สอย “เอฟ 16 อิสราเอล – โดรนอิหร่าน” ชนวนสงครามใหญ่ตะวันออกกลาง??

381
กองกำลังความมั่นคงของอิสราเอลตรวจสอบซากเครื่องบินรบ F-16 อิสราเอล ที่ถูกยิงตก เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2018 © Herzie Shapira / Reuters

สงคราม “ซ่อนเร้น” ระหว่าง “อิหร่าน-อิสราเอล” ดำเนินมาเป็นเวลานานหลายสิบปีแล้ว แต่ขณะนี้ความตึงเครียดเหล่านั้นได้ขยับออกสู่ “ที่แจ้ง” มากขึ้น หลังอิสราเอลยิงโดรนของอิหร่านตกและถล่มฐานทางทหารของอิหร่านลึกเข้าไปในดินแดนซีเรีย ก่อนที่เครื่องบินรบ “เอฟ-16” ของตนจะถูกยิงตกในดินแดนยึดครอง “ที่ราบสูงโกลัน” (Golan Heights)

สถานการณ์ล่อแหลมซึ่งเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน อาจบ่งชี้ถึงพายุหายนะที่กำลังจะมาเยือน  ศัตรูคู่อาฆาตที่สำคัญสุดในตะวันออกกลางจะกระโจนเข้าสู่สงครามโดยตรงและนำพาภูมิภาคนี้เข้าสู่องศาร้อนระอุหรือไม่ นี่เป็นคำถามที่น่าสนใจ!!

เช้ามืดของวันเสาร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2561 ขีปนาวุธจากพื้นสู่อากาศจำนวนหนึ่งจากดินแดนซีเรียถูกยิงขึ้นสู่ท้องฟ้ามืดมิดในพื้นที่แถบชายแดนอิสราเอล-ซีเรีย เป้าหมายคือเครื่องบินรบของอิสราเอลที่รุกล้ำน่านฟ้า ก่อนที่ “เอฟ-16” ลำหนึ่งของอิสราเอลจะถูกสอยร่วงลงมาในที่สุด

เหตุการณ์นี้ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 35 ปี นับตั้งแต่ปี 1982 (พ.ศ.2525) ที่ครื่องบินรบของอิสราเอลถูกยิงตก และได้กอ่ความตึงเครียดระหว่างอิสราเอลและอิหร่านขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เกิดสงครามกลางเมือง 8 ปีของซีเรีย

เห็นได้ชัดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้นับเป็นเรื่องใหญ่ของอิสราเอล และอิสราเอลก็ชี้หน้าไปยังอิหร่านทันทีว่า “เป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง” ต่อเหตุการณ์ดังกล่าว

“นี่เป็นการโจมตีขั้นร้ายแรงของอิหร่านต่อดินแดนของอิสราเอล อิหร่านกำลังลากภูมิภาคนี้ไปสู่อันตรายที่ไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดลงอย่างไร” หัวหน้าโฆษกกองทัพอิสราเอล นายพลจัตวา โรเนน มาเนลิส กล่าวและสำทับว่า “ใครก็ตามที่เป็นผู้รับผิดชอบต่อเหตุการณ์นี้ ก็จะต้องเป็นผู้รับผลกรรมที่ทำไว้”

หลังเอฟ-16 ถูกยิงร่วง นายเนทันยาฮูได้ต่อสายไปยังมอสโก เพื่อพูดคุยกับประธานาธิบดี “วลาดิเมียร์ ปูติน” ซึ่งเป็นผู้อุปถัมภ์ที่สำคัญที่สุดของอัสซาดและได้ลงทุนไปอย่างมากในสงครามกลางเมืองของประเทศนี้

เนทันยาฮูกล่าวว่า เขาพูดกับปูตินเกี่ยวกับเรื่องนี้ และให้คำมั่นว่าจะถล่มคืนให้สาสม “อิหร่านพยายามที่จะใช้ดินแดนซีเรียในการโจมตีอิสราเอลเพื่อเป้าหมายในการทำลายอิสราเอล” เขากล่าว “อิสราเอลถือว่าอิหร่านและกองทัพซีเรียต้องรับผิดชอบในการรุกรานวันนี้ เราจะยังทำทุกอย่างที่จำเป็นเพื่อปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของเรา ”

