คลิป TikTok ของหญิงสาวรายหนึ่งกำลังถูกแชร์ในวงกว้าง หลังออกมาเล่าประสบการณ์ที่ระบุว่า ถูกชายซึ่งทำงานอยู่ในบริษัทเดียวกันล่วงละเมิดทางเพศภายใน “ห้องละหมาด” ก่อนเธอจะถูกสั่งหยุดปฏิบัติงานภายหลังนำเรื่องออกมาเปิดเผย พร้อมเรียกร้องความเป็นธรรมจากทั้งบริษัทและผู้ถูกกล่าวหา

หญิงสาวซึ่งใช้ชื่อบัญชี TikTok ว่า bananajo_r หรือ “Benjourney” ออกมาเล่าถึงเหตุการณ์ที่เธอระบุว่า เกิดขึ้นภายในสถานที่ทำงานย่านพระราม 7 ที่เป็นองค์กรขนาดใหญ่ด้านพลังงาน

ตามคำบอกเล่าของเธอ เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม เวลาประมาณ 13.00 น. โดยชายคนหนึ่งซึ่งทำงานอยู่ในสถานที่เดียวกันและมีตำแหน่งสูงกว่าเธอ เรียกให้เข้าไปพูดคุยภายใน “ห้องละหมาด”

เธอระบุว่า ด้วยความเข้าใจว่าเป็นเรื่องงานจึงเดินตามเข้าไป แต่เมื่อเข้าไปในห้อง ชายคนดังกล่าวกลับเรียกให้เธอนั่งใกล้ ๆ ก่อนกระชากตัวขึ้นไปนั่งบนตักและล็อกตัวไว้

หญิงสาวเล่าว่า เธอตกใจและพยายามดิ้นเพื่อเอาตัวรอด พร้อมใช้ศอกกระแทกลำตัวอีกฝ่ายหลายครั้ง แต่ไม่สามารถสู้แรงได้ ขณะกำลังพยายามร้องขอความช่วยเหลือ ชายคนดังกล่าวใช้มือปิดปากจนเธอรู้สึกหายใจไม่ออก ก่อนผลักเธอลงกับพื้น

เมื่อหลุดออกมาได้ เธอพยายามวิ่งไปที่ประตู แต่ระบุว่าถูกกระชากแขนจนล้มลงอีกครั้ง

เธอบอกว่า ขณะนั้นเกิดอาการแพนิคอย่างรุนแรง หัวใจเต้นเร็วและหายใจถี่ จนแทบไม่สามารถเปล่งเสียงร้องออกมาได้ โดยเหตุการณ์ดังกล่าวไปกระตุ้นบาดแผลทางใจจากประสบการณ์ในวัยเด็กที่เธอเคยเผชิญ

หญิงสาวเล่าต่อว่า ชายคนดังกล่าวเดินไปล็อกประตู ขณะที่เธอพยายามคลานหนีและร้องขอความช่วยเหลือ แต่ถูกล็อกตัวไว้อีกครั้ง

ช่วงหนึ่งโทรศัพท์ของชายคนดังกล่าวมีสายเรียกเข้า โดยเธอระบุว่าผู้โทรเป็นญาติของฝ่ายชายซึ่งทำงานอยู่ในสถานที่เดียวกัน

เธอจึงพยายามใช้จังหวะนั้นร้องขอความช่วยเหลือ โดยตะโกนผ่านโทรศัพท์ว่า “ช่วยด้วย” แต่ฝ่ายชายตัดสาย ก่อนกลับมาปิดปากและควบคุมตัวเธอไว้

จากนั้นเธอระบุว่า ถูกล่วงละเมิดทางเพศ ก่อนชายคนดังกล่าวจะเดินออกจากห้องไป และภายหลังกลับเข้ามาพร้อมนำยาให้เธอ โดยเธอระบุในคลิปว่าเป็นยาคุมฉุกเฉิน

หลังเหตุการณ์ หญิงสาวเล่าว่า เธอเข้าไปนั่งร้องไห้และอาเจียนอยู่ในห้องน้ำ พยายามทำตัวให้เป็นปกติเพื่อไม่ให้คนอื่นรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

