โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่าเมื่อวันจันทร์ว่า ประเทศใดก็ตามที่ทำธุรกิจกับอิหร่านจะต้องเผชิญอัตราภาษี 25% สำหรับการค้าทุกประเภทกับสหรัฐฯ ขณะที่วอชิงตันกำลังพิจารณามาตรการตอบสนองต่อสถานการณ์ในอิหร่าน ซึ่งกำลังเผชิญการประท้วงต่อต้านรัฐบาลครั้งใหญ่ในรอบหลายปี

“ให้มีผลในทันที ประเทศใดก็ตามที่ทำธุรกิจกับสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน จะต้องชำระภาษีในอัตรา 25% สำหรับธุรกิจทั้งหมดที่ทำกับสหรัฐอเมริกา” ทรัมป์ระบุในโพสต์บนแพลตฟอร์ม Truth Social

ภาษีดังกล่าวจะถูกชำระโดยผู้นำเข้าสินค้าในสหรัฐฯ จากประเทศเหล่านั้น อิหร่านซึ่งเป็นสมาชิกของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน โอเปก ถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตรอย่างหนักมาเป็นเวลาหลายปี โดยอิหร่านส่งออกน้ำมันส่วนใหญ่ไปยังจีน ขณะที่ตุรกี อิรัก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอินเดีย เป็นคู่ค้ารายสำคัญรายอื่น

“คำสั่งนี้เป็นที่สุดและมีผลผูกพัน” ทรัมป์กล่าว โดยไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม รอยเตอร์ตั้งข้อสังเกตว่า เว็บไซต์ของทำเนียบขาวยังไม่มีเอกสารอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับนโยบายดังกล่าว รวมถึงไม่มีข้อมูลว่าทรัมป์จะใช้อำนาจทางกฎหมายใดในการบังคับใช้ภาษี หรือมาตรการนี้จะมุ่งเป้าไปยังคู่ค้าของอิหร่านทั้งหมดหรือไม่ โดยทำเนียบขาวไม่ได้ตอบคำขอแสดงความเห็น

ตามรายงานของรอยเตอร์ สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงวอชิงตันออกมาวิพากษ์แนวทางของทรัมป์ ระบุว่าจีนจะดำเนิน “มาตรการที่จำเป็นทั้งหมด” เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตน และคัดค้าน “การคว่ำบาตรฝ่ายเดียวที่ผิดกฎหมายและการใช้อำนาจนอกอาณาเขต”

โฆษกสถานทูตจีนในวอชิงตันกล่าวบนแพลตฟอร์ม X เมื่อวันที่ 10 ตุลาคมว่า จุดยืนของจีนในการต่อต้านการใช้มาตรการภาษีอย่างไม่เลือกปฏิบัตินั้น “มีความชัดเจนและสม่ำเสมอ” พร้อมระบุว่า สงครามภาษีและสงครามการค้าไม่มีผู้ชนะ และการบีบบังคับหรือกดดันไม่สามารถแก้ปัญหาได้

รอยเตอร์รายงานว่า ด้านญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ซึ่งบรรลุข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ เมื่อปีที่แล้ว ระบุเมื่อวันอังคารว่ากำลังติดตามพัฒนาการดังกล่าวอย่างใกล้ชิด

กระทรวงการค้าของเกาหลีใต้ระบุในแถลงการณ์ว่า “เรามีแผนจะดำเนินมาตรการที่จำเป็น เมื่อการดำเนินการที่เฉพาะเจาะจงของรัฐบาลสหรัฐฯ มีความชัดเจน”

ขณะที่ มาซานาโอะ โอซากิ รองเลขาธิการคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า โตเกียวจะ “พิจารณาเนื้อหาที่เฉพาะเจาะจงของมาตรการต่าง ๆ อย่างรอบคอบเมื่อมีความชัดเจน รวมถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อญี่ปุ่น และจะตอบสนองอย่างเหมาะสม”