ภาพจาก Jalis

การบุกตรวจงานรำลึกวันอาชูรอของชาวมุสลิมชีอะห์ในรัฐเซลังงอร์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่เพียงจุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของหน่วยงานศาสนาอิสลามของมาเลเซียเท่านั้น แต่ยังสะท้อนการถกเถียงที่ดำเนินมายาวนานเกี่ยวกับเสรีภาพในการตีความศาสนา ความสัมพันธ์ระหว่างนิกายต่าง ๆ ในอิสลาม และทิศทางของมาเลเซียท่ามกลางบริบทที่โลกมุสลิมกำลังเปลี่ยนแปลง

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อค่ำวันที่ 26 มิถุนายน เมื่อกรมศาสนาอิสลามแห่งรัฐเซลังงอร์ (JAIS) พร้อมกำลังจากตำรวจ กรมตรวจคนเข้าเมือง กรมดับเพลิงและกู้ภัย คณะกรรมการการสื่อสารและมัลติมีเดียแห่งมาเลเซีย และสภาเมืองสุบังจายา รวมเจ้าหน้าที่กว่า 120 นาย เข้าตรวจค้นสถานที่แห่งหนึ่งในเมืองเปตาลิงจายา หลังได้รับแจ้งว่ามีการจัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับคำสอนของนิกายชีอะห์

ดาโต๊ะ โมฮัมหมัด ชาห์ซิฮาน อาหมัด ผู้อำนวยการ Jais กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบบุคคลรวม 226 คน ประกอบด้วยผู้ชาย 147 คน ผู้หญิง 51 คน และเด็ก 28 คน พร้อมดำเนินการสอบสวนตามพระราชบัญญัติความผิดทางอาญาอิสลาม (รัฐเซลังงอร์) พ.ศ. 2538 โดยระบุว่าผู้จัดงานอาจกระทำความผิดฐานไม่ปฏิบัติตามฟัตวา (คำวินิจฉัย) ของรัฐ เผยแพร่คำสอนที่ถูกจัดให้เป็น “เบี่ยงเบน” และครอบครองเอกสารที่ขัดต่อฟัตวา

JAIS ยังเรียกร้องให้ประชาชนแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับนิกายชีอะห์ พร้อมเตือนชาวมุสลิมไม่ให้เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว

งานอาชูรอที่กลายเป็นประเด็น

กิจกรรมที่ถูกตรวจค้นเป็นการรำลึกวันที่ 10 เดือนมุฮัรรอม หรือวันอาชูรอ ซึ่งเป็นวันที่ชาวมุสลิมชีอะห์ทั่วโลกจัดพิธีรำลึกถึงการพลีชีพของอิมามฮุเซน หลานของศาสดามุฮัมมัด ในยุทธการกัรบะลาเมื่อปี ค.ศ. 680

สำหรับชาวชีอะห์ เหตุการณ์กัรบะลาไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ หากแต่เป็นสัญลักษณ์ของการยืนหยัดต่อสู้กับความอยุติธรรมและการกดขี่ จึงทำให้พิธีรำลึกวันอาชูรอเป็นหนึ่งในพิธีกรรมสำคัญที่สุดของนิกาย

แม้ว่านิกายชีอะห์จะเป็นหนึ่งในสองนิกายหลักของศาสนาอิสลาม และเป็นนิกายที่ประชากรส่วนใหญ่ในอิหร่าน อิรัก อาเซอร์ไบจาน และบาห์เรนนับถือ รวมทั้งมีชุมชนขนาดใหญ่ในเลบานอน เยเมน ซาอุดีอาระเบีย คูเวต ปากีสถาน และอินเดีย แต่ในมาเลเซีย หน่วยงานศาสนาอิสลามของหลายรัฐได้ออกฟัตวาจัดให้คำสอนของชีอะห์เป็นแนวคิดที่เบี่ยงเบนจากแนวทางซุนนีที่รัฐรับรอง และมีการบังคับใช้กฎหมายต่อผู้เผยแพร่หรือจัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องมาอย่างต่อเนื่อง

ภาพจาก Jalis

“อย่าอยู่ในกะลา”