อย่างไรก็ตามปูตินดูเหมือนจะลังเลที่จะเผชิญหน้ากับอิหร่านซึ่งเป็นพันธมิตรของเขาในซีเรีย รัสเซียซึ่งหนุนหลังอัสซาดและมีกองกำลังทางทหารขนาดใหญ่ในซีเรียได้เรียกร้องให้สองฝ่ายยับยั้งชั่งใจ และดูเหมือนจะวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของอิสราเอลด้วยซ้ำ

“เป็นเรื่องยอมรับไม่ได้อย่างยิ่งที่จะให้มีการก่อภัยคุกคามต่อชีวิตและความมั่นคงเจ้าหน้าที่รัสเซียที่อยู่ในซีเรียตามคำเชิญของรัฐบาลที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อช่วยในการสู้รบกับผู้ก่อการร้าย” กระทรวงการต่างประเทศของรัสเซียกล่าว

ก่อนหน้านี้ไม่กี่วันนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล และคณะรัฐมนตรีได้จัดประชุมประจำสัปดาห์ในเขต “ที่ราบสูงโกลัน” ของซีเรียที่ถูกอิสราเอลยึดครอง ซึ่งหมายถึง “สัญญาณเตือน” ไปยังกลุ่มฮิซบุลเลาะห์แห่งเลบานอนและทหารซีเรีย โดยเฉพาะผู้อุปถัมภ์อย่างอิหร่าน ว่าอย่าได้สร้างความตึงเครียดในภูมิภาคนี้

โดยเนทันยาฮูกล่าวว่า อิสราเอลกำลังเตรียมพร้อมสำหรับ “ทุกสถานการณ์ใดๆ-ที่อาจเกิดขึ้น- และผมขอเตือนว่า อย่าหมายมาลองดีกับเราไม่ว่าผู้ใดก็ตาม”

คำเตือนนี้เกิดขึ้นคล้อยหลังหนึ่งสัปดาห์หลังจากที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของอิสราเอลกล่าวว่า สงครามครั้งใหม่-ของอิสราเอล-กับเลบานอนน่าจะพัวพันกับซีเรียด้วย

“แนวหน้าทางตอนเหนือของอิสราเอลจะขยายไปถึงซีเรีย มันไม่ใช่แค่เลบานอน ผมไม่แน่ใจว่ารัฐบาลซีเรียสามารถต้านทานความพยายามของฮิซบุลเลาะห์ที่จะลากพวกเขาเข้าสู่สงครามกับอิสราเอลได้” อวิกดอร์ ลิเบอร์แมน กล่าว

ที่ผ่านมาอิหร่านซึ่งสาบานว่า “จะทำลายล้างอิสราเอล” ได้ติดอาวุธให้ “ฮิซบุลเลาะห์” ขบวนการต่อต้านอิสราเอลแห่งเลบานอน ด้วยจรวดและขีปนาวุธกว่า 100,000 ลูก นอกจากนี้ยังให้การสนับสนุนอาวุธและเงินทุนให้แก่ “ฮามาส” กลุ่มต่อต้านอิสราเอลแห่งปาเลสไตน์

ขณะที่อิสราเอลก็ไม่ได้อยู่นิ่งเฉย ที่เด่นชัดที่สุดก็คือความพยายามทำลายโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ซึ่งมาจากความกลัวว่าโครงการนี้มีเป้าประสงค์ที่จะมุ่งทำลายอิสราเอล

สงครามกลางเมืองในซีเรีย ได้เคลื่อนย้ายสงครามระหว่างสองคู่อาฆาตออกจากเงามืดสู่ที่แจ้ง หลังอิหร่านส่งทหารและนักรบหลายพันคน รวมทั้งอาวุธและเงินทุนเข้าสู่ซีเรียเพื่อค้ำจุนรัฐบาล “บาชาร์ อัลอัสซาด” นอกจากนั้นอิหร่านยังใช้ซีเรียเป็นศูนย์กลางในการส่งมอบอาวุธชั้นสูงให้ฮิซบุลเลาะห์และฮามาสเพื่อต่อต้านความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ของอิสราเอล

พร้อมกันนั้นมีข่าวว่า อิหร่านเตรียมสร้างโรงงานอาวุธถาวรให้กับฮิซบุลเลาะห์ด้วย ซึ่งกรณีเหล่านี้เป็นเรื่องที่อิสราเอลยอมไม่ได้ เพราะย่อมส่งผลต่อความมั่นคงของอิสราเอลอย่างชัดแจ้ง!!

