การที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากซาอุดีอาระเบีย ปากีสถาน และตุรกี เดินทางไปหารือกับเจ้าหน้าที่อิหร่านในกรุงเตหะรานเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2026 สะท้อนว่าอิหร่านยังคงเป็นผู้เล่นสำคัญที่ไม่อาจถูกตัดออกจากสมการความมั่นคงของตะวันออกกลางได้ แม้ความขัดแย้งในภูมิภาคจะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเหล่านี้มีความซับซ้อนก็ตาม

การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความพยายามลดระดับความขัดแย้งและแสวงหาช่องทางทางการทูตเพื่อป้องกันไม่ให้การสู้รบขยายตัว ประเด็นที่หารือครอบคลุมตั้งแต่การสร้างกลไกความมั่นคงระดับภูมิภาค ไปจนถึงการจัดการความตึงเครียดในบริเวณอ่าวเปอร์เซียและช่องแคบฮอร์มุซ

สงครามกับอิหร่านกำลังส่งผลต่อดุลอำนาจในตะวันออกกลาง และเปิดทางให้เกิดการทบทวนระเบียบความมั่นคงในอ่าวเปอร์เซีย ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 14 กันยายน Chatham House ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์เกี่ยวกับผลกระทบของสงครามต่อภูมิภาค โดยประเมินว่า ความขัดแย้งอาจเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระเบียบอำนาจในอ่าวเปอร์เซีย และเปิดโอกาสให้อิหร่านกลับมามีบทบาทสำคัญมากขึ้น

Chatham House วิเคราะห์ว่า “ระเบียบอำนาจใหม่ในอ่าวเปอร์เซียที่กำลังก่อตัวขึ้น มีแนวโน้มจะมีลักษณะของการดำเนินความสัมพันธ์กับหลายฝ่าย (Multi-alignment) ซึ่งเปิดโอกาสให้รัฐราชาธิปไตยอาหรับมีพื้นที่ในการดำเนินนโยบายและกำหนดท่าทีของตนเองมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ทำให้สหรัฐฯ ไม่สามารถกำหนดทิศทางของภูมิภาคได้เพียงฝ่ายเดียว อย่างไรก็ตาม ผลประโยชน์ที่แตกต่างกันของแต่ละประเทศทำให้เป็นไปได้ยากที่จะมีจุดยืนร่วมกันต่อสหรัฐฯ หรืออิหร่าน”

มุมมองดังกล่าวสะท้อนว่า การเปลี่ยนแปลงระเบียบความมั่นคงในอ่าวเปอร์เซียไม่ได้หมายถึงการที่ประเทศต่าง ๆ จะหันไปสนับสนุนอิหร่านแทนสหรัฐฯ แต่เป็นแนวโน้มที่รัฐในภูมิภาค โดยเฉพาะรัฐราชาธิปไตยอาหรับ ต้องการมีพื้นที่ในการดำเนินนโยบายและรักษาผลประโยชน์ของตนเองมากขึ้น พร้อมกับกระจายความสัมพันธ์ทางยุทธศาสตร์ไปยังหลายฝ่าย โดยไม่ผูกติดกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว

ขณะที่ Center for Strategic and International Studies (CSIS) ในบทวิเคราะห์เรื่อง Iran and the Emerging Security Order in the Middle East ชี้ให้เห็นถึงพื้นที่ดำเนินยุทธศาสตร์ของอิหร่านที่เพิ่มขึ้นท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของระบบความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ดังนั้น ในบริบทนี้ การประชุมที่กรุงเตหะรานจึงมีความสำคัญมากกว่าการพบปะทางการทูตทั่วไป เพราะแสดงให้เห็นว่าประเทศสำคัญในภูมิภาคยังต้องคำนึงถึงบทบาทของอิหร่านในการหารือเกี่ยวกับความมั่นคง และอิหร่านอาจมีส่วนกำหนดทิศทางของภูมิภาคในระยะต่อไป

อิหร่านยังเป็นผู้เล่นที่ภูมิภาคไม่อาจมองข้าม

การประชุมที่เตหะรานมีผู้เข้าร่วมระดับสูงจากทั้งสี่ประเทศ ได้แก่ เจ้าชายคอลิด บิน ซัลมาน รัฐมนตรีกลาโหมซาอุดีอาระเบีย จอมพลอาซิม มูนีร์ ผู้บัญชาการกองทัพปากีสถาน และอิบราฮิม คาลิน หัวหน้าหน่วยข่าวกรองตุรกี โดยมีโมห์เซน เรซาอี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่านเป็นเจ้าภาพ

รอยเตอร์รายงานว่า การหารือมุ่งไปที่ความเป็นไปได้ในการสร้างกรอบไม่รุกรานกันในภูมิภาค ตลอดจนการฟื้นการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์ร่วมหลังการประชุมระบุเพียงว่า ทั้งสี่ประเทศตกลงจะหารือกันต่อเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านสันติภาพและความมั่นคง โดยยังไม่มีการประกาศข้อตกลงความมั่นคงฉบับใหม่อย่างเป็นทางการ

