แปดประเทศอาหรับ รวมถึง ซาอุดีอาระเบีย, กาตาร์ และ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ออกแถลงการณ์ร่วมประณามการตัดสินใจของ อิสราเอล ที่กำหนดพื้นที่บางส่วนใน เวสต์แบงก์ ให้เป็น “ที่ดินของรัฐ” โดยชี้ว่าเป็นการยกระดับสถานการณ์อย่างร้ายแรง และขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ
ตามรายงานของอัลอะราบิยา แถลงการณ์ระบุว่า มาตรการดังกล่าวเป็นก้าวย่างที่ผิดกฎหมาย ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเร่งการขยายตั้งถิ่นฐาน การยึดครองที่ดิน การฝังรากการควบคุมของอิสราเอล และการบังคับใช้อธิปไตยของอิสราเอลเหนือดินแดนปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครอง อันเป็นการบ่อนทำลายสิทธิอันชอบธรรมของประชาชนชาวปาเลสไตน์
กลุ่มประเทศผู้ลงนามยังย้ำจุดยืนปฏิเสธอย่างเด็ดขาดต่อมาตรการใดๆ ที่มุ่งเปลี่ยนแปลงสถานะทางกฎหมาย โครงสร้างประชากร และประวัติศาสตร์ของดินแดนปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครอง พร้อมเตือนว่านโยบายลักษณะนี้ถือเป็น “การยกระดับที่อันตราย” ซึ่งอาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อดินแดนปาเลสไตน์และเสถียรภาพของภูมิภาคโดยรวม
แถลงการณ์ยังเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศดำเนินมาตรการที่ชัดเจนและเด็ดขาดเพื่อยับยั้งการเคลื่อนไหวดังกล่าว พร้อมย้ำสิทธิของชาวปาเลสไตน์ รวมถึงสิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเอง และการจัดตั้งรัฐเอกราชของตนเองตามแนวพรมแดนก่อนวันที่ 4 มิถุนายน 1967 โดยมีเยรูซาเล็มตะวันออกเป็นเมืองหลวง
ก่อนหน้านี้ อิสราเอลได้อนุมัติกระบวนการขึ้นทะเบียนที่ดินในเวสต์แบงก์ให้เป็น “ทรัพย์สินของรัฐ” โดยให้เหตุผลว่า เป็นขั้นตอนที่จำเป็นเพื่อสร้างความโปร่งใสและคลี่คลายข้อพิพาททางกฎหมายเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ที่ดิน
ทั้งนี้ เวสต์แบงก์อยู่ภายใต้การยึดครองของอิสราเอลนับตั้งแต่สงครามหกวันในปี 1967 และประเด็นการขยายการตั้งถิ่นฐานยังคงเป็นหนึ่งในแกนความขัดแย้งหลักของปัญหาปาเลสไตน์-อิสราเอล








