เมื่อเจ็ดสิบกว่าปีก่อน ในวันที่ 19 สิงหาคม 1953 (พ.ศ. 2496) อิหร่านต้องสั่นสะเทือนด้วยเหตุการณ์รัฐประหารที่หนุนหลังโดยสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ ซึ่งโค่นล้ม ดร.โมฮัมหมัด มอสซัดเดก (Mohammad Mosaddegh) นายกรัฐมนตรีที่ได้รับเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย พร้อมทั้งฟื้นฟูอำนาจการปกครองในระบอบกษัตริย์ของพระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี (Mohammad Reza Pahlavi) ขึ้นมาอีกครั้ง

บทวิเคราะห์พิเศษจากสำนักข่าวเพรสทีวีของอิหร่าน เผยแพร่ 19 ส.ค. ชี้ให้เห็นว่า ปฏิบัติการลับครั้งนั้นเป็นการร่วมมือกันระหว่างซีไอเอ (CIA) ของสหรัฐฯ และเอ็มไอ6 (MI6) ของอังกฤษ โดยอาศัยเครือข่ายนักการเมืองในท้องถิ่น นายทหารที่ฉ้อฉล สื่อมวลชนที่ถูกซื้อ ตลอดจนการปลุกเกณฑ์ผู้คนให้ออกมาก่อประท้วงบนท้องถนน

เพียงไม่กี่วัน อิหร่านก็ตกอยู่ในวังวนของความรุนแรง มีทั้งการสังหารโหด การวางระเบิดสร้างสถานการณ์ และการวินาศกรรม ซึ่งความวุ่นวายจัดฉากเหล่านี้ในที่สุดก็บ่อนทำลายจนรัฐบาลของมอสซัดเดกล่มสลายลง

เหตุการณ์รัฐประหารส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคน นำไปสู่การจัดฉากไต่สวนมอสซัดเดกในศาล และถือเป็นวิกฤตที่สั่นคลอนรุนแรงต่อสถาบันประชาธิปไตยอันเปราะบางอยู่แล้วของอิหร่าน

หลังจากนั้น อิหร่านต้องตกอยู่ภายใต้การปกครองในระบอบกษัตริย์แบบเผด็จการยาวนานถึง 26 ปี ก่อนจะสิ้นสุดลงด้วยการปฏิวัติอิสลามในปี 1979 นอกจากนี้ การแทรกแซงดังกล่าวยังกลายเป็นบรรทัดฐานสำคัญที่สหรัฐฯ และอังกฤษนำมาใช้ในการแทรกแซงรัฐบาลต่างชาติในยุคต่อๆ มา โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันตก

ความขัดแย้งเรื่องน้ำมัน: ชนวนเหตุแห่งการโค่นล้ม

หัวใจสำคัญของการรัฐประหารครั้งนี้ คือความพยายามของอิหร่านในการทวงคืนสิทธิในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติของตนเอง

ย้อนกลับไปตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 อังกฤษได้เข้ามาผูกขาดอุตสาหกรรมน้ำมันของอิหร่านผ่านบริษัทน้ำมันแองโกล-อิหร่าน (Anglo-Iranian Oil Company – AIOC) โดยที่รัฐบาลเตหะรานได้รับส่วนแบ่งรายได้เพียงน้อยนิดอย่างไม่ยุติธรรม รัฐบาลของมอสซัดเดกจึงพยายามเจรจาข้อตกลงใหม่ เพื่อให้อิหร่านได้รับผลประโยชน์และมีอำนาจควบคุมความมั่งคั่งทางน้ำมันมากขึ้น

เจ้าหน้าที่อังกฤษและ AIOC พยายามต่อต้านสุดกำลังเนื่องจากเกรงสูญเสียผลประโยชน์ มอสซัดเดกต้องเผชิญกับคำสัญญาเลื่อนลอยเรื่องการพัฒนาและโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงสภาพการทำงานที่ย่ำแย่ของแรงงานชาวอิหร่าน เมื่อการเจรจาไร้ผล รัฐสภาอิหร่านจึงลงมติให้ยึดอุตสาหกรรมน้ำมันเป็นของรัฐ (Nationalization) และขับไล่ผู้บริหารชาวต่างชาติที่ฉ้อฉลออกไป

