วันนี้ (8 ก.ย. 69) ดร.เลอพงษ์ ซาร์ยีด ผู้ช่วยศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยมุสตอฟานานาชาติ เมืองกุม ประเทศอิหร่าน และนายกสมาคมนักเรียนเก่าไทย–อิหร่าน โพสต์เฟซบุ๊กเตือนประชาชน “อย่ายอมสแกนม่านตา” หากเข้าร่วมการชุมนุมหน้าสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอล พร้อมตั้งคำถามถึงตำรวจ สน.ลุมพินี และ สน.ทองหล่อ ว่า การนำเครื่องสแกนม่านตามาตั้งจุดคัดกรองผู้ชุมนุมในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ใช้อำนาจตามกฎหมายข้อใด

เผยเคยนำเดินขบวนวันอัลกุดส์หลายปี

ดร.เลอพงษ์ระบุว่า ตนเคยเป็นแกนนำจัดการเดินขบวน วันอัลกุดส์สากล ซึ่งจัดขึ้นในวันศุกร์สุดท้ายของเดือนรอมฎอน และร่วมขึ้นปราศรัยหน้าสถานทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยหลายปีติดต่อกัน โดยเป็นกิจกรรมที่รวมผู้คนจากทุกศาสนาและเชื้อชาติ เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้ชาวปาเลสไตน์

เขากล่าวว่า ในอดีตผู้ชุมนุมสามารถเดินขบวนจากบริเวณธนาคารอิสลาม สาขาอโศก เข้าสู่ซอยสถานทูต โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลความปลอดภัยตามปกติ อย่างไรก็ตาม เขาระบุว่า ตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมา เจ้าหน้าที่เริ่มสกัดกั้นการเดินขบวนและมีการจับกุมผู้ชุมนุมกว่า 20 คนในปีนั้นข้อหากีดขวางการจราจร ซึ่งศาลมีคำสั่งปรับคนละ 500 บาท ก่อนปล่อยตัวทั้งหมด

ตำรวจตั้งเครื่องสแกนม่านตา 2 ปีซ้อน

ดร.เลอพงษ์อ้างว่า ในช่วงสองปีที่ผ่านมา จุดคัดกรองหน้าสถานทูตมีการติดตั้งเครื่องสแกนม่านตาเพิ่มเติมจากเครื่องตรวจจับอาวุธ และผู้เข้าร่วมชุมนุมถูกบังคับให้สแกนข้อมูลชีวภาพก่อนเข้าสู่พื้นที่

“นับจากเหตุการณ์นั้นเป็นต้นมา ทุกๆ ปีที่มีการเดินขบวน เจ้าหน้าที่ตำรวจจะคอยสกัดกั้นและนำเครื่องตรวจจับอาวุธมาตั้งไว้ในซอยสถานทูต ซึ่งเป็นสิ่งที่กลุ่มผู้ชุมนุมยอมรับได้ แต่เมื่อสองปีที่ผ่านมา มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ได้นำเครื่องสแกนม่านตามาติดตั้ง และบังคับให้ทุกคนต้องสแกนก่อนจึงจะเข้าพื้นที่ได้ ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างยิ่ง และเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย”

เขาระบุว่า การตรวจค้นเพื่อป้องกันอาวุธเป็นมาตรการที่ทำได้ตามกฎหมาย แต่การจัดเก็บข้อมูลชีวภาพของผู้ชุมนุมเป็นคนละกรณี และไม่ควรถูกนำมาใช้กับประชาชนที่ใช้สิทธิชุมนุมโดยสงบ

อ้างกฎหมาย PDPA และ พ.ร.บ.ชุมนุมฯ

ในโพสต์ดังกล่าว ดร.เลอพงษ์อ้างถึง พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) ว่า ข้อมูลชีวภาพ เช่น ม่านตาและลายนิ้วมือ เป็นข้อมูลอ่อนไหวที่ต้องได้รับความยินยอมอย่างชัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูลก่อนเก็บรวบรวม

นอกจากนี้ ยังอ้างถึง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 131/1 และ พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 มาตรา 19 โดยตีความว่า เจ้าหน้าที่มีอำนาจเพียงตรวจค้นและคัดกรองเพื่อป้องกันอาวุธ ไม่ได้ให้อำนาจเก็บข้อมูลชีวภาพของผู้เข้าร่วมการชุมนุม

พร้อมระบุว่า ประชาชนมีสิทธิปฏิเสธการสแกนม่านตา หากไม่ใช่ผู้ต้องหาในคดีอาญาที่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย และหากถูกบังคับควรสอบถามถึงฐานอำนาจทางกฎหมาย หนังสือยินยอม หรือคำสั่งศาล

