destress Economy) ผ่านกิจกรรมหลากหลายรูปแบบตลอด 3 วัน ทั้งนิทรรศการ การจัดแสดงผลงานศิลปะและเฟอร์นิเจอร์ ตลาดสร้างสรรค์ เสวนา เวิร์กช็อป ดนตรี และการแสดง เมื่อวันที่ 19 – 21 มิถุนายน 2569 ณ อาคาร CEA ภาคใต้ จังหวัดสงขลา

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงานคือ เวทีเสวนา “South Shift: Reframing Regional Growth” ชวนมองอนาคตเศรษฐกิจภาคใต้ท่ามกลางบริบทใหม่ของโลกและประเทศ ร่วมค้นหาว่าอะไรคือแรงขับเคลื่อนใหม่ อะไรคือความเสี่ยงร่วม อะไรคือช่องว่างในการต่อยอดมูลค่าและ ‘เศรษฐกิจสร้างสรรค์’ จะเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการยกระดับภาคเศรษฐกิจของภูมิภาคได้อย่างไร ผ่านแนวคิดและมุมมองของผู้กำหนดทิศทางเศรษฐกิจในพื้นที่ ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคใต้ หอการค้าจังหวัดสงขลา สภาอุตสาหกรรมจังหวัดสงขลา และสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย จังหวัดสงขลา

ภาพรวมเศรษฐกิจภาคใต้ ‘กับดักเชิงโครงสร้างและวิกฤตหนี้สะสม’
วันนี้ภาคใต้กำลังเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย ฐานเศรษฐกิจเดิมยังทำหน้าที่เป็นแรงขับหลักของภูมิภาคนี้ได้หรือไม่ พสุธา ระวังสุข รองผู้อำนวยการ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคใต้ ประเมินว่า เศรษฐกิจภาคใต้ยังคงขยายตัวอยู่ในกรอบราว 1–2% สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในภาพรวม จากปัญหากระจุกตัวเชิงโครงสร้างที่ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยตลอด 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมา โดยหากมองรวม 4 ฐานหลัก ได้แก่ เกษตรกรรม การค้า การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรม จะพบว่ายังเป็นสัดส่วนสำคัญของเศรษฐกิจภาคใต้ ทำให้ภูมิภาคยังคงเปราะบางต่อความผันผวนจากภายนอก ทั้งราคาสินค้าเกษตร จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ต้นทุนพลังงาน และมาตรการทางการค้าระหว่างประเทศ

“ภาคใต้พึ่งพาพืชผลเพียง ยาง ปาล์ม และทุเรียน ขณะที่ภาคท่องเที่ยวพึ่งพามาเลเซียเป็นหลัก อีกทั้งยังได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และกำแพงภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ ซ้ำร้ายยังถูกซ้ำเติมด้วยอุทกภัยใหญ่ในหาดใหญ่และอีก 9 จังหวัด ส่งผลให้อสังหาริมทรัพย์ การก่อสร้าง และโรงงานอุตสาหกรรมหดตัวรุนแรงจากต้นทุนที่แพงขึ้นและปัญหาส่งออก หากสงครามลากยาวไปถึงครึ่งปีหลัง อาจเกิดการขาดแคลนวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ซึ่งจะกระทบกลุ่มเศรษฐกิจสร้างสรรค์โดยตรง”

3 ปัจจัยหลัก ที่ทำให้เศรษฐกิจภาคใต้ยังหมุนต่อ ได้แก่

    • สินค้าเกษตร ได้อานิสงส์จากราคาทุเรียนนอกฤดูกาลที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์
    • การท่องเที่ยว ฟื้นตัวชัดเจนที่สุดหลังวิกฤตโควิด
    • ภาคการค้า ได้ปัจจัยช็อกชั่วคราวจากน้ำท่วมที่ทำให้คนต้องแห่ซื้อรถใหม่ทดแทนรถที่จมน้ำ

สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจของจังหวัดสงขลา ต่างกับภาพรวมของภาคใต้ชัดเจน ทั้งในแง่โครงสร้างและการเติบโต ขณะที่ภาคใต้พึ่งพาเกษตรกรรม แต่สงขลาพึ่งพาภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก ช่วยสร้างรายได้ให้จังหวัดมากที่สุด รองลงมาคือภาคการค้า และอันดับสามคือภาคการศึกษา

