ข้อตกลงความร่วมมือนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและซาอุดีอาระเบียที่กำลังจะถูกส่งให้สภาคองเกรสพิจารณา ถูกเตือนว่าอาจเปิดช่องให้ริยาดเดินหน้าไปสู่การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ได้จริง ขณะที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงใช้ท่าทีแข็งกร้าว ขู่ใช้กำลังทหารกดดัน อิหร่าน ให้ยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมอย่างสิ้นเชิง
ตามรายงานของ RT สมาคมควบคุมอาวุธ (Arms Control Association หรือ ACA) เปิดเผยว่า รัฐบาลวอชิงตันกำลังสรุปดีลความร่วมมือนิวเคลียร์เพื่อสันติกับซาอุดีอาระเบีย มูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งจะเปิดทางให้บริษัทอเมริกันเข้าร่วมสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรกของราชอาณาจักร และนำไปสู่ข้อตกลง “123 Agreement” ที่อนุญาตการถ่ายโอนเทคโนโลยี อุปกรณ์ และวัสดุนิวเคลียร์จากสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม ACA ระบุว่า กรอบข้อตกลงดังกล่าวขาดหลักประกันด้านการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ที่เข้มงวด โดยเฉพาะการไม่ห้ามซาอุดีอาระเบียเสริมสมรรถนะยูเรเนียมหรือแปรรูปเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญที่สามารถนำไปสู่การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ได้
เคลซี ดาเวนพอร์ต ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ของ ACA ระบุว่า รายงานกรอบข้อตกลงที่รัฐบาลทรัมป์ส่งให้สภาคองเกรสเมื่อเดือนพฤศจิกายน สร้างความกังวลว่า ฝ่ายบริหารอาจไม่ได้ประเมินความเสี่ยงด้านการแพร่ขยายอาวุธอย่างรอบด้าน และอาจสร้างแบบอย่างอันตรายให้กับประเทศอื่นในภูมิภาค
ตามกระบวนการทางกฎหมาย รัฐบาลสหรัฐฯ มีแนวโน้มส่งข้อตกลงดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของสภาคองเกรสในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ (พ.ศ. 69) ซึ่งจะเริ่มระยะเวลาตรวจสอบ 90 วัน และหากไม่มีการคัดค้านจากทั้งสองสภา ข้อตกลงจะมีผลบังคับใช้โดยอัตโนมัติ
ฝ่ายซาอุดีอาระเบียยืนยันมาโดยตลอดว่า โครงการนิวเคลียร์มีเป้าหมายเพื่อกระจายแหล่งพลังงาน และรักษาน้ำมันไว้สำหรับการส่งออก ไม่ได้มุ่งพัฒนาอาวุธ อย่างไรก็ตาม มกุฎราชกุมาร โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน เคยกล่าวอย่างเปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า หากอิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ริยาดก็พร้อมจะดำเนินการในทิศทางเดียวกัน
ดีลสหรัฐฯ–ซาอุฯ เกิดขึ้นในจังหวะที่ท่าทีของทรัมป์ต่ออิหร่านทวีความแข็งกร้าวมากขึ้น ผู้นำสหรัฐฯ เรียกร้องให้เตหะรานยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมทั้งหมด และระบุว่ากำลังพิจารณาการโจมตีทางทหารรอบใหม่ หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้
ทรัมป์กล่าวหามาโดยตลอดว่าอิหร่านมีเป้าหมายพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งฝ่ายอิหร่านปฏิเสธ โดยยืนยันว่าโครงการนิวเคลียร์เป็นไปเพื่อสันติและความมั่นคงด้านพลังงาน แม้อิหร่านจะส่งสัญญาณพร้อมยืดหยุ่นในระดับการเสริมสมรรถนะบางส่วน แต่ยังคงปฏิเสธข้อเรียกร้องแบบ “ศูนย์การเสริมสมรรถนะ”
ภาพรวมดังกล่าวยิ่งสะท้อนความย้อนแย้งของนโยบายนิวเคลียร์สหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง เมื่อวอชิงตันใช้แรงกดดันสูงสุดกับอิหร่าน ขณะเดียวกันกลับเดินหน้าดีลนิวเคลียร์กับซาอุดีอาระเบีย ที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าอาจสั่นคลอนระบอบไม่แพร่ขยายอาวุธ และเพิ่มความเปราะบางด้านความมั่นคงให้กับทั้งภูมิภาค








