
บทความจากสื่ออิสราเอลชื่อดังพยายามสร้างวาทกรรมว่า กระแสความไม่พอใจและการประท้วงต่อต้านชาวอิสราเอลและลัทธิไซออนิสต์ในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นกรณีการชุมนุมในภูเก็ตหรือการเคลื่อนไหวหน้าสถานทูตอิสราเอล มิได้เกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้างหรือความขัดแย้งภายในสังคมไทย หากแต่ถูกขับเคลื่อนและชี้นำโดย “โครงสร้างพื้นฐานและเครือข่ายของอิหร่าน” ผ่านชุมชนนิกายชีอะห์และสถาบันการศึกษา
เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2026 Israel Hayom หนังสือพิมพ์ชื่อดังของอิสราเอล ได้ตีพิมพ์บทความหัวข้อ “Iran fuels anti-israel sentiment in Thailand” (อิหร่านโหมกระแสต่อต้านอิสราเอลในไทย) โดยเนื้อหาพยายามชี้นำและสร้างวาทกรรมให้โลกและสังคมไทยเชื่อว่า:
กระแสความไม่พอใจและการตั้งคำถามต่อชาวอิสราเอลที่เกิดขึ้นในประเทศไทย (เช่น การชุมนุมในพื้นที่ท่องเที่ยวอย่างภูเก็ตและการเคลื่อนไหวบนโลกออนไลน์) ไม่ได้มีสาเหตุมาจากปัญหาภายในประเทศ แต่เป็นผลลัพธ์จากการปฏิบัติการเชิงโครงสร้างของ “อิหร่าน” ที่ใช้เครือข่ายทางศาสนาและสถาบันการศึกษาชีอะห์เข้ามาปลุกปั่นและชี้นำจูงจมูกสังคมไทย
บทความดังกล่าวยังได้เจาะจงอ้างอิงถึงบุคคลและองค์กรในประเทศไทย ทั้งผู้นำชุมชนนิกายชีอะห์และสมาคมนักเรียนเก่าไทย-อิหร่าน เพื่อเชื่อมโยงว่าเครือข่ายเหล่านี้คือกลไกที่ทำให้อิหร่านสามารถแผ่อิทธิพลทางความคิดมายังสังคมไทยได้
รายงานฉบับนี้จะพาไปตรวจสอบว่า เบื้องหลังบทความชิ้นนี้มีความจริงมากน้อยเพียงใด และใครคือผู้กุมปากกาที่แท้จริงเบื้องหลังเกมข่าวสารชิ้นนี้ เพราะสิ่งที่ปรากฏอาจไม่ใช่เพียงบทความข่าวธรรมดา หากแต่เป็น “ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (Information Operations – IO)” เต็มรูปแบบ ที่พยายามบิดเบือนความจริงและลดทอนความชอบธรรมของเสียงประชาชนไทย
แกะรอยผู้เขียน – สวมหน้ากากนักข่าว แต่ตัวจริงคือ “นายพันสายลับอิสราเอล”
การทำความเข้าใจน้ำหนักของบทความ จำเป็นต้องตรวจสอบ “แหล่งที่มา” และตัวตนของผู้เขียนบทความเสียก่อน
บทความดังกล่าวเขียนโดย Danny Citrinowicz (ดานี ซิทรินอวิช) ซึ่งหากมองผิวเผินอาจถูกเข้าใจว่าเป็นเพียงนักวิชาการหรือนักวิเคราะห์ตะวันออกกลางทั่วไป แต่เมื่อตรวจสอบประวัติกลับพบว่าเขามีดีกรีเป็นถึง:
- อดีตนายทหารระดับสูงยศพันโท (Lt. Colonel) แห่งกองกำลังป้องกันตนเองอิสราเอล (IDF)
- และเคยดำรงตำแหน่งสำคัญเป็น หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์อิหร่าน ประจำสำนักข่าวกรองทางทหารของอิสราเอล (Aman)
การที่อดีตนายทหารสายข่าวกรองระดับสูงก้าวเข้ามาเขียนบทความที่ชี้นำสถานการณ์ของประเทศอื่น ย่อมทำให้เกิดคำถามว่า ไม่ใช่การรายงานข่าวตามหลักวารสารศาสตร์ที่เป็นกลาง แต่มีลักษณะเป็น “งานปฏิบัติการข่าวสาร (Information Operations – IO)” เต็มรูปแบบ ที่มีเป้าหมายเพื่อควบคุมทิศทางความคิดของสาธารณชน พร้อมเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาที่กำลังส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของอิสราเอลเอง และโยนความผิดให้ชาติคู่ปรปักษ์อย่างอิหร่านรับไปเต็มๆ
กลยุทธ์การบิดเบือนประเด็น (Narrative Shift)