การที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงเข้าร่วมการหารือแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาช่องทางการทูตกับอิหร่านในช่วงที่ภูมิภาคเผชิญความตึงเครียด แม้ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าทั้งสามประเทศยอมรับอิหร่านเป็นผู้นำด้านความมั่นคงของภูมิภาค

เนื่องจากแต่ละประเทศต่างมีผลประโยชน์และข้อจำกัดของตนเอง ปากีสถานมีบทบาทในการไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง ขณะที่ตุรกีและซาอุดีอาระเบียต่างมีความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงกับสหรัฐฯ และมีข้อกังวลต่อพัฒนาการในภูมิภาค การเข้าร่วมเจรจากับอิหร่านจึงอาจสะท้อนทั้งความจำเป็นในการลดความขัดแย้งและความพยายามรักษาช่องทางสื่อสาร มากกว่าจะหมายถึงการยอมรับข้อเสนอของอิหร่านทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม การที่อิหร่านยังสามารถเป็นเจ้าภาพการหารือกับประเทศสำคัญเหล่านี้ได้ แสดงให้เห็นว่าเตหะรานยังมีบทบาทในกระบวนการแสวงหาทางออกทางการเมือง และความมั่นคงของภูมิภาคไม่อาจกำหนดขึ้นโดยละเลยท่าทีของอิหร่าน

ระเบียบความมั่นคงที่อิหร่านต้องการ

แนวคิดสำคัญประการหนึ่งของอิหร่านคือ การให้ประเทศในภูมิภาคเป็นผู้รับผิดชอบความมั่นคงของตนเอง แทนการพึ่งพากำลังทหารจากมหาอำนาจภายนอก แนวคิดนี้ปรากฏในถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่อิหร่านหลายคน รวมถึงอิสมาอีล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ และโมห์เซน เรซาอี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุด

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม อิสมาอีล บากาอี กล่าวถึงความเป็นไปได้ในการสร้างกรอบความมั่นคงที่กำหนดโดยประเทศในภูมิภาคเอง พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของความไว้วางใจและความร่วมมือระหว่างประเทศต่าง ๆ

ด้านเรซาอีโพสต์บน X หลังการประชุมว่า “สหรัฐอเมริกาไม่สามารถนำความมั่นคงมาสู่ประเทศใด ๆ ในภูมิภาคนี้ได้ และความไร้ประสิทธิภาพของการรับประกันความมั่นคงของวอชิงตันก็ปรากฏชัดแล้ว ความมั่นคงในเอเชียตะวันตกต้องมาจากภายใน และต้องป้องกันการแทรกแซงจากต่างชาติทุกรูปแบบ”

ขณะที่อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ก็เคยเสนอแนวคิดเกี่ยวกับระเบียบภูมิภาคที่ตั้งอยู่บนความร่วมมือของประเทศในพื้นที่ โดยไม่พึ่งพากำลังทหารต่างชาติ

เมื่อนำท่าทีเหล่านี้มาพิจารณาร่วมกัน จะเห็นเค้าโครงของระเบียบความมั่นคงที่อิหร่านต้องการ ซึ่งตั้งอยู่บนหลักการสำคัญสามประการ ได้แก่ การไม่รุกรานกันระหว่างประเทศในภูมิภาค การประสานผลประโยชน์ร่วมกัน และการลดบทบาทของมหาอำนาจภายนอก โดยเฉพาะสหรัฐฯ ในการกำหนดความมั่นคงของอ่าวเปอร์เซีย

หากเตหะรานสามารถผลักดันแนวคิดดังกล่าวให้กลายเป็นกลไกความร่วมมือที่ประเทศเพื่อนบ้านยอมรับได้ ก็จะเป็นช่องทางสำคัญในการเปลี่ยนศักยภาพทางยุทธศาสตร์ให้เป็นอิทธิพลทางการทูต และทำให้อิหร่านมีส่วนกำหนดกติกาความมั่นคงของภูมิภาคมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของแนวทางนี้ขึ้นอยู่กับความไว้วางใจระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องด้วย การเสนอระเบียบความมั่นคงรูปแบบใหม่ไม่ได้หมายความว่าความขัดแย้งจะหมดไป หรือประเทศเพื่อนบ้านจะยอมรับบทบาทของอิหร่านโดยไม่มีข้อกังวล

ยุทธศาสตร์เบื้องหลังการสร้างระเบียบความมั่นคงใหม่

สำหรับอิหร่าน การผลักดันให้ประเทศในภูมิภาครับผิดชอบความมั่นคงร่วมกันอาจเป็นทั้งแนวทางลดความเสี่ยงจากสงครามและโอกาสเพิ่มบทบาททางการเมือง หากบทบาททางทหารของสหรัฐฯ ในภูมิภาคลดลง อิหร่านก็อาจมีพื้นที่ในการต่อรองและขยายอิทธิพลมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ประเทศเพื่อนบ้านอาจยังต้องการรักษาความร่วมมือด้านความมั่นคงกับสหรัฐฯ ไว้ ทำให้ทิศทางดังกล่าวยังไม่แน่นอน

