สสส.-ภาคี เปิดตัวหนังสือ “บทเรียนการขับเคลื่อนสุขภาวะผ่านกลไกหน่วยจัดการ จากนวัตกรรมเชิงระบบ สู่ 16 ก้าวเริ่มต้นของชุมชนสร้างสุข” โชว์ความสำเร็จ โมเดล “หน่วยจัดการสร้างเสริมสุขภาพ” ช่วยหนุนภาครัฐ-ประชาสังคม สร้างสังคมสุขภาวะเป็นระบบ-ลดทำงานซ้ำซ้อน กระจายโอกาสคนตัวเล็ก เข้าถึงแหล่งทุน-นวัตกรรม-ความรู้ ร่วมลดความเหลื่อมล้ำสุขภาวะในสังคมไทยอย่างยั่งยืน

ที่อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ วันที่ 14 ก.ย.2569 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรม “เปิดตัวหนังสือบทเรียนการขับเคลื่อนสุขภาวะผ่านกลไกหน่วยจัดการ จากนวัตกรรมเชิงระบบ สู่ 16 ก้าวเริ่มต้นของชุมชนสร้างสุข” นำเสนอองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นจากการพัฒนากลไก“หน่วยจัดการ (Node)” ทำหน้าที่หนุนเสริมให้ชุมชนลุกขึ้นมาจัดการปัญหาสุขภาวะด้วยตนเองผ่านการทำงานเชิงระบบ ลดความซ้ำซ้อนการเข้าถึงแหล่งเงินทุน พร้อมเป็นโมเดลขยายผลขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาวะทุกพื้นที่ทั่วไทย

ดร.สัมพันธ์ ศิลปนาฏ ประธานคณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ 6 สสส. กล่าวว่า หนังสือ “นวัตกรรมเชิงระบบ หน่วยจัดการงานสร้างเสริมสุขภาพระดับชุมชน” หนังสือ “16 ก้าวเริ่มต้น : ชุมชนสร้างสุข” และหนังสือ “เส้นทางสู่ชุมชนน่าอยู่ กับ Commu Together” ที่ สสส. พัฒนาขึ้นครั้งนี้ เป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่สะท้อนให้เห็นวิสัยทัศน์การทำงานของ สสส. ที่มุ่งสร้างระบบและกลไกหน่วยจัดการชุมชนที่เข้มแข็ง เพื่อกระจายโอกาสและลดความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพ พร้อมเชื่อมต่อการขับเคลื่อนงานสุขภาวะชุมชนจากภาพใหญ่สู่การปฏิบัติจริง ที่สำคัญ คือการนำเสนอให้ทุกคนได้เห็นถึงผลกระทบเชิงบวกที่เกิดขึ้นจริงในระดับรากหญ้า ผ่านเสียงสะท้อนของผู้นำชุมชนที่นำระบบและนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาวะของ สสส. ไปปรับใช้ในพื้นที่ จนสามารถพลิกฟื้นชุมชนให้กลายเป็นชุมชนสุขภาวะดี เปลี่ยนความท้าทายให้กลายเป็นพลัง นำไปสู่การพึ่งพาตนเอง และสร้างการเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาวะที่จับต้องได้

นางเข็มเพชร เลนะพันธ์ ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนสสส. กล่าวว่า ในปี 2570 ไทยอาจต้องเผชิญความท้าทายด้านสุขภาวะที่ซับซ้อนที่เกิดจากภูมิรัฐศาสตร์โลก เศรษฐกิจชะลอตัว หนี้ครัวเรือน วิกฤตสุขภาพจิต สงครามข้อมูลในยุค AI และภัยคุกคามสุขภาพเยาวชน หากไม่มีการทำงานป้องกันอย่างเป็นระบบ จะสร้างผลกระทบที่รุนแรงต่อกลุ่มคนเปราะบาง เช่น แรงงาน ผู้สูงอายุ เด็กเยาวชน และประชาชนในพื้นที่ห่างไกล ที่ผ่านมา สสส. ได้ส่งเสริมให้คนในชุมชนเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อร่วมขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาวะในพื้นที่ของตัวเอง ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์การทำงาน 4 มิติ ได้แก่ 1.ขยายโอกาสขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพ เชื่อมโยงชุมชนร่วมกำหนดโจทย์แก้ไขปัญหาสุขภาพที่ถูกต้องและแม่นยำ 2.ลดความเหลื่อมล้ำสุขภาพ เน้นสร้างแกนนำชุมชนร่วมจัดการปัญหาสุขภาพที่ยั่งยืน 3.สร้างชุมชนเข้มแข็ง ใช้พลังชุมชนขับเคลื่อนงานสุขภาพร่วมกับกลไกหน่วยจัดการในพื้นที่ 4.สนับสนุนความต่อเนื่องและยั่งยืน ส่งต่อโมเดลการทำงานระดับพื้นที่ สู่การกำหนดนโยบายระดับจังหวัด นำไปสู่การขยายผลอย่างเป็นรูปธรรม