นักวิชาการที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การปฏิบัติการของ JAIS อย่างชัดเจนที่สุด คือ “ดร.อาหมัด ฟารุก มูซา” ผู้อำนวยการองค์กร Islamic Renaissance Front (IRF) ซึ่งติดตามและวิจารณ์นโยบายด้านศาสนาของมาเลเซียมาอย่างต่อเนื่อง

เขาระบุว่า เจ้าหน้าที่ของ JAIS ควรเปิดมุมมองต่อความหลากหลายของโลกมุสลิม มากกว่าการยึดติดว่ามีเพียงการตีความอิสลามแบบเดียวที่ถูกต้อง

“JAIS ควรเดินทางไปดูโลกมุสลิมบ้าง ไม่ควรอยู่ในกะลาและคิดว่ามีเพียงการตีความอิสลามแบบของ JAIS เท่านั้นที่ถูกต้อง” เขากล่าวในการให้สัมภาษณ์สื่อ MalaysiaNow เมื่อ 29 มิ.ย. 69

ดร.อาหมัด ฟารุก ซึ่งเป็นอาจารย์แพทย์ เจ้าของงานเขียนด้านอิสลามศึกษาหลายชิ้น และผู้จัดทำวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกเกี่ยวกับอัลกุรอาน กล่าวว่า ปฏิบัติการครั้งล่าสุดสะท้อนให้เห็นว่าหน่วยงานของรัฐยังไม่เข้าใจความสำคัญของพิธีรำลึกวันที่ 10 มุฮัรรอม โดยเฉพาะหลังสงครามกับอิหร่าน ซึ่งทำให้พิธีดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการไว้อาลัยต่ออิมามฮุเซนเท่านั้น แต่ยังเป็นการปลุกเร้าจิตวิญญาณแห่งการต่อต้านของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านต่อสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลด้วย

ฟารุกให้สัมภาษณ์กับ MalaysiaNow ว่า “พิธีดังกล่าวปลูกฝังจิตวิญญาณแห่งการต่อต้าน ความอธรรม ในหมู่มุสลิม เป็นการสะท้อนความกล้าหาญทางศีลธรรมของหลานชายของศาสดามุฮัมมัด ผู้เลือกการพลีชีพแทนการยอมจำนนต่อผู้ปกครองที่อยุติธรรม โดยให้ความสำคัญกับความจริงและความยุติธรรมเหนืออำนาจ””

เขากล่าวต่อว่า “จึงไม่น่าแปลกใจที่อิหร่าน ซึ่งยึดถือนิกายชีอะห์ จะเป็นประเทศเดียวที่ยืนหยัดต่อสู้กับจักรวรรดินิยมสหรัฐฯ และพันธมิตรของพวกเขาอย่างไซออนิสต์อิสราเอล จิตวิญญาณแห่งการต่อต้านเช่นนี้ต่างหากที่ JAIS ควรเรียนรู้”

ความย้อนแย้งที่กำลังถูกจับตา

การตรวจค้นครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี “อันวาร์ อิบราฮิม” พยายามรักษาความสัมพันธ์อันดีกับอิหร่าน โดยก่อนหน้านี้อันวาร์เปิดเผยว่า อิหร่านได้ให้คำมั่นว่าจะดูแลความปลอดภัยของเรือสินค้าของมาเลเซียที่เดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางความตึงเครียดในภูมิภาค

MalaysiaNow ยังรายงานด้วยว่า จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ ไม่พบว่าผู้เข้าร่วมกิจกรรมเป็นชาวอิหร่านแต่อย่างใด

ภาพดังกล่าวสะท้อนความย้อนแย้งระหว่างนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลกลางที่พยายามกระชับความสัมพันธ์กับอิหร่าน กับการบังคับใช้กฎหมายศาสนาของหน่วยงานระดับรัฐที่ยังคงดำเนินมาตรการเข้มงวดต่อกิจกรรมของชาวชีอะห์

ประเด็นที่ไม่ได้จบแค่เรื่องนิกาย การถกเถียงที่ยังดำเนินต่อ

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประเด็นชีอะห์ในมาเลเซียเป็นหัวข้อที่อ่อนไหว ทั้งในเชิงกฎหมาย ศาสนา และการเมือง แม้รัฐธรรมนูญรับรองให้อิสลามเป็นศาสนาประจำชาติ แต่การตีความและการกำกับดูแลกิจการศาสนาอยู่ภายใต้อำนาจของแต่ละรัฐ ทำให้แนวทางการบังคับใช้แตกต่างกันในรายละเอียด

