ภาพ การบินไทย

การบินไทยออกมาชี้แจงกรณีถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการขนส่งชิ้นส่วนเครื่องบินขับไล่ F-35 ไปยังอิสราเอล โดยยืนยันว่าไม่ได้เป็นผู้ขายระวางสินค้าเอง แต่ทำหน้าที่รับขนให้พันธมิตรทางธุรกิจตามมาตรฐานสากลของอุตสาหกรรมการบิน ท่ามกลางกระแสประท้วงและการเรียกร้องคว่ำบาตรในต่างประเทศ โดยเฉพาะในออสเตรเลีย

ประเด็นดังกล่าวถูกจับตาหลังเมื่อวันที่ 23 ก.พ. ที่ผ่านมา กลุ่มนักเคลื่อนไหวในนครเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย จัดการชุมนุมประท้วงต่อต้านการบินไทย กล่าวหาว่าสายการบินลักลอบขนส่งชิ้นส่วนยุทโธปกรณ์ F-35 จากซิดนีย์ไปยังกรุงเทพฯ ผ่านเที่ยวบินผู้โดยสาร ก่อนส่งต่อไปยังฐานทัพในอิสราเอล โดยระบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างน้อย 71 เที่ยวบิน และเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานอาวุธที่สนับสนุนการโจมตีทางอากาศในฉนวนกาซา

การบินไทยชี้แจงไม่ได้ระวางขนส่งเอง

ล่าสุด บีบีซีไทยรายงานว่า เมื่อ วันที่ 26 ก.พ. นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.การบินไทย ชี้แจงต่อสื่อมวลชนว่าตนทราบถึงกรณีดังกล่าว และอธิบายว่าสายการบินทำหน้าที่เป็นเพียงผู้รับขนส่งให้กับพันธมิตรทางธุรกิจ ซึ่งเป็นแนวทางปกติของอุตสาหกรรมการบิน โดยกรณีนี้ทางการบินไทยไม่ได้เป็นผู้ขายระวางสินค้าเอง

“เขาขาย แต่เขามาส่งขึ้นเครื่องการบินไทย” นายชาย กล่าว “Air Waybill (ใบตราส่งสินค้าทางอากาศ) เอกสารการส่งของ เป็นของสายการบินอื่น เรารับขน การรับขนก็มีโปรโตคอล มีมาตรการ มีมาตรฐานอยู่”

ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของการบินไทยกล่าวต่อว่า ในใบตราส่งสินค้าทางอากาศจะสำแดงว่าสินค้าที่อยู่ในการขนส่งคืออะไร โดยหน้าที่การตรวจสอบขึ้นอยู่กับศุลากรของแต่ละประเทศ การบินไทยไม่สามารถไปเปิดพัสดุดูได้ เนื่องจากไม่มีอำนาจ และมีเพียงศุลกากรที่สามารถเปิดดูได้ว่าพัสดุดังกล่าวผิดกฎหมายหรือไม่

เขายืนยันว่าพัสดุที่รับมาไม่เป็นอันตรายต่อเครื่องบิน เนื่องจากผ่านการเอ็กซเรย์มาแล้ว

“ชิ้นส่วนอะไรก็ตามที่ไม่ใช่ระเบิด ไม่ใช่วัตถุอันตราย เราขนได้” นายชาย กล่าว

เขายืนยันว่าการบินไทยทำตามมาตรฐานสากลและมาตรฐานความปลอดภัยในการรับคนด้วย เนื่องจากชิ้นส่วนดังกล่าวเป็นรูปแบบการขนส่งสินค้าใต้ท้องเครื่องบิน

“เราไม่สามารถพูดได้เต็มปาก เพราะไม่รู้หรอกว่าเหตุการณ์นี้มันจะขยายผลอย่างไร แต่เราก็มีมาตรการอยู่ มีความระมัดระวังในการรับขน ก็ต้องไปทำความเข้าใจกับคู่ค้าด้วย” นายชาย กล่าวเสริม

ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของการบินไทยบอกด้วยว่า ตนติดตามกระแสการคว่ำบาตรสายการบินไทยในออสเตรเลียอย่างใกล้ชิด แต่ก็เห็นความเห็นของทั้งฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย และฝ่ายที่เข้าใจขั้นตอนการทำธุรกิจของสายการบิน