สื่อเพรสทีวี ได้ระบุถึงปฏิกิริยาของอังกฤษ ว่า ฝั่งอังกฤษตอบโต้ด้วยการใช้นามาตรการกดดันทางเศรษฐกิจ ทั้งการคว่ำบาตรอย่างผิดกฎหมาย การพยายามปิดกั้นไม่ให้อิหร่านส่งออกน้ำมัน ตลอดจนการยึดเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่าน และถึงขั้นวางแผนใช้กำลังทหารแทรกแซงในจังหวัดทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ำมันหลัก

เมื่อวิกฤตการณ์ยืดเยื้อและทวีความรุนแรง หน่วยข่าวกรองของอังกฤษและสหรัฐฯ จึงเร่งเดินหน้าแผนการ “เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง” (Regime Change) โดยพวกเขานำเอาเครือข่ายปฏิบัติการลับที่เดิมทีถูกพัฒนาขึ้นในบริบทของการต่อต้านอิทธิพลของสหภาพโซเวียตมาใช้อย่างรวดเร็ว

วอชิงตันและลอนดอนสร้างวาทกรรมต่อสาธารณะโดยป้ายสีว่า มอสซัดเดกเป็นภัยคุกคามเนื่องจากมีความใกล้ชิดกับมอสโก ผู้สนับสนุนการรัฐประหารอ้างว่ารัฐบาลของเขากำลังสุ่มเสี่ยงที่จะนำอิหร่านไปเข้าพวกกับโซเวียต ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นเพียงข้ออ้างปกปิดแผนการทางยุทธศาสตร์และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของฝ่ายตะวันตกเท่านั้น

สำหรับชาวอิหร่านแล้ว นี่คือประเด็นพื้นฐานเรื่อง “อธิปไตยของชาติ” ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า อิหร่านควรมีสิทธิ์ควบคุมทรัพยากรของตนเองและเจรจาต่อรองกับมหาอำนาจด้วยความเท่าเทียมหรือไม่ ในขณะที่รัฐบาลตะวันตกกลับหวาดวิตกว่า การยึดกิจการน้ำมันเป็นของรัฐในอิหร่าน จะกลายเป็นตัวอย่างให้ประเทศอื่นๆ ลุกขึ้นมาท้าทายระบบเศรษฐกิจและการครอบงำของชาติตะวันตกตามไปด้วย

สงครามข่าวสารและการชิงพื้นที่สื่อ

สนามรบของการรัฐประหารไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเมืองในสภาหรือบนท้องถนนเท่านั้น แต่โฆษณาชวนเชื่อและการปั่นข่าวสารก็มีบทบาทสำคัญยิ่งในการโค่นล้มมอสซัดเดกและการเคลื่อนไหวเพื่อทวงคืนอธิปไตยทางน้ำมัน

สำนักข่าวเพรสทีวี ชี้ให้เห็นว่า สถานีข่าวบีบีซี แผนกภาษาเปอร์เซีย (BBC Persian) ซึ่งทำงานประสานกับฝ่ายการทูตของอังกฤษอย่างใกล้ชิด ได้ออกอากาศเนื้อหาที่โจมตีการยึดอุตสาหกรรมน้ำมันเป็นของรัฐอย่างต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่อังกฤษพยายามชี้นำว่านโยบายของมอสซัดเดกจะนำไปสู่หายนะทางเศรษฐกิจ พร้อมทั้งกลบเกลื่อนและวาดภาพให้ AIOC เป็นนายจ้างที่ดีเยี่ยม

ทว่า การโฆษณาชวนเชื่อดังกล่าวกลับได้รับการต่อต้านจากผู้ฟังชาวอิหร่าน รวมถึงกลุ่มแรงงานที่ออกมาโต้แย้งเนื้อหาการกระจายเสียงดังกล่าว โดยมีคำถามโต้กลับอย่างเผ็ดร้อนว่า เหตุใดอังกฤษจึงสามารถยึดอุตสาหกรรมถ่านหินและเหล็กกล้าในประเทศตนเองเป็นของรัฐได้ แต่กลับมาประณามอิหร่านเมื่อกระทำแบบเดียวกันกับทรัพยากรน้ำมันของตน