MalaysiaNow ระบุว่า ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา หน่วยงานศาสนาของมาเลเซียออกฟัตวาหลายฉบับที่จัดให้นิกายชีอะห์เป็นแนวคิดที่เบี่ยงเบน ขณะที่ในอดีต การคุตบะห์ (เทศนา) ในละหมาดวันศุกร์ในมัสยิดหลายแห่งยังเคยมีคำเทศนาที่ประณามนิกายชีอะห์รวมอยู่ด้วย

ดร.อาหมัด ฟารุกเป็นหนึ่งในนักวิชาการมุสลิมชาวมาเลเซียที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การดำเนินการต่อชาวชีอะห์มากขึ้น โดยเฉพาะหลังสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งนักวิชาการมุสลิมจำนวนไม่น้อยทั่วโลก รวมถึงนักวิชาการสายวะฮาบีที่เคยมีจุดยืนต่อต้านอิหร่าน ต่างลดความขัดแย้งระหว่างนิกายลง และแสดงการสนับสนุนชาวมุสลิมอิหร่านในการเผชิญหน้ากับสหรัฐฯ และอิสราเอล

ฟารุกชี้ว่า แม้ปัจจุบันแม้การคุตบะห์วันศุกร์ที่เคยกล่าวประณามชีอะห์จะลดลง แต่หน่วยงานศาสนายังคงเผยแพร่ความเข้าใจอิสลามในกรอบการตีความที่คับแคบ โดยยอมรับเพียงบางสำนักคิดของโลกมุสลิมเท่านั้น เขาระบุว่าเนื้อหาของคุตบะห์ในหลายพื้นที่ยังคงเน้นให้มุสลิมยึดถือเพียงแนวทางอะชาอิเราะห์ มาตูรีดียะห์ นิติศาสตร์ชาฟิอี และแนวทางตะเซาวุฟของอิมามอัลฆอซาลีและอิมามอัลญุไนด์ อัลบัฆดาดี โดยอ้างถึงบทเทศนาวันศุกร์ประจำสัปดาห์ที่จัดทำโดย JAIS

เขาตั้งคำถามว่า หากประวัติศาสตร์อิสลามมีสำนักคิดหลากหลาย ทั้งชีอะห์ อิบาดียะห์ มุอ์ตะซิละห์ ซะละฟียะห์ และสำนักคิดอื่น ๆ ซึ่งล้วนหันหน้าไปยังกิบละห์เดียวกัน เหตุใดหน่วยงานศาสนาของรัฐจึงไม่ยอมรับความหลากหลายดังกล่าว

“ประเด็นสำคัญคือ ในศาสนาอิสลามมีเสรีภาพทางความคิดหรือเสรีภาพทางมโนธรรมหรือไม่?”

“นอกจากนิกายอะชาอิระฮ์และมาตุริดิยะฮ์แล้ว ประวัติศาสตร์ได้พิสูจน์แล้วว่ายังมีนิกายซาลาฟียะฮ์ ชีอะฮ์ อิบาดียะฮ์ มุอ์ตะซิละห์ และนิกายอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งล้วนเป็นอะฮ์ลุลกิบลัต (ละหมาดไปยังทิศเดียวกัน) หมายความว่าพวกเขานับถือบูชาอัลลอฮ์เพียงองค์เดียว ทำไม JAIS จึงเข้าใจความหลากหลายนี้ได้ยากนัก?” เขาถาม

ปัจจุบัน สถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน ได้ทำให้เกิดกระแสเรียกร้องจากนักวิชาการมุสลิมบางส่วนให้ลดความขัดแย้งระหว่างนิกาย และหันมาให้ความสำคัญกับเอกภาพของประชาคมมุสลิมมากขึ้น เหตุการณ์ที่รัฐเซลังงอร์จึงไม่ใช่เพียงการบุกตรวจงานรำลึกของชาวชีอะห์ หากยังสะท้อนคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า รัฐจะสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองแนวทางศาสนาที่รับรองอย่างเป็นทางการ กับการยอมรับความหลากหลายของการตีความภายในโลกอิสลามได้เพียงใด

อ้างอิง : Bernama, MalaysiaNow, New Straits Times