มาเลเซียยึดตู้สินค้าที่ต้องสงสัยว่ามีปลายทางส่งออกไปยังอิสราเอลที่ท่าเรือตันจุง เปเลปาส ในรัฐยะโฮร์ พร้อมเร่งตรวจสอบว่าเข้าข่ายสินค้าต้องห้ามหรือสินค้ายุทธศาสตร์ตามกฎหมายหรือไม่
ปฏิบัติการดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ โดยสำนักงานควบคุมและคุ้มครองชายแดนมาเลเซีย (AKPS) เข้าตรวจสอบตู้สินค้าหลังได้รับข้อมูลที่นำไปสู่การตรวจค้นโดยทันที
AKPS ระบุในแถลงการณ์ที่สื่อท้องถิ่นรายงานว่า การตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าสินค้าดังกล่าวอาจไม่เป็นไปตามข้อกำหนดด้านศุลกากรของมาเลเซีย
หน่วยงานระบุว่า การส่งออกสินค้าดังกล่าวอาจเข้าข่ายฝ่าฝืนรายการที่ 15 ในบัญชีแนบท้ายฉบับที่ 2 ของคำสั่งศุลกากรมาเลเซียว่าด้วยการห้ามส่งออกปี 2023 ซึ่งห้ามการส่งออกสินค้าไปยังอิสราเอลทั้งทางตรงและทางอ้อม
ขณะนี้ AKPS กำลังตรวจสอบเพิ่มเติมทั้งลักษณะ คุณสมบัติ การใช้งาน และการจำแนกประเภทของสินค้า เพื่อพิจารณาว่าเข้าข่าย “สินค้ายุทธศาสตร์” ที่อยู่ภายใต้กฎหมายการค้าสินค้ายุทธศาสตร์ของมาเลเซียหรือไม่
AKPS ย้ำว่า ความพยายามส่งออกสินค้าไปยังอิสราเอลทั้งทางตรงหรือทางอ้อม หากฝ่าฝืนกฎหมายและระเบียบของรัฐบาล จะถูกดำเนินการอย่างเข้มงวด
อันวาร์ย้ำมาเลเซียไม่เป็นทางผ่านสนับสนุนอิสราเอล
ด้าน อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ชื่นชม AKPS ที่ดำเนินการอย่างรวดเร็ว พร้อมย้ำจุดยืนของรัฐบาลว่า จะไม่ยอมให้ดินแดนหรือโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ของมาเลเซียถูกใช้เพื่อสนับสนุนการค้าไปยังอิสราเอล
อันวาร์โพสต์ข้อความผ่าน X ว่า การยึดตู้สินค้าต้องสงสัยดังกล่าวสะท้อนจุดยืนของมาเลเซียที่จะไม่ปล่อยให้ประเทศเป็น “ทางผ่านของการค้าที่อาจสนับสนุนหรือมีส่วนต่อการกระทำอันโหดร้ายของระบอบอิสราเอลต่อชาวปาเลสไตน์”
นายกรัฐมนตรีมาเลเซียระบุด้วยว่า การดำเนินการครั้งนี้สอดคล้องกับพันธกรณีของมาเลเซียภายใต้กลุ่มเฮก (The Hague Group) และมาตรการจำกัดการส่งออกที่รัฐบาลประกาศใช้ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2023
ทางด้านกลุ่มเฮก ซึ่งเป็นกลุ่มพันธมิตรประเทศที่ให้คำมั่นว่าจะป้องกันการขนถ่ายอาวุธ กระสุน เชื้อเพลิงทางการทหาร ยุทธโธปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง และสินค้าที่ใช้ได้สองทาง (Dual-use items) ไปยัง ‘อิสราเอล’ ได้ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า การยึดสินค้าในครั้งนี้ถือเป็นการปฏิบัติจริงตามพันธกรณีระหว่างประเทศ
กลุ่มอ้างถึงความเห็นที่ปรึกษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) เมื่อเดือนกรกฎาคม 2024 และมติสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ES-10/24 ซึ่งระบุถึงพันธกรณีของรัฐต่างๆ ในการไม่ให้ความช่วยเหลือหรือสนับสนุนต่อสถานการณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายในดินแดนปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครอง
ขยายการบังคับใช้กฎหมายครอบคลุมมากกว่าแค่เรือ ‘อิสราเอล’
การยึดตู้สินค้าครั้งนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องจากมาตรการของมาเลเซียเมื่อเดือนธันวาคม 2023 ซึ่งห้ามบริษัทเดินเรือซิม (Zim) ของอิสราเอลเข้าเทียบท่าในมาเลเซีย ห้ามเรือที่ติดธงอิสราเอลเข้าประเทศ และห้ามเรือที่เดินทางไปยังอิสราเอลบรรทุกสินค้าจากท่าเรือมาเลเซีย