สิริอัญญา พรสุธรรณกุล กรรมการสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสงขลา มองว่า อุตสาหกรรมสงขลาขับเคลื่อนด้วย “ภาคอาหารแปรรูปและอาหารสัตว์” เป็นหลักแม้จะเติบโตโดดเด่นแต่กำลังเผชิญปัจจัยลบที่ควบคุมไม่ได้ ทั้งต้นทุนพลังงานที่กระทบต่อระบบโลจิสติกส์ และอุปสรรคภายนอกอย่างกำแพงภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่พุ่งสูงถึง 30%

ทางรอดคือต้องสลัดหลุดออกจากการเป็นผู้รับจ้างผลิต (OEM) มายาวนานกว่า 40 ปี โดยไม่มีเทคโนโลยีหรือแบรนด์เป็นของตัวเอง จะเห็นว่า แม้ไทยมียุคเฟื่องฟูของชิ้นส่วนยานยนต์ แต่ก็ไม่สามารถสร้างแบรนด์รถยนต์ตัวเองได้ ในโลกยุคใหม่มาตรฐานเดิมๆ อย่าง ISO จึงไม่เพียงพออีกต่อไป ทางรอดและแนวทางปรับตัว คือ

      • ใช้ ESG และ BCG เป็นใบเบิกทางใหม่ โรงงานต้องเร่งปรับตัวสู่มาตรฐานสิ่งแวดล้อมและพลังงานสะอาด เพื่อรักษาโอกาสและที่ยืนในตลาดโลก
      • ยกระดับแรงงานทำงานร่วมกับเทคโนโลยี เร่งลงทุนพัฒนาคนให้มีทักษะในการควบคุมและทำงานร่วมกับ AI และระบบโรโบติกส์ เพราะแม้เทคโนโลยีจะเข้ามาแทนที่มนุษย์ในหลายส่วน แต่ในไลน์การผลิตยังจำเป็นต้องใช้มนุษย์ที่มีทักษะสูงในการควบคุมเครื่องจักรเหล่านั้น

ด้าน ทรงพล จังศิริวัฒนธำรง ประธานหอการค้าจังหวัดสงขลา มองว่า สงขลาจำเป็นต้องนำแนวคิด “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” มาขับเคลื่อนศักยภาพของคนในพื้นที่ เพื่อสลัดตัวเองออกจากเครื่องยนต์เศรษฐกิจเดิม ๆ ที่โตเฉลี่ยเพียง 2% สวนทางกับภูเก็ตและสุราษฎร์ธานีที่พุ่งทะยานด้วยทุนต่างชาติและภาคอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่ภาคอสังหาฯ และการก่อสร้างของสงขลายังคงติดหล่มอย่างหนักจากปัญหาหนี้ครัวเรือนที่เป็นวิกฤตระดับประเทศ

แม้ภาครัฐจะพยายามดัน Mega Project อย่าง Land Bridge แต่โอกาสที่ใกล้ตัวและจับต้องได้เร็วกว่าคือการยกระดับ “ท่าเรือน้ำลึกสงขลา” ซึ่งกำลังปรับปรุงให้รองรับระบบตู้คอนเทนเนอร์เพื่อลบจุดอ่อนเรื่องค่าขนส่งที่เคยสูง เนื่องจากที่ผ่านมาผู้ประกอบการบางส่วนต้องขนส่งสินค้าไปใช้ท่าเรือปีนังแทน ทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์สูงขึ้น พร้อมกับเสนอโมเดล “สงขลา-ปีนัง คอร์ริโดร์” (Songkhla-Penang Corridor) เพื่อเป็นประตูบานสำคัญในการเชื่อมโยงฐานสินค้าจากเอเชียตะวันออกสู่กลุ่มประเทศ BIMSTEC ทันที