เหตุใดบทความของอดีตนายพันไอโอจึงพยายามดึง “อิหร่าน” เข้ามาเป็นตัวแสดงหลักของเรื่องราวที่เกิดขึ้นในประเทศไทย จากการวิเคราะห์เนื้อหา พบกลยุทธ์สำคัญ 3 ประการที่ถูกนำมาใช้เพื่อกำหนดกรอบความคิดของผู้อ่าน:
1. ลดทอนความชอบธรรมของเสียงประชาชน (Delegitimization)
บทความพยายามปัดตกปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย ไม่ว่า คนไทยที่ออกมาเรียกร้องเรื่องปัญหาทุนต่างชาติ การกว้านซื้อที่ดิน ปัญหาพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวบางกลุ่ม หรือข้อเรียกร้องให้รัฐบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยเหมาเข่งว่าเสียงวิจารณ์เหล่านี้เป็นเพียง “ผลผลิตจากการปลุกปั่นของอิหร่าน”
ผลลัพธ์คือ คนไทยที่ออกมาเคลื่อนไหวถูกลดสถานะจากประชาชนผู้มีเหตุผล กลายเป็นเพียงหุ่นเชิด และ “เครื่องมือทางการเมืองของต่างชาติ”
2. เหมารวมและเชื่อมโยงแบบตีขลุม (Guilt by Association)
บทความดึงชื่อผู้นำศาสนาและสถาบันการศึกษาชีอะห์ในไทย เช่น เครือข่ายของ ไซยิด สุไลมาน ฮุซัยนี และสมาคมนักเรียนเก่าไทย–อิหร่าน มาเชื่อมโยงกับการเคลื่อนไหวบนสื่อสังคมออนไลน์
ทั้งที่การชุมนุมและการเคลื่อนไหวหลักในประเทศไทยมีผู้จัดจากกลุ่มมวลชนและนักเคลื่อนไหวท้องถิ่น เช่น กลุ่มของ สนธิ ลิ้มทองกุล แต่บทความกลับสร้างภาพให้การเคลื่อนไหวทั้งหมดถูกตีความว่า ประเทศไทยกำลังถูกแทรกแซงทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) โดยรัฐบาลเตหะราน
3. การหลบเลี่ยงความรับผิดชอบเชิงจริยธรรมและนโยบาย (Deflection)
แทนที่รัฐบาลหรือสื่ออิสราเอลจะหันกลับมาตั้งคำถามต่อพฤติกรรมของพลเมืองอิสราเอลในต่างประเทศ หรือผลกระทบจากนโยบายสงครามในฉนวนกาซาที่สร้างความสะเทือนใจต่อมนุษยชาติ บทความกลับเลือกใช้สูตรสำเร็จในการสร้างผีดิบ “ภัยคุกคามจากอิหร่าน” มาเป็นกรอบอธิบายหลัก เพื่อดึงความสนใจของสาธารณชนออกจากประเด็นที่สร้างแรงกดดันต่ออิสราเอล และกลบเกลื่อนเสียงวิพากษ์วิจารณ์ด้านมนุษยธรรม
อาการ “เพลี่ยงพล้ำในสงครามข่าวสาร” ของอิสราเอล
การที่บทความชิ้นนี้ถูกเผยแพร่พร้อมๆ กับแรงกระเพื่อมและกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมไทย สะท้อนให้เห็นว่า ทางการอิสราเอลกำลังสูญเสียการควบคุมวาทกรรม (Narrative Control) ในประเทศไทยอย่างหนัก ซึ่งปรากฏผ่านสองมิติสำคัญ
ปฏิบัติการกู้ภาพลักษณ์: ทูตอิสราเอล “เดินสายให้สัมภาษณ์หนักหน่วง”
ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย รวมถึงตัวแทนทางการทูตระดับสูง ได้ออกโรงเดินสายให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศและสื่อไทยอย่างถี่ยิบ เพื่อพยายามปฏิเสธประเด็นความเกลียดชังทางศาสนา (Antisemitism) พร้อมทั้งยอมรับกลายๆ ว่ามี “ช่องว่างทางวัฒนธรรม” และปัญหาพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวบางกลุ่ม
การที่ระดับตัวแทนทางการทูตต้องออกมาแก้เกมรับหน้าอย่างหนักหน่วงเช่นนี้ สะท้อนว่าเสียงวิพากษ์วิจารณ์และความไม่พอใจของคนไทยได้สั่นคลอนภาพลักษณ์ของพวกเขาอย่างรุนแรง จนรัฐบาลเทลอาวีฟนิ่งเฉยไม่ได้
สงครามใต้ดิน: ขบวนการ “อวตาร” และบอท IO โหมกระหน่ำบนโลกออนไลน์
ควบคู่ไปกับการเดินสายของนักการทูต ในพื้นที่โซเชียลมีเดียของไทยกลับพบความผิดปกติครั้งใหญ่ของการใช้ บัญชีอวตารและเครือข่ายบอท ออกมาปฏิบัติการ IO อย่างดุเดือด