มาตรการก่อนหน้านี้มุ่งเน้นไปที่บริษัทเดินเรือและสถานะของเรือเป็นหลัก แต่กรณีล่าสุดที่ท่าเรือตันจุง เปเลปาส แสดงให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่มาเลเซียกำลังขยายการบังคับใช้มาตรการไปยัง ตัวสินค้าที่ต้องสงสัยว่ามีปลายทางไปยังอิสราเอลโดยตรง
การสอบสวนยังอยู่ระหว่างดำเนินการ โดยเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบรายละเอียดของสินค้าและเส้นทางการส่งออก เพื่อพิจารณาว่าการขนส่งดังกล่าวเข้าข่ายการฝ่าฝืนกฎหมายมาเลเซียหรือไม่
สถานทูตปาเลสไตน์ชื่นชมมาเลเซียหลังย้ำจุดยืน
เบอร์านามารายงานว่า สถานทูตปาเลสไตน์ประจำมาเลเซียออกแถลงการณ์เมื่อวันอาทิตย์ (9 ส.ค.) ชื่นชมและขอบคุณ อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย หลังย้ำจุดยืนว่า มาเลเซียจะไม่อนุญาตให้ดินแดนของตนถูกใช้เป็นเส้นทางผ่านสำหรับการค้าที่มุ่งหน้าไปยังอิสราเอล
สถานทูตระบุว่า ปาเลสไตน์มองจุดยืนดังกล่าวเป็นอีกหลักฐานหนึ่งของการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากมาเลเซียต่อประชาชนปาเลสไตน์และสิทธิแห่งชาติอันชอบธรรมของพวกเขา รวมถึงสะท้อนความมุ่งมั่นของมาเลเซียต่อความยุติธรรม กฎหมายระหว่างประเทศ และหลักการของสหประชาชาติ
“สำหรับปาเลสไตน์ จุดยืนของมาเลเซียครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ” แถลงการณ์ระบุ พร้อมชี้ว่ามาเลเซียแสดงความมุ่งมั่นต่อปาเลสไตน์มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการเมืองและการทูต การผลักดันประเด็นในเวทีระหว่างประเทศ ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และการดำเนินการในทางปฏิบัติ
สถานทูตปาเลสไตน์ระบุว่า จุดยืนดังกล่าวมี “ความหมายอย่างยิ่ง” ในช่วงที่อิสราเอลยังคงดำเนินสิ่งที่ปาเลสไตน์เรียกว่า “การกระทำเชิงรุกรานที่มีลักษณะเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ในฉนวนกาซา รวมถึงการขยายการตั้งถิ่นฐานในเขตเวสต์แบงก์และเยรูซาเล็มตะวันออก ตลอดจนความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นจากผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลต่อชาวปาเลสไตน์
“ประชาชนปาเลสไตน์ซาบซึ้งอย่างยิ่งต่อความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของมาเลเซีย รวมถึงการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องต่อสิทธิแห่งชาติอันชอบธรรมของพวกเขา” แถลงการณ์ระบุ
สถานทูตยังกล่าวขอบคุณมาเลเซียที่สนับสนุนการยุติการยึดครองของอิสราเอล สนับสนุนสิทธิของชาวปาเลสไตน์ในการกำหนดอนาคตของตนเอง และการจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์ที่เป็นอิสระและมีอธิปไตยบนพรมแดนก่อนวันที่ 4 มิถุนายน 1967 โดยมีเยรูซาเล็มตะวันออกเป็นเมืองหลวง ซึ่งสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศและมติที่เกี่ยวข้องของสหประชาชาติ
สถานทูตปาเลสไตน์ยังแสดงความขอบคุณต่อความสัมพันธ์ฉันพี่น้องและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันระหว่างประชาชนปาเลสไตน์กับมาเลเซีย พร้อมขอบคุณผู้นำ รัฐบาล และประชาชนมาเลเซียสำหรับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง และหวังว่าความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างสองประเทศจะยิ่งแน่นแฟ้นขึ้น








