องค์กรสิทธิมนุษยชนปาเลสไตน์เปิดเผยเมื่ออาทิตย์ (22 ก.พ. 69) ว่า กองทัพอิสราเอลได้จับกุมชาวปาเลสไตน์มากกว่า 100 คนทั่วเขตเวสต์แบงก์ที่ถูกยึดครอง นับตั้งแต่เริ่มต้นเดือนรอมฎอนอันศักดิ์สิทธิ์ ท่ามกลางข้อกล่าวหาเรื่องการใช้ความรุนแรงและการละเมิดสิทธิอย่างเป็นระบบ อนาโดลูรายงาน
แถลงการณ์ของ สมาคมนักโทษปาเลสไตน์ ระบุว่า การจับกุมเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของเวสต์แบงก์ รวมถึงเยรูซาเลมตะวันออก และในกลุ่มผู้ถูกควบคุมตัวมีทั้งผู้หญิงและเด็กจำนวนหนึ่ง
องค์กรดังกล่าวระบุว่า ปฏิบัติการจับกุมหลายกรณีมาพร้อมกับ “การทุบตีอย่างรุนแรง การก่อการร้ายอย่างเป็นระบบต่อผู้ถูกควบคุมตัวและครอบครัว การบุกทำลายบ้านเรือนของประชาชน รวมถึงการยึดรถยนต์ เงินสด และเครื่องประดับทองคำ”
ข้อมูลจากองค์กรสิทธิมนุษยชนปาเลสไตน์และอิสราเอลยังชี้ว่า ปัจจุบันมีชาวปาเลสไตน์มากกว่า 9,300 คน ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำของอิสราเอล ในจำนวนนี้เป็นเด็กอย่างน้อย 350 คน โดยผู้ถูกคุมขังจำนวนมากเผชิญกับการทรมาน ภาวะอดอยาก และการละเลยด้านการแพทย์ ซึ่งนำไปสู่การเสียชีวิตของนักโทษหลายสิบราย
สถานการณ์ในเวสต์แบงก์ทวีความตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่อิสราเอลเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารในฉนวนกาซาเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2566 โดยกองทัพอิสราเอลเพิ่มความถี่ของการบุกค้น จับกุม และปะทะในพื้นที่ที่ถูกยึดครอง
ตามรายงานล่าสุด นับตั้งแต่ช่วงเวลาดังกล่าว มีชาวปาเลสไตน์อย่างน้อย 1,117 คน ถูกสังหาร และอีกประมาณ 11,500 คน ได้รับบาดเจ็บ จากการโจมตีของกองทัพอิสราเอลและผู้ตั้งถิ่นฐานชาวยิวที่ถูกระบุว่าเข้ามาตั้งถิ่นฐานอย่างผิดกฎหมายในเวสต์แบงก์