“เรื่องนี้เป็นเรื่อง sensitive (อ่อนไหว) เราไม่อยากเข้าไปอยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง เราก็ทำหน้าที่ของคนทำธุรกิจ” นายชาย กล่าว

บีบีซีไทยรายงานด้วยว่า ได้ติดต่อไปยังกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ของไทยเพื่อสอบถามว่าในกรณีที่สายการบินแห่งชาติของไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) โครงการเครื่องบินขับไล่ F-35 ที่เกี่ยวข้องกับอิสราเอล จะส่งผลกระทบต่อจุดยืนของไทยที่ผ่านมาหรือไม่ และขณะนี้ยังอยู่ระหว่างรอการตอบกลับ

ผู้เชี่ยวชาญชี้ กรณีนี้ส่งต่อภาพลักษณ์และจุดยืนด้านการทูตของไทย

บีบีซีไทยยังได้สัมภาษณ์ ดร.ศราวุฒิ อารีย์ ผอ.ศูนย์มุสลิมศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ให้ความเห็นกับบีบีซีไทยว่า การที่การบินไทยซึ่งเป็นสายการบินแห่งชาติและเป็นสัญลักษณ์ของประเทศเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทานการขนส่งชิ้นส่วนเครื่องบินขับไล่ F-35 ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตาประเทศโลกมุสลิมอย่างปฏิเสธไม่ได้

“มันทำให้ประชาชนกลุ่มประเทศโลกมุสลิมเห็นว่า ประเทศไทยอาจมีส่วนในการทำให้เกิดการเข่นฆ่าในดินแดนฉนวนกาซา แล้วมันทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตาโลกมุสลิมดูไม่ดีเอาเสียเลย” เขากล่าว

ดร.ศราวุฒิ อธิบายต่อว่าประเด็นนี้อาจทำให้ประเทศโลกมุสลิมและประชาคมโลกเข้าใจผิดว่าประเทศไทยมีนโยบายต่างประเทศ “ที่อิงแอบอยู่กับอิสราเอล” ซึ่งไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ไทยพยายามรักษาความเป็นกลางท่ามกลางความขัดแย้งที่ปะทุขึ้นในกาซา

เขาเสริมว่าเหตุผลที่ประเทศไทยต้องให้ความสำคัญต่อมุมมองโลกมุสลิม เป็นเพราะหลายประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเดียวกันก็เป็นชาติมุสลิม เช่น บรูไน อินโดนีเซีย และมาเลเซีย

นอกจากนี้ ประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางยังเป็นตลาดใหม่ที่นำผลประโยชน์มหาศาลทางเศรษฐกิจมาสู่ไทย หลังไทยเพิ่งฟื้นฟูความสัมพันธ์กับซาอุดีอาระเบียได้ และขยายตลาดส่งออกไปยังกลุ่มประเทศมุสลิม เช่น กลุ่มประเทศคณะมนตรีความร่วมมืออ่าวอาหรับ (GCC) ได้แก่ บาห์เรน คูเวต โอมาน กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ไปจนถึงประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียกลาง

“เรากำลังเปิดตลาดใหม่ ๆ นอกเหนือจากตลาดเก่าที่ไม่สามารถรอได้ เช่น ยุโรป หรือเอเชียตะวันออก” ดร.ศราวุฒิ กล่าว

นอกจากนี้ เขาเห็นว่าเรื่องนี้ยังส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของชาวมุสลิมในไทยซึ่งเดินทางไปแสวงบุญที่ประเทศซาอุดีอาระเบียทุกปี

“ในข้อตกลงเรื่องฮัจญ์ระหว่างไทยกับซาอุดีอาระเบียนั้น เราจะต้องใช้สายการบินแห่งชาติของประเทศ นั่นก็คือการบินไทย มันก็อาจกระทบต่อความรู้สึกประชากรมุสลิมในไทย รวมถึงผู้ใช้บริการการบินไทยด้วย”

ดร.ศราวุฒิ กล่าวว่าการบินไทยไม่ควรเพียงแค่อ้างว่าดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายหรือมาตรฐานสากลเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงกฎหมายระหว่างประเทศและปลายทางของสินค้าด้วย

“ผมคิดว่าการบินไทยต้องพิจารณาการให้บริการลักษณะนี้ ในเรื่องของการขนส่งอาวุธ ในเรื่องการขนส่งชิ้นส่วนเครื่องบินที่จะนำไปสู่การเข้าไปทำสงครามในดินแดนฉนวนกาซา ผมคิดว่าการบินไทยต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง”