อิหร่านมีปัจจัยเชิงยุทธศาสตร์หลายประการที่ช่วยเพิ่มอำนาจต่อรอง ทั้งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ขีดความสามารถทางทหาร และความสำคัญของช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลก ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ท่าทีของอิหร่านมีผลต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจของประเทศรอบอ่าวเปอร์เซีย ตลอดจนตลาดพลังงานระหว่างประเทศ

แต่ความสามารถในการสร้างแรงกดดันไม่เท่ากับความสามารถในการกำหนดกติกา ด้วยเหตุนี้ การสร้างข้อตกลงไม่รุกรานกันจึงอาจไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือป้องกันความขัดแย้ง แต่ยังเป็นช่องทางให้อิหร่านเพิ่มบทบาทผ่านกลไกทางการเมืองและการทูต โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการใช้กำลังโดยตรง

แนวคิดเรื่องข้อตกลงไม่รุกรานกันไม่ได้เริ่มต้นจากอิหร่านเพียงฝ่ายเดียว ก่อนหน้านี้ ไฟแนนเชียลไทมส์ รายงานเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2026 ว่า ซาอุดีอาระเบียกำลังหารือแนวคิดข้อตกลงไม่รุกรานกันระหว่างอิหร่านกับประเทศต่าง ๆ ในตะวันออกกลาง โดยพิจารณากระบวนการเฮลซิงกิในทศวรรษ 1970 เป็นแบบอย่างสำหรับลดความตึงเครียดและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศคู่แข่ง

แนวคิดนี้อาจเปิดทางให้ประเทศในภูมิภาคสร้างกลไกป้องกันการปะทะและลดความเสี่ยงจากการเผชิญหน้าทางทหาร แต่รายงานดังกล่าวกล่าวถึงข้อเสนอที่อยู่ระหว่างการพิจารณา ไม่ใช่ข้อตกลงที่บรรลุผลแล้ว และยังไม่อาจถือเป็นหลักฐานว่าซาอุดีอาระเบียยอมรับระเบียบความมั่นคงตามที่อิหร่านเสนอ

หากแนวคิดนี้พัฒนาไปสู่กลไกที่มีข้อตกลงชัดเจนและได้รับการยอมรับจากหลายประเทศ อิหร่านก็อาจมีบทบาทเพิ่มขึ้นในฐานะหนึ่งในผู้กำหนดกรอบความสัมพันธ์ระดับภูมิภาค แต่หากประเทศเพื่อนบ้านมองว่าความร่วมมือดังกล่าวเป็นเพียงช่องทางขยายอำนาจของอิหร่าน ความพยายามสร้างระเบียบใหม่ก็อาจเผชิญข้อจำกัดตั้งแต่ต้น

โอกาสของอิหร่านและข้อจำกัดของอำนาจ

การประชุมที่เตหะรานไม่ได้ยืนยันว่าอิหร่านได้กลายเป็นศูนย์กลางอำนาจใหม่ของตะวันออกกลางแล้ว แต่สะท้อนว่าอิหร่านยังมีบทบาทสำคัญในความพยายามจัดการความขัดแย้ง และประเทศสำคัญในภูมิภาคยังจำเป็นต้องรักษาช่องทางเจรจากับเตหะราน

ทิศทางต่อจากนี้จะขึ้นอยู่กับว่าอิหร่านสามารถเปลี่ยนอำนาจต่อรองทางยุทธศาสตร์ให้เป็นความร่วมมือที่จับต้องได้มากเพียงใด รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านพร้อมสนับสนุนกลไกความมั่นคงที่มีอิหร่านร่วมกำหนดมากน้อยเพียงใด

หากอิหร่านสามารถมีส่วนร่วมสร้างข้อตกลงที่ประเทศต่าง ๆ ยอมรับและปฏิบัติตามได้ บทบาทของเตหะรานก็อาจขยับจากการเป็นผู้เล่นที่มีอิทธิพลไปสู่การเป็นหนึ่งในผู้กำหนดกติกาของภูมิภาค แต่หากความไม่ไว้วางใจยังคงอยู่ หรือความร่วมมือถูกมองว่าเป็นเครื่องมือขยายอำนาจของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ความพยายามสร้างระเบียบความมั่นคงใหม่ก็จะยังมีข้อจำกัด

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจึงไม่ใช่การยืนยันว่าอิหร่านขึ้นเป็นผู้นำของตะวันออกกลางแล้ว หากเป็นช่วงเวลาที่เปิดโอกาสให้อิหร่านเพิ่มบทบาทของตนในระเบียบภูมิภาคที่กำลังเปลี่ยนแปลง โดยผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างความร่วมมือและการยอมรับจากประเทศเพื่อนบ้าน มากกว่าการมีอำนาจต่อรองเพียงฝ่ายเดียว