นางเข็มเพชร กล่าวต่อว่า สสส. ได้ถอดบทเรียนความสำเร็จการทำงานในพื้นที่ จัดทำเป็นหนังสือ 3 เล่ม สรุปแนวคิด รูปแบบ และวิธีการพัฒนากลไก “หน่วยจัดการ (Nodes)” ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมเชิงระบบที่ครอบคลุมการแก้ปัญหาสุขภาพตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ 7+1 ของ สสส. เพื่อให้ชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานด้านนโยบาย ใช้เป็นคู่มือสร้างแรงบันดาลใจ และนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ขับเคลื่อนงานลดความเหลื่อมล้ำและสร้างชุมชนเข้มแข็ง โดยหน่วยจัดการ ทำหน้าที่เป็นข้อต่อสำคัญในการสนับสนุนและเสริมพลังให้ชุมชนขับเคลื่อนงานได้ด้วยตัวเอง มีรูปแบบการทำงานไม่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น แต่เป็นการเข้าไปปลดล็อกข้อจำกัด ทั้งด้านกลไกการทำงาน นวัตกรรม และองค์ความรู้สุขภาพ นอกจากนี้ หนังสือนำเสนอ 16 กรณีศึกษาความสำเร็จจากพื้นที่ต้นแบบทั่วไทย ที่คนในชุมชนลุกขึ้นมาจัดการปัญหาสุขภาวะของตนเองอย่างยั่งยืน ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดหนังสือฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายได้ที่เว็บไซต์ opengrant.thaihealth.or.th

“สสส. สร้างสรรค์โอกาสให้ภาคีกลุ่มต่างๆเข้าถึงแหล่งเงินทุนปีละ 2,000 โครงการ กระจายทั่วทุกภูมิภาค จากการถอดบทเรียนในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา พบว่า การสร้างโอกาสนี้เปิดทางให้เด็กเยาวชน ผู้สูงอายุ รวมทั้งกลุ่มอาชีพต่างๆ ที่ทำงานในภาครัฐและประชาสังคม ก้าวเข้ามาเป็นเจ้าของงานร่วมกับ สสส. เพื่อกลับไปสร้างสุขภาวะตามโจทย์ปัญหาของชุมชนตนเอง แม้ว่าโครงการเหล่านี้ได้รับทุนขนาดย่อมๆ งบประมาณไม่สูงมาก แต่ผลลัพธ์สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมและสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อสุขภาวะที่ดีได้” ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว

นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาสุขภาพนั้น หากมุ่งเน้นการพัฒนางานเชิงประเด็นเพียงอย่างเดียว จะก่อให้เกิดข้อจำกัดในการทำงานเช่น ต่อยอดไม่ได้ ขยายผลไม่ออก และไม่มีความยั่งยืน ดังนั้น จึงต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาเชิงระบบ (System based) ควบคู่ไปด้วยเสมอ รวมถึงกลไกหน่วยจัดการ (Nodes) ของ สสส. ถือเป็นนวัตกรรมในการบริหารจัดการระบบการให้ทุนที่เข้ามาช่วยหนุนเสริมคนกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยในการทำงาน และเมื่อมีหน่วยจัดการที่เข้มแข็งจำนวนมาก สสส.จะมีกลไกการบริหารจัดการทุนที่มีประสิทธิภาพ และสร้างการร่วมเป็นเจ้าของงานได้อย่างแท้จริง

นายชัยสิทธิ์ ระภาพันธ์ แกนนำชุมชนตักสิลา 1 จ.มหาสารคาม พื้นที่หน่วยจัดการต้นแบบ กล่าวว่าชุมชนตักสิลา 1 ได้รับการสร้างสรรค์โอกาสจาก สสส. ทั้งนวัตกรรมและองค์ความรู้ เพื่อทดลองและพัฒนาสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจด้วยพลังของคนในชุมชน ภายใต้โครงการผลิตและบริโภคผักปลอดสารเคมีครัวเรือน จากการดำเนินงานได้พัฒนาให้เกิดนวัตกรรม “แปลงผักรวมของชุมชน”พื้นที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์คนในชุมชนและแหล่งรายได้เสริมในครัวเรือน มีผลลัพธ์ที่น่าสนใจ คือ ครัวเรือนที่เข้าร่วมโครงการฯ 47.5% สามารถปลูกผักได้เกิน 5 ชนิด สร้างให้เกิดรายได้เพิ่มในครัวเรือน ที่สำคัญ ครัวเรือนในชุมชนสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อผักในตลาดได้ จากเดิมมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 111 บาทต่อสัปดาห์ ลดเหลือเพียง 68บาทต่อสัปดาห์ ทั้งนี้ ขอขอบคุณ สสส. ที่เข้ามาช่วยให้คนในชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สร้างให้เกิดอาชีพที่มั่นคง และความปลอดภัยทางอาหารที่ยั่งยืน