เขายังชี้แนะว่าทางการไทยควรออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการว่าการดำเนินการของการบินไทยไม่ได้สะท้อนจุดยืนทางการทูตของประเทศ

“จริง ๆ แล้วทางการไทยควรที่จะออกมาอธิบายว่าการบินไทยและนโยบายการต่างประเทศนั้นเป็นคนละส่วนกัน บอกว่าอันนั้นเป็นบริษัทรัฐวิสาหกิจซึ่งดำเนินตามมาตรฐานการบินสากลอยู่ ในขณะที่ประเทศไทยค่อนข้างที่จะเป็นกลางในประเด็นปัญหาความขัดแย้ง”

พร้อมกันนี้ เขายังเสนอว่าไทยควรทบทวนการส่งแรงงานไทยไปทำงานในอิสราเอล เนื่องจากมองว่าอาจไม่สอดคล้องกับกฎหมายแรงงานระหว่างประเทศ และไม่ปลอดภัยต่อผู้ใช้แรงงานที่ต้องไปทำงานภายใต้สภาวะสงคราม รวมถึงคัดกรองผู้เดินทางชาวอิสราเอลที่มาเยือนประเทศไทยว่าเป็นผู้มีส่วนร่วมในสงครามกาซาหรือไม่

นอกจากนี้ เขาแสดงทัศนะว่าทางการไทยควรชี้แจงกรณีพลเมืองไทยหรือผู้ถือสองสัญชาติที่เข้าไปมีส่วนร่วมในสงครามกาซา เพื่อไม่ให้เกิดความคลางแคลงใจในกลุ่มประเทศอาหรับว่าไทยเข้าไปมีส่วนร่วมในความขัดแย้งโดยตรงหรือไม่

การบินไทยเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างไร

การบินไทยถูกเชื่อมโยงกับประเด็นนี้จากบทบาทในห่วงโซ่การขนส่งชิ้นส่วนเครื่องบินขับไล่ F-35 ซึ่งเป็นโครงการอาวุธข้ามชาติที่มีบริษัทกว่า 1,900 แห่งทั่วโลกเกี่ยวข้อง โดยออสเตรเลียเป็นหนึ่งในฐานการผลิตและกระจายชิ้นส่วนสำคัญ ตามรายงานของ เดอะการ์เดียน ที่อ้างข้อมูลกระทรวงกลาโหมออสเตรเลีย ระบุว่ามีบริษัทในประเทศมากกว่า 75 แห่งร่วมอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน และมีชิ้นส่วนกว่า 700 ชิ้นผลิตในรัฐวิกตอเรียเพียงแห่งเดียว

ประเด็นดังกล่าวทวีความอ่อนไหวหลังคณะกรรมการสอบสวนของสหประชาชาติระบุว่าอิสราเอลอาจก่ออาชญากรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกาซา โดยนักสิทธิมนุษยชนและนักการเมืองฝ่ายซ้ายในออสเตรเลียโต้แย้งว่า “ชิ้นส่วนอาวุธก็คืออาวุธ” และการส่งออกชิ้นส่วน F-35 ย่อมมีความรับผิดชอบทางกฎหมายระหว่างประเทศ

ปลายปีที่ผ่านมา Declassified Australia เผยแพร่รายงานสืบสวนจากเอกสารรั่วไหล ระบุว่ามีอย่างน้อย 68 เที่ยวบินที่ขนส่งชิ้นส่วน F-35 จากออสเตรเลียไปยังอิสราเอล โดยบางเที่ยวบินใช้การขนส่งผ่านสายการบินพาณิชย์ รวมถึงเที่ยวบินของการบินไทย จากซิดนีย์มายังกรุงเทพฯ ก่อนส่งต่อด้วยสายการบินเอล อัล ไปยังอิสราเอล

รายงานดังกล่าวชี้ว่า การบินไทยไม่ได้เป็นผู้ขายหรือจัดหาชิ้นส่วน แต่ปรากฏชื่อในฐานะสายการบินที่ใช้ขนส่งพัสดุในช่วงหนึ่งของเส้นทางโลจิสติกส์ ซึ่งทำให้สายการบินถูกดึงเข้าไปอยู่ในข้อถกเถียงระดับนานาชาติว่าด้วยบทบาทของภาคการบินพลเรือนในห่วงโซ่อุปทานอาวุธ F-35.