ไม่เพียงเท่านั้น อังกฤษยังได้แอบอ้างใช้นักวิเคราะห์ที่อ้างว่าเป็น “เสียงของชาวอิหร่าน” มาออกอากาศวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของมอสซัดเดก ซึ่งจากการสืบค้นในภายหลังพบว่า บทบาทตัวแทนชาวอิหร่านเหล่านั้น แท้จริงแล้วกลับเป็นพลเมืองชาวอังกฤษจัดฉากขึ้นมาทั้งสิ้น

ขณะเดียวกัน ในสหรัฐอเมริกา มอสซัดเดกก็ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีทางสื่ออย่างหนักหน่วง สื่อมวลชนอเมริกันพร้อมใจกันป้ายสีให้เขาดูเป็นผู้นำเผด็จการที่บ้าอำนาจ โดยนำไปเปรียบเทียบกับฮิตเลอร์หรือสตาติน ในขณะที่การคืนอำนาจให้แก่พระเจ้าชาห์กลับถูกนำเสนอว่าเป็น “การกอบกู้เสถียรภาพ” ของประเทศ

สงครามข่าวสารอันเป็นพิษนี้ ได้กลายเป็นเครื่องมือชิ้นสำคัญในแผนการบั่นทอนความน่าเชื่อถือของรัฐบาลมอสซัดเดก และบิดเบือนการรับรู้ของประชาคมโลกในเวลานั้น

ผลลัพธ์จากรัฐประหารและบาดแผลทางประวัติศาสตร์

การโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของมอสซัดเดก ได้สะท้อนให้เห็นถึงความย้อนย้อนและช่องว่างขนาดใหญ่ ระหว่างคำคุยโตของรัฐบาลตะวันตกเรื่องประชาธิปไตยและการกำหนดอนาคตตนเอง กับความเป็นจริงที่พวกเขาล่าอาณานิคมและพร้อมจะแทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่นทันทีที่ผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจของตนถูกสั่นคลอน

ระบอบการปกครองของพระเจ้าชาห์ที่ได้รับการฟื้นฟู ได้รวบอำนาจและกลายเป็นระบอบเผด็จการที่โหดร้ายขึ้นเรื่อยๆ สำหรับชาวอิหร่าน เหตุการณ์ครั้งนี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความเจ็บปวดจากการถูกแทรกแซงโดยมหาอำนาจต่างชาติ และกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างกลุ่มต่อต้านระบอบกษัตริย์ในหลายทศวรรษต่อมา

ความทรงจำทางประวัติศาสตร์นี้ ยังเป็นหัวใจสำคัญของบรรยากาศทางการเมืองที่นำไปสู่การปฏิวัติอิสลามในปี 1979 เมื่อนักศึกษาชาวอิหร่านเข้ายึดสถานทูตสหรัฐฯ ซึ่งถูกมองว่าเป็น “รังสายลับ” ในเวลาต่อมา พวกเขารู้อยู่แก่ใจว่าวอชิงตันจะพยายามหาทางโค่นล้มรัฐบาลใหม่หลังการปฏิวัติอีกครั้ง เอกสารจำนวนมากที่กู้คืนได้จากสถานทูตได้ยืนยันอย่างชัดเจนถึงพฤติการณ์จารกรรมและการแทรกแซงของสหรัฐฯ

วิกฤตการณ์ดังกล่าวกลายเป็นภาระทางการเมืองครั้งใหญ่ของประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์ และเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ที่ตกต่ำลงอย่างสิ้นเชิงระหว่างวอชิงตันและเตหะราน

นับตั้งแต่นั้น ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านก็เต็มไปด้วยความเป็นปรปักษ์และขัดแย้งมาโดยตลอด วอชิงตันเดินหน้าใช้มาตรการคว่ำบาตรอย่างรุนแรง อายัดทรัพย์สินของอิหร่าน สนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายและกลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่ต่อต้านอิหร่าน รวมถึงดำเนินมาตรการลับเพื่อพยายามบิดเบือนทิศทางการเมืองของอิหร่านเรื่อยมา

