การใช้อาวุธสกัดกั้นระบบป้องกันภัยทางอากาศและอาวุธนำวิถีความแม่นยำสูงของสหรัฐฯ ในสงครามกับอิหร่านด้วยอัตราที่สูง กำลังสร้างความกังวลอย่างมากภายในรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เนื่องจากอาจกระทบต่อความพร้อมของกองทัพสหรัฐฯ หากเกิดความขัดแย้งในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก โดยเฉพาะการยับยั้งจีน ตามรายงานของ CBS News (23 ก.ค.) ที่อ้างเจ้าหน้าที่ทหารและข่าวกรองสหรัฐฯ ซึ่งรับทราบการประเมินสถานการณ์ภายใน

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ซึ่งขอไม่เปิดเผยชื่อเนื่องจากความอ่อนไหวของประเด็น ระบุว่า คลังขีปนาวุธสกัดกั้นและอาวุธโจมตีระยะไกลของสหรัฐฯ กำลังลดลงจนกลายเป็นประเด็นที่สร้างแรงกดดันต่อทั้งผู้นำกองทัพและฝ่ายพลเรือน ซึ่งต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการดำเนินสงครามกับอิหร่านและการรักษาความพร้อมในการยับยั้งประเทศคู่แข่ง รวมถึงจีน

“สหรัฐฯ ไม่สามารถรักษาอัตราการใช้อาวุธนำวิถีความแม่นยำสูงในระดับเดียวกับช่วงเริ่มต้นของปฏิบัติการโจมตีอิหร่านได้” เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กล่าวกับ CBS News

รายงานระบุว่า ฐานการผลิตของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศสหรัฐฯ ยังไม่สามารถผลิตขีปนาวุธทดแทนได้รวดเร็วเพียงพอ ทำให้คลังอาวุธที่ถูกใช้ไปหรือส่งมอบให้กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ซึ่งรับผิดชอบปฏิบัติการในตะวันออกกลาง อยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างต่อเนื่อง แม้ปฏิบัติการทางทหารยังดำเนินอยู่

ขีปนาวุธสกัดกั้นถูกนำมาใช้อย่างหนักเพื่อป้องกันฐานทัพและผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในประเทศอ่าวอาหรับ ซึ่งเป็นที่ตั้งของกำลังพลสหรัฐฯ และกำลังตกเป็นเป้าการโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธของอิหร่าน

เจ้าหน้าที่จากประเทศพันธมิตรแห่งหนึ่งให้ข้อมูลกับ CBS News ว่า จำเป็นต้องมีการหยุดการสู้รบชั่วคราว โดยเฉพาะจากความรุนแรงของการโจมตีของอิหร่านที่ส่งผลกระทบต่อคูเวตและบาห์เรน ขณะที่คูเวตระบุเมื่อต้นสัปดาห์ว่า การโจมตีของอิหร่านสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าและโรงงานผลิตน้ำจืด

เพนตากอนยืนยันคลังอาวุธยังแข็งแกร่ง

แม้จะมีความกังวลจากเจ้าหน้าที่ภายใน แต่ พีต เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยืนยันก่อนหน้านี้ว่า สหรัฐฯ ไม่ได้เผชิญวิกฤตด้านคลังอาวุธ

“เรามีอาวุธจำนวนมาก และกำลังผลิตมากกว่าที่เคย คลังอาวุธของเรายังคงแข็งแกร่ง และจะแข็งแกร่งยิ่งขึ้นในอนาคต” เฮกเซธกล่าวในการให้สัมภาษณ์กับรายการ Face the Nation

เฮกเซธ ปฏิเสธว่าไม่มีวิกฤตใดๆ เกี่ยวกับคลังอาวุธ เขาเห็นด้วยว่ากระสุนบางชนิดอาจใช้เวลาในการผลิตมากกว่าชนิดอื่นๆ แต่เขาบอกกับผู็ดำเนินรายการว่า “เรามีกระสุนจำนวนมาก และเรากำลังผลิตมากกว่าที่เคยเป็นมา”

เฮกเซธกล่าวว่า “คลังสำรองของเรามีความแข็งแกร่ง และจะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นในอนาคต”

อย่างไรก็ตาม CBS News รายงานว่า ผู้บัญชาการกองทัพสหรัฐฯ เริ่มปรับรูปแบบการโจมตี โดยหันมาใช้ระเบิดนำวิถีด้วยระบบ GPS ที่ติดตั้งชุดนำวิถี JDAM และระเบิดนำวิถีขนาดเล็ก (Small Diameter Bombs: SDB) มากขึ้น เพื่อลดการใช้ขีปนาวุธร่อนพิสัยไกลอย่าง JASSM และ Tomahawk ซึ่งยังมีอยู่ในคลัง แต่ถูกใช้อย่างระมัดระวังมากขึ้น