ตั้งคำถามถึงตำรวจสน.ลุมพินี และ สน.ทองหล่อ

ช่วงท้ายของโพสต์ ดร.เลอพงษ์ตั้งคำถามโดยตรงถึงตำรวจ สน.ลุมพินี และ สน.ทองหล่อ ว่า การนำเครื่องสแกนม่านตามาตั้งจุดตรวจผู้ชุมนุมหน้าสถานทูตอิสราเอลนั้น ดำเนินการตามกฎหมายข้อใด และเป็นคำสั่งจากหน่วยงานใด

“การที่พวกท่านนำเครื่องสแกนม่านตามาตั้งจุดตรวจผู้ที่จะเดินทางเข้าชุมนุมหน้าสถานทูตอิสราเอลตลอด 2 ปีที่ผ่านมา อยากทราบว่า ท่านกำลังรับ “ใบสั่ง” จากใคร และใช้อำนาจตามกฎหมายข้อไหนมาบังคับประชาชน”

“ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ควรมีหน้าที่รักษากฎหมาย ไม่ใช่เป็นผู้ละเมิดกฎหมายเสียเอง หรือเจ้าหน้าที่บางท่านกำลังรับใช้คำสั่งของต่างชาติ เพื่อรวบรวมและแชร์ข้อมูลอัตลักษณ์ชีวภาพของคนไทย ให้กลายเป็นฐานข้อมูลส่งต่อให้ประเทศอย่างอิสราเอลหรือสหรัฐอเมริกา ใช้เป็นเครื่องมือตามเล่นงานประชาชนผู้รักความเป็นธรรมเมื่อเดินทางไปทั่วโลก”

เรียกร้องประชาชนปฏิเสธ พร้อมบันทึกหลักฐาน

ดร.เลอพงษ์เรียกร้องให้ผู้ที่จะเข้าร่วมการชุมนุมหน้าสถานทูตอิสราเอลในวันที่ 10 กันยายน และการชุมนุมครั้งต่อๆ ไป อย่ายินยอมให้มีการสแกนม่านตา พร้อมแนะนำให้บันทึกภาพหรือวิดีโอไว้เป็นหลักฐาน หากเห็นว่ามีการข่มขู่หรือบังคับใช้มาตรการดังกล่าว

“ขอฝากถึงพี่น้องที่จะมาร่วมชุมนุมหน้าสถานทูตอิสราเอล ทั้งในวันที่ 10 กันยายน 2569 และในทุกๆ ครั้งหลังจากนี้ อย่าปล่อยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจบังคับสแกนม่านตาโดยเด็ดขาด หากพบเห็นเจ้าหน้าที่คนใดฝืนกระทำหรือข่มขู่ละเมิดสิทธิ ให้ถ่ายคลิปวิดีโอไว้เป็นหลักฐานทันที เราพร้อมนำพยานหลักฐานดำเนินคดีและยื่นฟ้องศาลโดยไม่เว้น”

ทั้งนี้ เรื่องการติดตั้งเครื่องสแกนม่านตา เป็นคำกล่าวของ ดร.เลอพงษ์ ซาร์ยีด ซึ่งยังไม่มีคำชี้แจงจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือสถานีตำรวจที่ถูกพาดพิง

บริบทการชุมนุม 10 กันยายน

คำเตือนของ ดร.เลอพงษ์ มีขึ้นก่อนการชุมนุมหน้าสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ในวันที่ 10 กันยายน ซึ่งนายสนธิ ลิ้มทองกุล พร้อมด้วย นิติธร ล้ำเหลือ และพิชิต ไชยมงคล แกนนำกลุ่ม คปท. ประกาศนัดหมายมวลชนภายใต้แคมเปญ “เอาประเทศไทยของเราคืนมา” โดยระบุว่าจะยื่นหนังสือต่อสถานทูตและอ่านแถลงการณ์ แม้สถานทูตจะไม่ออกมารับหนังสือก็ตาม

นายสนธิระบุว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้มีเป้าหมายกดดันรัฐบาลให้เร่งจัดการปัญหาทุนสีเทาข้ามชาติ ทั้งทุนจีน ยิว และเครือข่ายทุนต่างชาติในประเทศไทย พร้อมประกาศว่าจะเดินทางไปประท้วงประเด็นจีนเทาที่จังหวัดชลบุรีต่อในวันเดียวกัน ก่อนเดินสายให้ข้อมูลแก่ประชาชนในภูมิภาคต่างๆ

นอกจากนี้ แกนนำยังประกาศจับตาการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในวันที่ 14 กันยายน โดยระบุว่า หากมีการ “ตัดตอน” คดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภาตามที่กังวล จะยกระดับการเคลื่อนไหวเป็นการชุมนุมใหญ่ พร้อมยืนยันว่าเป้าหมายไม่ใช่การล้มรัฐบาล แต่เป็นการกดดันให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาที่ประชาชนเห็นว่าไม่เป็นธรรม