ยูนิเซฟเผยเด็กอย่างน้อย 300 คนเสียชีวิตในฉนวนกาซาตลอด 300 วันที่ผ่านมา หรือเฉลี่ยวันละ 1 คน ขณะที่การโจมตีของอิสราเอลยังดำเนินต่อเนื่อง ท่ามกลางวิกฤตด้านมนุษยธรรมที่ทวีความรุนแรง

กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) เปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดี (6 ส.ค.) ว่า นอกจากเด็กที่เสียชีวิตแล้ว ยังมีเด็กอีกหลายร้อยคนได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีทางอากาศ การยิงปืนใหญ่ การยิงด้วยอาวุธปืน และการโจมตีจากเรือรบ

สำนักงานเพื่อการประสานงานด้านมนุษยธรรมแห่งสหประชาชาติ (OCHA) ระบุว่า เด็กในฉนวนกาซายังคงต้องใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมที่เลวร้าย ทั้งศูนย์พักพิงที่แออัด การขาดแคลนน้ำสะอาด และการเข้าถึงบริการสาธารณสุขที่จำกัด

OCHA ชี้ความรุนแรงในเวสต์แบงก์ยังเพิ่มขึ้น

OCHA เตือนว่า การโจมตีของผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลและปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์ ยังคงส่งผลกระทบต่อบ้านเรือนและวิถีชีวิตของชาวปาเลสไตน์

มีรายงานว่าผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลจุดไฟเผาบ้านเรือนในชุมชนตูบา (Tuba) พื้นที่มาซาเฟอร์ ยัตตา (Masafer Yatta) ทางตอนใต้ของเมืองเฮบรอน ส่งผลให้ 3 ครอบครัว ซึ่งมีเด็กรวม 14 คน ต้องอพยพไปอาศัยอยู่กับญาติหรือเพื่อนบ้าน

เหตุการณ์ดังกล่าวยังทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายคน รวมถึงเด็ก 2 คน ขณะที่ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ อาหารสัตว์กว่า 10 ตัน และทรัพย์สินอื่นๆ ได้รับความเสียหาย

ผู้ตั้งถิ่นฐานก่อเหตุเฉลี่ยวันละ 6-7 ครั้ง

OCHA เปิดเผยว่า ระหว่างต้นปีจนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม มีการบันทึกเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลมากกว่า 1,380 ครั้ง ซึ่งส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ ความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือทั้งสองอย่าง คิดเป็นเฉลี่ยวันละ 6-7 เหตุการณ์ ครอบคลุมชุมชนชาวปาเลสไตน์กว่า 250 แห่ง

ในช่วงเวลาเดียวกัน มีชาวปาเลสไตน์มากกว่า 2,300 คนต้องพลัดถิ่นจากการโจมตีของผู้ตั้งถิ่นฐานและข้อจำกัดในการเข้าถึงพื้นที่ โดย OCHA ย้ำว่าประชาชนในดินแดนปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครองต้องได้รับการคุ้มครอง และผู้ก่อเหตุจะต้องถูกนำตัวมารับผิดชอบ

ค่ายกอลันเดียถูกปิดเป็นวันที่สอง

OCHA ระบุว่า ขณะเดียวกัน ในเขตผู้ว่าการเยรูซาเล็ม ชาวปาเลสไตน์หลายพันคนในค่ายผู้ลี้ภัยกอลันเดีย (Qalandia Camp) ยังคงอยู่ภายใต้มาตรการปิดพื้นที่เป็นวันที่สองติดต่อกัน หลังจากกองกำลังอิสราเอลเปิดปฏิบัติการขนาดใหญ่ในพื้นที่

หน่วยงานระบุว่า เจ้าหน้าที่ด้านมนุษยธรรมไม่สามารถเข้าถึงค่ายได้อย่างปลอดภัย ทำให้เกิดความกังวลต่อความปลอดภัยของประชาชน รวมถึงความสามารถในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลฉุกเฉิน บริการสาธารณะ และสถานที่ทำงาน