แก้วตา - น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ / ภาพ facebook.com/tisanach

น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ หรือ แก้วตา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต 2 และทายาทตระกูลการเมืองชุณหะวัณ ออกมาแสดงจุดยืนอย่างตรงไปตรงมา เรียกร้องให้รัฐบาลไทยยุติการจัดส่งแรงงานไปทำงานในอิสราเอล ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางอาวุธที่ยังไม่คลี่คลาย โดยระบุว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักสิทธิแรงงานระหว่างประเทศอย่างชัดเจน และเป็นการผลักประชาชนไปเสี่ยงตายเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของรัฐ

การแสดงจุดยืนดังกล่าวมีขึ้น หลังรัฐบาลเดินหน้าเปิดรับสมัครแรงงานไทยไปทำงานภาคเกษตรในอิสราเอลรอบใหม่ ภายใต้โครงการความร่วมมือไทย–อิสราเอลเพื่อการจัดหางาน (TIC) ครั้งที่ 20 ซึ่งมีกำหนดรับสมัครในวันที่ 24–25 กุมภาพันธ์ 2569 ท่ามกลางบริบทที่อิสราเอลยังถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “พื้นที่ขัดแย้งทางอาวุธ”

 “กลับบ้านในโลงศพ” แต่รัฐยังเปิดรับสมัคร

ธิษะณาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก  เมื่อวันที่ 23 ก.พ. 69 ระบุว่า

“สิทธิในชีวิตไม่ใช่สิทธิพิเศษ มันคือสิทธิพื้นฐานที่รัฐต้องคุ้มครอง ไม่ใช่ส่งประชาชนไปเสี่ยงตาย”

เธอชี้ว่า ในขณะที่แรงงานไทยบางส่วน “กลับบ้านในโลงศพ” บางคนถูกจับเป็นตัวประกัน และอีกจำนวนหนึ่งต้องเสี่ยงชีวิตหลบระเบิดในพื้นที่ชายแดนของอิสราเอลเป็นปีๆ รัฐบาลไทยกลับเปิดรับสมัครแรงงานรอบใหม่ เตรียมส่งคนไทยเข้าไปทำงาน ทั้งที่อิสราเอลยังคงเป็น “พื้นที่ขัดแย้งทางอาวุธ” ที่ไม่ปลอดภัยที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

ชี้ขัดอนุสัญญา ILO หลายฉบับ

อดีต สส. กรุงเทพฯ ระบุว่า นโยบายดังกล่าวเข้าข่ายละเมิดหลักการขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) อย่างเป็นระบบ ได้แก่

ILO Convention No.155 ว่าด้วยความปลอดภัยและสุขภาพในการทำงาน ซึ่งกำหนดว่ารัฐต้องไม่ส่งแรงงานเข้าสู่พื้นที่ที่เสี่ยงต่อชีวิต

ILO Fundamental Principles 1998 ที่ไทยให้การรับรองว่าความปลอดภัยเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของแรงงาน

ILO Convention No.29 และ Protocol 2014 ว่าด้วยการห้ามใช้แรงงานบังคับ โดยกรณีที่แรงงานต้องเลือกระหว่าง “เสี่ยงตายแลกหนี้” เข้าข่ายแรงงานกึ่งบังคับตามนิยามของ ILO

นอกจากนี้ ยังขัดต่อ UN Guiding Principles on Business and Human Rights (UNGPs) ที่กำหนดให้รัฐต้องประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชน ก่อนจัดส่งแรงงานไปยังพื้นที่ขัดแย้ง แต่ไทยกลับดำเนินการสวนทางอย่างสิ้นเชิง

ผลักคนจนเข้าสู่พื้นที่สงคราม

ธิษะณาระบุว่า ความจริงที่ต้องพูดให้ดังๆ คือ รัฐไทยกำลังละเมิดหลักความปลอดภัยของแรงงานอย่างเป็นระบบ

“โดยผลักคนจนเข้าสู่พื้นที่สงคราม เพื่อแลกกับตัวเลขเงินโอนกลับประเทศ (remittance)”

เธอย้ำว่า ทั้งองค์กรสิทธิแรงงาน ผู้เชี่ยวชาญ และหน่วยงานรัฐบางส่วนได้ส่งสัญญาณเตือนแล้ว แต่รัฐบาลยังคงเดินหน้านโยบายเดิม “เพราะในสมองของระบบ… ชีวิตแรงงาน = ตัวเลขเศรษฐกิจ ไม่ใช่มนุษย์”

รัฐบาลเปิดรายละเอียดรับสมัคร TIC รอบใหม่

ทั้งนี้ รัฐบาล โดย กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เปิดรับสมัครแรงงานชายไทยไปทำงานภาคเกษตรในรัฐอิสราเอล ภายใต้โครงการ TIC ครั้งที่ 20 ตามที่ อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงเมื่อวันที่ 22 ก.พ. 69

สัญญาจ้างมีกำหนด 2 ปี และสามารถต่อได้ไม่เกิน 5 ปี 3 เดือน ค่าจ้างขั้นต่ำก่อนหักภาษีอยู่ที่ 6,247 เชคเกลอิสราเอล หรือประมาณ 62,000 บาท ผู้สมัครต้องเป็นเพศชาย สัญชาติไทย อายุ 23–39 ปี มีประสบการณ์ทำงานภาคเกษตร และไม่มีประวัติอาชญากรรม

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกต้องรับภาระค่าใช้จ่ายรวมประมาณ 92,650 บาท สำหรับค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายตามกฎหมายอิสราเอล แม้รัฐบาลยืนยันว่าเป็นการจัดส่งโดยรัฐ และไม่มีค่าธรรมเนียมการสมัครก็ตาม

เสียงวิจารณ์ที่รัฐเลี่ยงตอบ

ท่ามกลางการเปิดรับสมัครดังกล่าว เสียงตั้งคำถามต่อความรับผิดชอบของรัฐต่อชีวิตแรงงานยังคงดังขึ้น โดยเฉพาะในบริบทที่อิสราเอลยังเผชิญความเสี่ยงด้านความมั่นคงสูง และแรงงานไทยเคยตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงมาก่อน

คำถามสำคัญที่ธิษะณาทิ้งไว้ คือ รัฐไทยกำลัง “สร้างโอกาส” ให้แรงงานจริง หรือกำลัง “ส่งพวกเขาไปเสี่ยงตาย” เพื่อแลกกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในระยะสั้น