“จริงๆ แล้วสงขลามีศักยภาพล้นเหลือ โดยมีสัดส่วน GPP ในภาคอุตสาหกรรมสูงถึง 30% และเป็นฐานที่ตั้งของโรงงานยางพาราและอาหารสัตว์อันดับ 1 ของโลก แต่ที่ผ่านมากลับเติบโตได้ไม่เต็มที่เพราะติดกับดักนโยบายรวมศูนย์จากรัฐบาลส่วนกลาง หากเราถอดบทเรียนจากคู่แข่งอย่างเวียดนามที่กล้าปฏิรูปโครงสร้างภาครัฐเพื่อนำงบประมาณมาอัดฉีดระบบโลจิสติกส์อย่างถูกจุด การปลดล็อกศักยภาพในพื้นที่อย่างถูกทิศทาง จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่พลิกโฉมเศรษฐกิจสงขลาและภาคใต้ให้เติบโตได้อย่างก้าวกระโดด”

แม้ตัวเลข GPP ของสงขลาจะร่วงสู่อันดับ 3 แต่ วิฑูรย์ ตันติพิลพันธ์ รองประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยจังหวัดสงขลา มั่นใจว่าสงขลายังคงเป็นหัวเมืองเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพสูงสุดในภาคใต้ จากการขับเคลื่อนของเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ 6-7 ตัวพร้อมกัน ทั้งภาคอุตสาหกรรม โลจิสติกส์ชายแดน ศูนย์กลางทางการแพทย์และการศึกษา การเกษตร การท่องเที่ยว และการเป็นศูนย์กลางค้าปลีก-ค้าส่งที่แข็งแกร่งที่สุดในภูมิภาค ดึงดูดเม็ดเงินและทุนขนาดใหญ่ให้หลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ยืนยันได้จากห้างยักษ์ใหญ่อย่าง Makro สาขาหาดใหญ่ที่ทุบสถิติมียอดขายเป็นอันดับ 1 ของประเทศ แซงหน้าทุกสาขาในกรุงเทพฯ จนนำไปสู่การปิดดีลพันล้านของกลุ่ม CP เพื่อขยายสาขา 2 ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนชัดเจนว่านักลงทุนต่างเชื่อมั่นในพลังซื้อและความมั่นคงอันเป็นเสมือนหัวใจหลักของภาคใต้

แต่จุดสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจติดหล่มในช่วงที่ผ่านมาคือ การติดล็อกเรื่องภูมิรัฐศาสตร์จากการถูกปัก ‘Red Flag’ จากเหตุความไม่สงบในอดีต ส่งผลกระทบต่อระบบประกันภัยของชาวต่างชาติ ทำให้เมืองพลาดโอกาสสำคัญอย่างการดึง Michelin Guide เข้ามา รวมถึงการขาดหายไปของนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่ม Long Stay

“ปลายปีที่ผ่านมา หอการค้า ภาคเอกชน และกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกันเชิญทูตกว่า 20 ประเทศลงพื้นที่จริง จนสามารถ ปลดล็อก Red Flag ได้สำเร็จกว่า 10 ประเทศ โดยเฉพาะประเทศเยอรมนี ซึ่งถือเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวรายใหญ่ที่มีกำลังซื้อสูง และจะกลายเป็นโอกาสใหม่ของภาคเอกชนในการเชื่อมโยงธุรกิจและดึงเม็ดเงินมหาศาลเข้าสู่พื้นที่”

“ในส่วนของภาค SMEs ซึ่งฝังตัวอยู่ในทุกห่วงโซ่อุปทานของเมือง ต้องยอมรับว่าช่วงปีที่ผ่านมาล้วนเผชิญศึกหนักทั้งจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกและอุทกภัยครั้งใหญ่ จนทำให้ปัจจุบันเมืองหาดใหญ่เพิ่งฟื้นตัวกลับมาได้เพียง 80% เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ด้วยต้นทุนของคนสงขลาและหาดใหญ่ที่ผ่านวิกฤตมาหลายระลอก ประกอบกับการเป็นเมืองที่มีฐานทุนด้านการศึกษา วัฒนธรรม และโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นยังคงสู้ต่อ และกำลังอยู่ในช่วงเวลาของการพักหายใจเพื่อเตรียมความพร้อมที่จะกลับมาเร่งเครื่องและวิ่งต่ออีกครั้ง”