เป้าหมายหลักของบัญชีเหล่านี้คือการพยายามกลบเกลื่อนเสียงวิจารณ์เรื่องพฤติกรรมนักท่องเที่ยว, ปัญหาการกว้านซื้อที่ดินในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ (เช่น เกาะพะงันหรือภูเก็ต) และพยายามปัดกวาดปัญหาทั้งหมดให้กลายเป็นวาทกรรม “อิหร่านชี้นำ” เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของสังคมไทยให้ออกห่างจากปัญหาข้อเท็จจริง
ข้อเท็จจริงที่ถูกซ่อน – เสียงที่แท้จริงของสังคมไทย
หากนำบทความของอดีตนายพันไอโอรายนี้มาเทียบเคียงกับบริบทสังคมไทย จะพบความย้อนแย้งอย่างสิ้นเชิงกับสิ่งที่สื่ออิสราเอลพยายามครอบงำความคิด:
ปัญหาปากท้องและกฎหมายคือรากของความไม่พอใจ:
ความไม่พอใจของคนไทยต่อชาวต่างชาติกลุ่มย่อย ไม่ได้มีมิติเรื่องศาสนาอิสลามหรือการเมืองตะวันออกกลางเป็นตัวตั้ง แต่ มาจากปัญหาทุนสีเทา, การแย่งชิงอาชีพ, และการไม่เคารพกฎหมายจารีตประเพณีของคนท้องถิ่น ซึ่งเป็นปัญหาเดียวกับที่เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก (เช่น กรณีในศรีลังกาหรือไซปรัส)
สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของคนไทย:
การที่คนไทยออกมาแสดงความเห็นต่อต้านการกระทำที่รุนแรงในระดับสากล หรือออกมาปกป้องทรัพยากรและที่ดินทำกิน เป็นสิทธิพื้นฐานตามระบอบประชาธิปไตย การที่สื่ออิสราเอลตีตราข้อกังวลเหล่านี้ว่าเป็นเรื่องของความเกลียดชังทางศาสนา (Antisemitism) ถือเป็นการใช้ข้อหาทางศาสนามาปิดปากและปิดกั้นการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางเศรษฐกิจและสังคม
การดูถูกสติปัญญาประชาชน:
การอธิบายว่าคนไทยถูก “อิหร่านจูงจมูก” เท่ากับสมมุติฐานว่าประชาชนไทยไม่มีความสามารถในการคิด วิเคราะห์ และตัดสินใจด้วยตนเอง ทั้งที่ประเทศไทยเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมซึ่งมีพลวัตทางความคิดและข้อถกเถียงของตัวเองมาโดยตลอด
ยิ่งไปกว่านั้น ผลสำรวจความคิดเห็นของ นิด้าโพล ยังสะท้อนว่า ประชาชนไทยกว่าร้อยละ 77 ต้องการให้รัฐบังคับใช้กฎหมายกับชาวต่างชาติที่กระทำผิดอย่างเข้มงวด ซึ่งชี้ให้เห็นว่าความไม่พอใจมีฐานมาจากปัญหาภายในประเทศ มากกว่าจะเป็นการจัดตั้งจากต่างชาติ
อย่าให้วาทกรรมจากสื่อต่างชาติครอบงำความคิดคนไทย
การที่สื่ออิสราเอลพยายามสร้างภาพว่าประเทศไทยกำลังกลายเป็นสนามรบตัวแทนระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน เป็นวาทกรรมที่มีนัยสำคัญและเป็นเรื่องที่อันตราย เพราะมันเปลี่ยนปัญหาความขัดแย้งระดับท้องถิ่นให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเกมภูมิรัฐศาสตร์ระดับโลก และทำให้ประเด็นที่คนไทยกำลังเผชิญจริง ไม่ว่าจะเป็นทุนต่างชาติ การบังคับใช้กฎหมาย หรือผลกระทบต่อชุมชนท้องถิ่น ถูกกลบด้วยเรื่องราวของสงครามตัวแทน
ท้ายที่สุด บทความชิ้นนี้ของ Israel Hayom จึงไม่ได้สะท้อนเพียงมุมมองต่อประเทศไทย หากมันสะท้อน “ความดิ้นรนของฝ่ายความมั่นคงอิสราเอล” ในการช่วงชิงพื้นที่วาทกรรม ด้วยการโยงเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของคนไทยเข้ากับ “ภัยคุกคามจากอิหร่าน”
สังคมไทยจึงควรรู้เท่าทันเกมข้อมูลข่าวสาร ยืนหยัดอยู่บนพื้นฐานของอธิปไตย กฎหมายไทย และข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ โดยไม่ปล่อยให้ประเทศไทยตกเป็นเครื่องมือของสมรภูมิข่าวสารจากมหาอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง.