เสียงสะท้อนจากปี 1953 ถึงปัจจุบัน

แม้ว่าแฟ้มลับของซีไอเอ ที่ถูกเปิดเผยในเวลาต่อมาจะยืนยันอย่างชัดเจนถึงการมีส่วนร่วมของสหรัฐฯ และอังกฤษ แต่ รายงานของเพรสทีวีระบุว่า ในปัจจุบันยังคงมีความพยายามที่จะบิดเบือนประวัติศาสตร์อย่างต่อเนื่อง กลุ่มนิยมระบอบกษัตริย์ที่ลี้ภัยอยู่นอกประเทศ เครือข่ายนีโอคอน (Neocon) และนักเขียนที่เอนเอียงฝ่ายตะวันตก พยายามสร้างวาทกรรมใหม่ว่าเหตุการณ์รัฐประหารดังกล่าวเป็นเพียง “ความขัดแย้งภายในของชาวอิหร่านเอง” หรือพยายามป้ายสีว่ามอสซัดเดกเป็นเผด็จการ ขณะที่บางกลุ่มพยายามลดทอนบทบาทของชาติตะวันตก หรือแสดงบทบาทของฝ่ายศาสนจักรเกินจริงเพื่อรับใช้เป้าหมายทางการเมืองในปัจจุบัน

กลุ่มพยายามแก้ไขประวัติศาสตร์เหล่านี้ นำโดยอดีตนักการทูตในยุคปาห์ลาวีอย่าง ดาริอุช บายานดอร์ (Darioush Bayandor) รวมถึงนักเขียนที่มีประเด็นถกเถียงอย่าง อับบาส มิลาการ์ (Abbas Milani), อามีร์ ตาเฮรี (Amir Taheri) และ เรย์ ทาเคย์ (Ray Takeyh) ซึ่งบ่อยครั้งมีความเชื่อมโยงกับสถาบันต่างๆ อย่าง WINEP และสถาบันเกตสโตน (Gatestone Institute) แม้กระทั่งในยุคประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทูตพิเศษของสหรัฐฯ อย่าง ไบรอัน ฮุก (Brian Hook) ก็ยังเคยออกมาขานรับความเชื่อที่ว่าวอชิงตันไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ปี 1953

ขณะเดียวกัน สื่อที่ได้รับการหนุนหลังโดยตะวันตก เช่น วิทยุฟาร์ดา (Radio Farda) และ บีบีซี แผนกภาษาเปอร์เซีย ก็ยังคงผลักดันวาทกรรมเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการแสดงความด้อยค่าต่อทัศนะของประชาชนชาวอิหร่าน ดังเช่นที่เจ้าหน้าที่ตะวันตกเคยทำไว้ในช่วงทศวรรษที่ 1950

จนถึงทุกวันนี้ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอังกฤษจำนวนมากก็ยังคงปฏิเสธที่จะยอมรับบทบาทของ MI6 ในเหตุการณ์ดังกล่าว แม้จะมีเสียงจากอดีตรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศอังกฤษอย่าง เดวิด โอเวน (David Owen) ที่ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลลอนดอนยอมรับความจริงอย่างเปิดเผยเสียทีก็ตาม

ผ่านไปกว่าเจ็ดทศวรรษ เหตุการณ์รัฐประหารปี 1953 ไม่ได้เป็นเพียงบทเรียนทางประวัติศาสตร์ที่ผ่านไปแล้ว สำหรับชาวอิหร่าน นี่คือตัวอย่างชัดเจนที่สุดของการแทรกแซงจากต่างชาติ ความเปราะบางของสถาบันประชาธิปไตยต่อแรงกดดันภายนอก และผลลัพธ์อันเลวร้ายจากการที่อธิปไตยของชาติต้องตกเป็นรองผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจของมหาอำนาจ

สำนักข่าวเพรสทีวีทิ้งท้ายด้วยการย้ำเตือนว่า ในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา ศัตรูต่างชาติกลุ่มเดิมพร้อมด้วยตัวแทนไซออนิสต์ ได้พยายามอีกครั้งที่จะโค่นล้มสถาบันประชาธิปไตยของอิหร่านผ่านการจลาจลอันนองเลือด และการพยายามทำรัฐประหารต่อสถาบันอิสลาม ดังที่ผู้นำสูงสุดแห่งการปฏิวัติอิสลามผู้ล่วงลับได้เคยวินิจฉัยไว้อย่างถูกต้องในเวลานั้น.