กำลังผลิตยังไม่ทันความต้องการ

พลเรือเอกซามูเอล ปาปาโร ผู้บัญชาการกองบัญชาการภาคพื้นอินโด-แปซิฟิกของสหรัฐฯ เคยให้การต่อรัฐสภาเมื่อเดือนเมษายนว่า การเพิ่มกำลังการผลิตอาวุธชั้นสูง เช่น Tomahawk และ JASSM ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1-2 ปี

“ผมคิดว่าจะต้องใช้เวลา 1-2 ปีในการเพิ่มกำลังการผลิต ซึ่งยังไม่เร็วพอ” พล.ร.อ.ปาปาโรกล่าว พร้อมระบุว่าอาวุธเหล่านี้มีจำนวนจำกัดและจำเป็นต้องใช้อย่างรอบคอบ

หลังข้อตกลงหยุดยิงล่มเมื่อต้นเดือนนี้ สหรัฐฯ ได้ปรับเป้าหมายการโจมตีไปยังพื้นที่ใกล้ชายฝั่งอิหร่านมากขึ้น เพื่อลดความจำเป็นในการส่งเครื่องบินเข้าไปลึกในดินแดนอิหร่าน ซึ่งมีระบบป้องกันภัยทางอากาศหนาแน่นกว่า

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ยังเปิดเผยกับ CBS News ว่า คลังขีปนาวุธทางยุทธวิธีของกองทัพบก (ATACMS) ซึ่งยิงจากระบบจรวด HIMARS มีจำนวนจำกัด ขณะที่จรวด GMLRS ซึ่งมีพิสัยสั้นกว่า ยังมีปริมาณเพียงพอ ทำให้กองทัพมีความยืดหยุ่นในการโจมตีเป้าหมายระยะใกล้มากกว่า

กังวลขีปนาวุธ Patriot และ THAAD ลดลง

รายงานระบุว่า ความกังวลเร่งด่วนที่สุดอยู่ที่คลังขีปนาวุธสกัดกั้นระบบป้องกันภัยทางอากาศ โดยสหรัฐฯ ใช้ขีปนาวุธ Patriot และ THAAD จำนวนมากเพื่อสกัดขีปนาวุธและโดรนของอิหร่าน ส่งผลให้คลังอาวุธลดลงเร็วกว่าที่ภาคอุตสาหกรรมจะผลิตทดแทนได้

เพื่อสนับสนุนปฏิบัติการในตะวันออกกลาง กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยังได้โยกย้ายขีปนาวุธสกัดกั้นจากภูมิภาคอื่น รวมถึงคลังสำรองที่จัดเตรียมไว้สำหรับภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ส่งผลให้หน่วยบัญชาการอื่นมีคลังสำรองต่ำกว่าระดับที่นักวางแผนทางทหารเห็นว่าเหมาะสม โดยเฉพาะในช่วงที่สหรัฐฯ ต้องการยับยั้งการเคลื่อนไหวของจีนรอบไต้หวันและสร้างความมั่นใจให้พันธมิตรในภูมิภาคแปซิฟิก

ด้าน ฌอน พาร์เนลล์ โฆษกกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กล่าวว่า “กองทัพสหรัฐฯ เป็นกองทัพที่ทรงอานุภาพที่สุดในโลก และมีทุกสิ่งที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติภารกิจตามที่ประธานาธิบดีกำหนด”

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่งบประมาณ แต่อยู่ที่เวลา

CBS News อ้างรายงานของศูนย์เพื่อการศึกษาเชิงยุทธศาสตร์และระหว่างประเทศ (CSIS) ที่เผยแพร่ระหว่างช่วงหยุดยิง ระบุว่า สหรัฐฯ ใช้ขีปนาวุธ Tomahawk มากกว่า 1,000 ลูก และ JASSM ราว 1,100 ลูก โดยการผลิตเพื่อทดแทนอาจใช้เวลานานเกือบ 4 ปี

รายงานยังระบุว่า ขีปนาวุธสกัดกั้นอย่าง THAAD, SM-3 และ Patriot เผชิญแรงกดดันมากกว่า เนื่องจากบางระบบต้องใช้เวลาผลิตทดแทนสูงสุดถึง 5 ปี

CBS News สรุปว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า “ปัญหาหลักไม่ใช่เพียงเรื่องต้นทุน แต่คือระยะเวลา” เพราะอาวุธจำนวนมากที่ถูกใช้หมดภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์หรือไม่กี่เดือน อาจต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะผลิตทดแทนได้.