นายพลพีร์ สุวรรณฉวี / ภาพ: ไทยรัฐ

กระทรวงมหาดไทยเผยผลสอบเครือข่ายนอมินีในภูเก็ต พบชาวอิสราเอลที่ได้รับสัญชาติไทยเชื่อมโยงธุรกิจกว่า 100 บริษัท มูลค่ารายได้กว่า 5,000 ล้านบาท พร้อมลุยตรวจสอบเส้นเงินและที่มาของการได้สัญชาติไทย

อ้างอิงรายงานของ ไทยรัฐ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยที่ทำเนียบรัฐบาล (7 ส.ค.) ว่า การขยายผลเกิดขึ้นหลังลงพื้นที่ตรวจสอบศูนย์ชาบัด ตำบลป่าตอง อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต เพื่อตรวจสอบและจัดระเบียบธุรกิจต่างชาติ และมีการปะทะคารมกับชาวอิสราเอล เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคมที่ผ่านมา

นายพลพีร์ กล่าวว่า “จากการลงพื้นที่วันนั้น เราได้ขยายผลต่อ พบทั้งคนไทยที่ถือหุ้น และชาวต่างชาติซึ่งเป็นชาวอิสราเอลที่ได้รับสัญชาติไทย เราจึงเดินหน้าสืบสวนต่อ จนพบว่ามีบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายนี้มากกว่า 100 แห่ง และจากการตรวจสอบรายได้เมื่อปีที่ผ่านมา พบว่ามีมูลค่าสูงกว่า 5,000 ล้านบาท”

เขาระบุว่า ธุรกิจที่พบมีหลากหลายประเภท ตั้งแต่ธุรกิจรถเช่า ธุรกิจอำนวยความสะดวกด้านการท่องเที่ยว ซึ่งเชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับทัวร์ศูนย์เหรียญ ไปจนถึงธุรกิจสถานศึกษา โดยพบว่าบางแห่งเข้าข่ายนอมินีของผู้ถือสัญชาติแคนาดา

สั่งสอบเส้นเงิน-ที่มาสัญชาติไทย

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ได้สั่งการให้อธิบดีและรองอธิบดีกรมการปกครอง ประสานงานกับกระทรวงยุติธรรม เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงิน พร้อมขยายผลไปยังพื้นที่ท่องเที่ยวและจังหวัดอื่นๆ

สำหรับคนไทยที่มีการถือหุ้นหรืออำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบที่มาของเงินทุนว่าเป็นเงินของต่างชาติหรือไม่ โดยระบุว่า หากสืบสวนพบว่าเป็นเงินทุนของต่างชาติ ก็จะถือว่าเข้าข่ายการใช้นอมินี และดำเนินคดีตามกฎหมาย

ส่วนกรณีชาวต่างชาติที่ได้รับสัญชาติไทย นายพลพีร์ กล่าวว่า จะตรวจสอบว่า “ได้สัญชาติมาได้อย่างไร เอกสารประกอบเป็นอย่างไร และต้นทางที่เขามาเป็นอย่างไร” พร้อมระบุว่า “อาจจะไม่ใช่อิสราเอลแท้ อาจมีการไปชุบตัวที่ไหนมาก่อนแล้วมาขอสัญชาติไทย เพื่อให้การขอสัญชาติไทยง่ายขึ้น”

นอกจากนี้ ยังได้หารือกับอธิบดีกรมการปกครองให้ทบทวนวิธีการขอสัญชาติและเอกสารหลักฐานต่างๆ รวมถึงตรวจสอบกรณีที่บุคคลหนึ่งเปลี่ยนสัญชาติจากประเทศหนึ่งไปเป็นอีกประเทศหนึ่งก่อนยื่นขอสัญชาติไทย โดยนายพลพีร์กล่าวว่า “หากมีสัญชาติเอแล้วไปสัญชาติบีก่อนจะมาสัญชาติไทย หมิ่นเหม่อยู่แล้ว เพราะความตั้งใจในการเป็นคนสัญชาติต่างๆ โดยเอื้อที่จะยื่นขอส่วนหนึ่ง และเอื้อที่จะประกอบธุรกิจอีกส่วนหนึ่ง”

นายพลพีร์ยังกล่าวว่า บุคคลบางรายอาจไปประกอบธุรกิจในบางประเทศจนได้รับสัญชาติมาก่อน เพื่อนำมาใช้ประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย ก่อนนำเงินทุนจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนในประเทศไทยและนำผลประโยชน์ออกนอกประเทศ พร้อมยืนยันว่า กระทรวงมหาดไทยมีหน้าที่ปกป้องผู้ประกอบการไทย และไม่ต้องการให้ต่างชาติมาแสวงหาผลประโยชน์จากคนไทย

ย้ำต้องใช้เวลาเก็บหลักฐานก่อนดำเนินคดี

นายพลพีร์ กล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายชัดเจนในการดำเนินการกับผู้ประกอบการที่ฝ่าฝืนกฎหมาย โดยเฉพาะชาวต่างชาติที่เอาเปรียบคนไทย แต่การสืบสวนจำเป็นต้องใช้เวลาในการรวบรวมพยานหลักฐาน

“หากเราสงสัย เราไปจับไม่ได้ทันที ต้องดูเส้นเงิน หรือที่มาที่ดินที่เขาครอบครอง วิธีการจดทะเบียนถือหุ้น และผู้ประกอบการที่มีส่วนร่วมในธุรกิจนั้น อาจต้องใช้เวลานิดหนึ่ง ขณะนี้มีความคืบหน้าไปเยอะมาก” นายพลพีร์กล่าว