อีกประเด็นที่สะท้อนความเปราะบางของผู้ประกอบการรายย่อย คือในภาวะวิกฤต SMEs จำนวนมากไม่ได้พึ่งพาระบบการเงินทางการเพียงอย่างเดียว แต่ยังอาศัยเครดิตการค้าระหว่างเอกชนด้วยกันเอง เช่น การให้สินค้าไปขายก่อน หรือการผ่อนชำระระหว่างคู่ค้า รวมถึงบางส่วนที่ยังต้องพึ่งพาแหล่งทุนไม่เป็นทางการ เพื่อรักษาสภาพคล่องระยะสั้น สะท้อนว่ากลไกสนับสนุน SMEs ยังต้องออกแบบให้เข้าใจข้อจำกัดของธุรกิจรายย่อยมากขึ้น

ถอดรหัสวิกฤตท้องถิ่น แรงต้านในสมรภูมิเศรษฐกิจ
วิกฤตการณ์น้ำท่วมใหญ่หาดใหญ่ที่สร้างความเสียหายต่อธุรกิจ การค้า และความเชื่อมั่นของนักลงทุนในวงกว้าง สะท้อนถึงปัญหารากลึกเชิงโครงสร้างที่ภาครัฐไม่สามารถก้าวทันการเติบโตของเมืองได้ ทรงพล จังศิริวัฒนธำรง ประธานหอการค้าจังหวัดสงขลา ชี้ว่าแม้เวลาจะผ่านไปกว่า 7 เดือน แต่ความเชื่อมั่นของนักลงทุนยังคงไม่ฟื้น

“วิกฤตครั้งนั้นสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างใหญ่ 2 เรื่อง คือ โครงสร้างพื้นฐานรัฐโตไม่ทันการเจริญเติบโตของเมืองและระบบงบประมาณกระจุกตัวที่ส่วนกลางซึ่งไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาระดับโครงสร้าง ทางออกเดียวที่จะสร้างความธรรมในการพัฒนาพื้นที่ คือการรื้อวิธีคิดใหม่ โดยรัฐต้องกล้าทุ่มงบประมาณลงไปยังพื้นที่โฟกัสหลัก ที่สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติอย่างเต็มที่ เพราะนี่คืออุปสรรคเชิงโครงสร้างที่ภาคเอกชนไม่มีวันแก้ไขได้เองลำพัง”

สิริอัญญา พรสุธรรณกุลกรรมการสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสงขลา ย้ำว่า ความไม่ชัดเจนของนโยบายรัฐยังซ้ำเติมภาคการผลิตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“สิ่งที่ภาคอุตสาหกรรมต้องเผชิญมีทั้งปัญหาคุณภาพแรงงานที่ยังไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดงานจริง การแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาต่ำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ และข้อจำกัดด้านมาตรการกำกับดูแลที่ยังไม่สามารถสร้างสนามแข่งขันที่เป็นธรรมให้ผู้ประกอบการไทยได้เต็มศักยภาพ ขณะเดียวกัน ภาคการท่องเที่ยวยังเผชิญโจทย์เรื่องการวางผังโครงสร้างพื้นฐาน และการจัดการพื้นที่เศรษฐกิจที่ต้องคำนึงถึงประโยชน์ของคนท้องถิ่นมากขึ้น”

ท้ายที่สุด เมื่อภาคอุตสาหกรรมถูกบีบให้ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดท่ามกลางต้นทุนรอบด้านที่สูงขึ้นจนเกินควบคุม การนำเทคโนโลยีและเครื่องจักรอันทันสมัยเข้ามาแทนที่มนุษย์จึงเป็นทางเลือกแรกและทางเลือกเดียวในการหั่นต้นทุนเพื่อรักษาความอยู่รอดของโรงงาน ซึ่งสิ่งนี้จะกลายเป็นผลกระทบที่ย้อนกลับมาซ้ำเติมระบบ เพราะเมื่อแรงงานถูกเลิกจ้าง กำลังซื้อในประเทศก็จะหดตัว และฉุดให้วงจรเศรษฐกิจท้องถิ่นทั้งระบบล้มลง

เมื่อมองภาพรวมผ่านเลนส์มหภาค พสุธา รองผู้อำนวยการ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคใต้ ส่งสัญญาณเตือนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจภาคใต้ที่กำลังเผชิญความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของสินค้าสำเร็จรูปมูลค่าต่ำ ยืนยันด้วยตัวเลขสินเชื่อ SMEs ที่ติดลบต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2565 และการลงทุนใหม่ของรายใหญ่ที่นิ่งสนิท ซ้ำร้ายยังถูกกัดกินด้วยวิกฤตหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงถึง 86.7% ต่อ GDP

“สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ คนรุ่นใหม่เริ่มเป็นหนี้เร็วขึ้นและกลายเป็นหนี้เสีย (NPL) ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ โดยมีตัวเร่งจากนวัตกรรมทางการเงินยุคใหม่อย่างระบบ Buy Now Pay Later ที่เข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค”

คำถามคือ แล้วจะเพิ่มรายได้อย่างไร? พสุธามองว่า ‘เศรษฐกิจสร้างสรรค์’ คือคำตอบ ด้วยอัตราการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้ที่โตต่อเนื่อง

“การที่สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือ CEA มาปักหมุดตั้งศูนย์ในพื้นที่ ถือเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะ CEA จะเป็นตัวกลางในการจัดกิจกรรมเชื่อมโยงกับทุกภาคส่วน”

CEA ภาคใต้: ศูนย์กลางปลดล็อกเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จากฐานราก SMEs สู่ขีดความสามารถอุตสาหกรรมยุคใหม่
การปักหมุดของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA และศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) คือจุดเปลี่ยนสำคัญในการเปลี่ยน “ความคิดสร้างสรรค์” ให้เป็นทั้งทางรอดและทางรุ่งของสงขลา โดยวิฑูรย์ ยกตัวอย่างให้เห็นว่า เศรษฐกิจสร้างสรรค์สามารถเพิ่มมูลค่าให้สินค้าท้องถิ่นได้จริง

“กลุ่มช็อกโกแลตสงขลา มีการพัฒนาจากเมล็ดสู่แท่ง พลิกโฉมให้กลายเป็นช็อกโกแลตแท่งพรีเมียม และเปิดหน้าร้านคาแฟ่ช็อกโกแลตที่ชูจุดขายว่า ‘นี่คือช็อกโกแลตที่ปลูกในจังหวัดสงขลา หรืออย่างการยกระดับ ‘เหล้าตะเครียะจากน้ำตาลโตนด’ จากที่เคยขายลิตรละ 50 – 60 บาท แต่กลุ่ม New Gen เอาความรู้เรื่องการออกแบบบรรจุภัณฑ์การใช้เครื่องกลั่นที่ทันสมัยและสะอาดขึ้นเข้ามาจับ วันนี้ พวกเขาสามารถเพิ่มยอดขายและมูลค่าสินค้าขึ้นมาได้ถึง 5 – 6 เท่า นี่คืออานุภาพของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งผมเชื่อมั่นว่ามันสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับทุกสินค้าและบริการ”

ขณะที่สิริอัญญามองข้ามช็อตไปถึงภาคอุตสาหกรรมว่า การวิจัยและพัฒนาแบบเดิมนั้นล้าสมัยไปแล้ว ปัจจุบันต้องขับเคลื่อนด้วยมาตรฐาน ESG ที่ใช้ AI ดีไซน์ไลน์การผลิตใหม่เพื่อสร้างองค์ความรู้ ควบคู่ไปกับการสร้างแบรนด์สินค้าเพื่อกู้ศักดิ์ศรีคำว่า “Made in Thailand” ให้กลับมาทรงคุณค่า โดยศึกษาโมเดลจากประเทศจีนที่พลิกเกมจากผู้ก๊อปปี้สู่ผู้นำนวัตกรรมโลก

“สิ่งที่ภาคอุตสาหกรรมต้องทำคือ ผลิตภัณฑ์ของคุณต้องมีการดีไซน์ที่ใหม่ขึ้น และไม่ใช่แค่การดีไซน์หน้าตาหรือบรรจุภัณฑ์ภายนอกเท่านั้น แต่ต้องดีไซน์ไลน์การผลิต (Production Line) ใหม่ทั้งหมด เพื่อให้ตอบโจทย์และดีกว่าที่เป็นอยู่”

