กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เริ่มถอนเจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่จำเป็นและสมาชิกครอบครัวออกจากสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ในนครเบรุต ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นต่อความเสี่ยงของความขัดแย้งทางทหารกับอิหร่าน โดยย้ำว่าเป็นมาตรการชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย ขณะที่สถานทูตยังคงเปิดทำการด้วยบุคลากรหลัก
เจ้าหน้าที่อาวุโสกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ รายหนึ่ง เปิดเผยกับรอยเตอร์เมื่อวันจันทร์ (23 ก.พ. 69) ว่า สหรัฐฯ ตัดสินใจถอน “เจ้าหน้าที่ที่ไม่จำเป็น” และสมาชิกครอบครัวที่มีสิทธิ์ออกจากสถานทูตสหรัฐฯ ใน เบรุต หลังประเมินสถานการณ์ความมั่นคงล่าสุดแล้วเห็นว่าควรลดจำนวนบุคลากรลงเหลือเฉพาะที่จำเป็น
เจ้าหน้าที่รายเดียวกันกล่าวว่า “เราประเมินสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง และจากการทบทวนล่าสุด เราเห็นว่าการลดจำนวนบุคลากรลงเหลือเฉพาะที่จำเป็นเป็นทางเลือกที่เหมาะสม”
ตามรายงานของรอยเตอร์ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า สถานเอกอัครราชทูตยังคงดำเนินงานตามปกติด้วยเจ้าหน้าที่หลัก พร้อมย้ำว่ามาตรการนี้เป็นเพียงการดำเนินการชั่วคราว เพื่อรับประกันความปลอดภัยของบุคลากร ขณะเดียวกันยังคงรักษาความสามารถในการปฏิบัติภารกิจและให้ความช่วยเหลือพลเมืองสหรัฐฯ
แหล่งข่าวจากสถานทูตสหรัฐฯ ระบุว่า มีการอพยพบุคลากรออกจากเลบานอนแล้วประมาณ 50 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่สนามบินเบรุตเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่สถานทูต 32 คน พร้อมสมาชิกครอบครัว เดินทางออกจากสนามบินเบรุตในวันเดียวกัน
เอกสารคำสั่งภายในของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ที่รอยเตอร์สตรวจสอบ ระบุว่า เจ้าหน้าที่ที่ดำรงตำแหน่งฉุกเฉินซึ่งประสงค์จะเดินทางออกจากพื้นที่ ต้องจัดเตรียมแนวทางทดแทนตำแหน่งและประสานงานกับสำนักงานบริหารของสำนักภูมิภาคที่เกี่ยวข้อง
บทเรียนจากอดีตในเลบานอน
ผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในเลบานอนเคยตกเป็นเป้าโจมตีหลายครั้งในช่วงทศวรรษ 1980 ระหว่างสงครามกลางเมืองเลบานอน (พ.ศ. 2518–2533) โดยวอชิงตันกล่าวโทษ ฮิซบุลเลาะห์ ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ว่าอยู่เบื้องหลังการโจมตีสำคัญ
รวมถึงเหตุระเบิดฆ่าตัวตายเมื่อปี พ.ศ. 2526 ต่อกองบัญชาการนาวิกโยธินสหรัฐฯ ในเบรุต ซึ่งคร่าชีวิตทหารสหรัฐฯ 241 นาย และเหตุโจมตีสถานทูตสหรัฐฯ ในปีเดียวกัน ที่ทำให้เจ้าหน้าที่สถานทูตเสียชีวิต 49 คน