เธอบอกว่า ในช่วงแรกไม่กล้าเล่าเรื่องให้ใครฟัง เพราะมองว่าอีกฝ่ายเป็นคนที่มีตำแหน่งสูงกว่า และเธอเป็นเพียงพนักงานตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง จึงรู้สึกว่าต่อให้พูดออกไปก็อาจไม่สามารถทำอะไรได้

แต่แม้จะพยายามกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ เธอระบุว่าสภาพจิตใจกลับย่ำแย่ลง และรู้สึกเหมือนตัวเองยังติดอยู่ภายในห้องละหมาดแห่งนั้น ไม่สามารถก้าวผ่านเหตุการณ์ไปได้

กระทั่งเธอตัดสินใจรวบรวมความกล้าอัดคลิปลง TikTok เพื่อเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นและเรียกร้องความเป็นธรรม

แต่หลังคลิปถูกเผยแพร่ได้เพียงวันเดียว ซึ่งตรงกับวันเกิดของเธอ เธอระบุว่าได้รับหนังสือจากบริษัทแจ้งให้หยุดปฏิบัติงานทันที โดยอ้างว่าการโพสต์คลิปสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงของบริษัท มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม และบริษัทไม่สามารถติดต่อพนักงานได้

หญิงสาวได้นำตารางเวรมาชี้แจงผ่านคลิปว่า เธอไม่ได้หายจากงานตามที่ถูกกล่าวอ้าง แต่มีการเขียนใบลางานล่วงหน้าไว้แล้ว

ขณะเดียวกัน หญิงสาวยังนำเอกสารมาแสดงในคลิป ซึ่งระบุว่าองค์กรขนาดใหญ่ด้านพลังงานที่เธอกล่าวถึงได้รับทราบเรื่องและเริ่มตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยจะดำเนินการอย่างรอบคอบและเป็นธรรม พร้อมประสานกับบริษัทที่เกี่ยวข้องเพื่อสอบสวนเหตุการณ์

เรื่องราวดังกล่าวกำลังกลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในโซเชียล โดยมีผู้ให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายและสื่อมวลชนเข้ามาติดตาม ขณะที่หญิงสาวระบุว่าจะนำหลักฐานที่มีออกมาเปิดเผยและต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม

เธอยังเรียกร้องให้ชายที่ถูกกล่าวหาออกมาชี้แจงข้อเท็จจริง พร้อมขอให้บริษัทรับฟังข้อมูลจากทุกฝ่ายก่อนดำเนินการใด ๆ

ทั้งนี้ เหตุการณ์ทั้งหมดข้างต้นเป็นคำบอกเล่าของหญิงสาวจากคลิปที่เผยแพร่บน TikTok ยังไม่มีข้อมูลจากฝ่ายชายที่ถูกกล่าวหา หรือบริษัทที่เกี่ยวข้องออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงในรายละเอียดต่อสาธารณะ

ทั้งนี้ หญิงสาวระบุว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นในสถานที่ทำงานย่านพระราม 7 ซึ่งเป็นองค์กรขนาดใหญ่ด้านพลังงาน โดยไม่ได้ระบุชื่อองค์กรดังกล่าวต่อสาธารณะ ขณะที่เอกสาร 2 ฉบับที่เธอนำมาแสดงในคลิป บ่งชี้ว่าเธอน่าจะเป็นพนักงานของบริษัทที่เข้าไปปฏิบัติงานในสถานที่ดังกล่าว ไม่ใช่พนักงานขององค์กรด้านพลังงานโดยตรง

สำหรับคำว่า “ห้องละหมาด” ที่ปรากฏในคำบอกเล่า ข่าวนี้ใช้ตามคำเรียกของหญิงสาว โดยไม่มีข้อมูลยืนยันเกี่ยวกับศาสนาของหญิงสาวหรือชายที่ถูกกล่าวหา จึงไม่ควรตีความว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับศาสนาหรืออัตลักษณ์ทางศาสนาของบุคคลใดจากเหตุการณ์ดังกล่าว

ขณะนี้ชายที่ถูกกล่าวหาและบริษัทต้นสังกัดยังไม่มีคำชี้แจงต่อข้อกล่าวหาในรายละเอียดต่อสาธารณะ ขณะที่การตรวจสอบข้อเท็จจริงของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังอยู่ระหว่างดำเนินการ