มองในมิติของการพัฒนาเมือง ทรงพล มั่นใจว่า CEA และ TCDC จะเข้ามาเติมเต็มระบบนิเวศให้สงขลาสามารถดึงเม็ดเงินจากจุดแข็งเดิมที่มีอยู่ได้อย่างมหาศาล โดยเฉพาะการนำความคิดสร้างสรรค์มาต่อยอดอุตสาหกรรม MICE ที่สงขลารั้งตำแหน่งอันดับ 5 ของประเทศ ด้วยการใช้นักสร้างสรรค์มาดีไซน์ของที่ระลึกที่มีเอกลักษณ์เพื่อดึงเงินจากกลุ่มนักท่องเที่ยวประเป๋าหนักเข้าสู่ชุมชน รวมถึงการใช้พื้นที่ TCDC เป็น Co-working space ให้เหล่านวัตกรมาช่วยกันระดมสมอง แปรรูปวัตถุดิบจากระบบนิเวศ “เขา ป่า นา เล” เพื่อตอกย้ำการเป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านอาหาร (Creative City of Gastronomy) ของ UNESCO  นอกจากนี้ สงขลาต้องเร่งยกระดับจากการเป็น Medical Hub สู่การเป็น Wellness Economy ที่สมบูรณ์แบบ โดยผสานโรงพยาบาลและแพทย์ที่เก่งที่สุดเข้ากับสุนทรียภาพของย่านสงขลา Old Town เพื่อดึงดูดกลุ่ม Long-term stay กำลังซื้อสูง

“สุดท้ายคือการส่งไม้ต่อให้คนรุ่นใหม่ใช้ทักษะความสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่ AI ทำแทนไม่ได้ การที่สงขลามีศูนย์ TCDC จึงถือเป็นโอกาสสำคัญของคนรุ่นใหม่ที่จะใช้ความคิดสร้างสรรค์ พลิกหาดใหญ่ให้เป็นเมืองแห่งการกิน พลิกสงขลาให้เป็นเมืองแห่งศิลปวัฒนธรรม และร่วมกันทวงคืนความยิ่งใหญ่ทางเศรษฐกิจให้สงขลากลับมาผงาดเป็นเบอร์หนึ่งอีกครั้ง”

พสุธา ปิดเวทีเสวนาด้วยการฉายภาพเป้าหมายสูงสุดของแผนขับเคลื่อนร่วมกันผ่านคำว่า “เศรษฐกิจบายใจ” ที่ช่วยลดความเปราะบางของครัวเรือนและผู้ประกอบการ เพิ่มสภาพคล่อง สร้างรายได้ที่มั่นคงขึ้น และเอื้อต่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนในพื้นที่ สอดรับกับแผนพัฒนาชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571-2575) และการขับเคลื่อนร่วมกับกระทรวง อว. และอุทยานวิทยาศาสตร์ ที่ให้น้ำหนักกับเรื่อง Wellness Economy

พร้อมกาง 5 ภาพอนาคตเศรษฐกิจภาคใต้ ที่จะสร้างรายได้อย่างยั่งยืน ได้แก่

  • การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้เชื่อมโยงกับมิติการดูแลสุขภาพ การยืดอายุขัย และการพักผ่อนเพื่อฟื้นฟูร่างกาย
  • การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ (Creative Tourism) นำอัตลักษณ์ ศิลปวัฒนธรรม และเรื่องราวท้องถิ่นมาออกแบบประสบการณ์การท่องเที่ยวใหม่ๆ
  • รีเทลมาตรฐานความยั่งยืน (Green / ESG Retail) ภาคการค้าปลีกสีเขียวที่จะได้รับการสนับสนุนจากสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำของแบงก์ชาติสำหรับธุรกิจที่ทำตามเกณฑ์ ESG
  • อาหารแห่งอนาคต (Future Food) การแปรรูปสินค้าเกษตรและประมงไปสู่ Functional Food อาหารเสริมสุขภาพ และ Plant-based
  • เกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) เปลี่ยนผ่านเกษตรกรดั้งเดิมสู่ Smart Farmer

พสุธามองว่า หากภาคใต้สามารถผลักดันให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจครบทั้ง 5 ภาพอนาคตนี้ เม็ดเงินและผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจะกระจายตัวอย่างทั่วถึงสู่คนทุกกลุ่มในห่วงโซ่อุปทาน ไม่กระจุกตัวอยู่แค่กลุ่มทุนใหญ่ ที่สำคัญที่สุดจะพาทุกคนไปสู่สภาวะ ‘บายใจ’ ตามกลยุทธ์ที่สร้างสรรค์ของ CEA ภาคใต้ ได้อย่างยั่งยืน