เพื่อสกัดกั้นและป้องกันปัญหากองทัพอากาศอิสราเอลได้รุกล้ำเข้าโจมตีในประเทศซีเรียมากกว่า 100 ครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตามแถลงการณ์ของอิสราเอล การโจมตีมุ่งเป้าไปที่การจัดส่งอาวุธหรือคลังเก็บอาวุธของฮิซบุลเลาะห์ ราว 1 สัปดาห์ก่อนที่เอฟ-16 จะถูกสอยร่วง เครื่องบินรบอิสราเอลก็เพิ่งบินเข้าไปโจมตีสถานที่ตั้งศูนย์วิจัยทางวิทยาศาสตร์ของซีเรีย แต่แถลงการณ์ของทางการซีเรียระบุว่า “ระบบป้องกันภัยทางอากาศของเราได้สกัดกั้นและทำลายขีปนาวุธส่วนใหญ่ไว้ได้”

ตลอดเวลาที่ผ่านมาส่วนใหญ่ซีเรียไม่ได้ตอบโต้การรุกรานเหล่านี้ อัสซาดคงไม่ต้องการที่จะเปิดแนวรบกับกองทัพที่ทรงประสิทธิภาพและมีเทคโนโลยีชั้นสูงอย่างอิสราเอล ในขณะที่ทางหนึ่งตนกำลังต่อสู้กับฝ่ายต่อต้านเพื่อความอยู่รอด แต่เมื่อเกมในซีเรียเปลี่ยนไปในทางบวกสำหรับเขา รัฐบาลซีเรียได้ชัยชนะทางยุทธศาสตร์สำคัญๆ หลายอย่างเหนือฝ่ายต่อต้านด้วยความช่วยเหลือจากพันธมิตรอย่างรัสเซีย อิหร่าน และฮิซบุลเลาะห์ มาวันนี้ทั้งดามัสกัสและเตหะรานจึงอาจต้องการเปลี่ยนเกม!!

มีความเป็นไปได้ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจเป็นการทดสอบทางทหารอันจะทำให้อิหร่านและประธานาธิบดีบาชาร์รู้สึกมั่นคงและปลอดภัยมากขึ้น

การสอยเครื่องบินรบเอฟ-16 จึงเป็นการเตือนอิสราเอลกลายๆ ว่า หากเกิดสงครามใหญ่ขึ้นมา ตัวแทนของอิหร่านในภูมิภาคอย่างฮิซบุลเลาะห์อาจมี “อาวุธลับ” บางอย่างในการเผชิญหน้ากับอิสราเอล

โฆษกสภาความมั่นคงแห่งชาติของอิหร่านกล่าวว่า คำตอบของซีเรียจากกรณียิงเอฟ-16 ก็คือหมดเวลาแล้วที่จะ “โจมตีแล้วหนี” มันคือ “คำเตือนที่ชัดแจ้งแก่อิสราเอลว่า ยุคสมัยการโจมตีของอิสราเอลในซีเรียสิ้นสุดลงแล้ว” เขาสาบานว่า “จะตอบโต้อย่างไม่หยุดยั้ง” ต่อ “การรุกราน” ทั้งหมด

ขณะที่ฮิซบุลเลาะห์ ก็ออกมากล่าวว่า การโจมตีเครื่องบินรบเอฟ-16 ของอิสราเอลโดยระบบป้องกันทางอากาศของซีเรียนับเป็น “จุดเริ่มต้นของยุทธศาสตร์ใหม่” ซึ่งจะ “จำกัด” การละเมิดน่านฟ้าซีเรียของอิสราเอล

ฮิซบุลเลาะห์ระบุในแถลงการณ์ยกย่อง “การเฝ้าระวังของกองทัพซีเรียและการตอบโต้ที่กล้าหาญในการยิงเครื่องบินอิสราเอลที่มุ่งร้าย”

“พัฒนาการในวันนี้ หมายถึงสมการเก่าได้สิ้นสุดลงอย่างเป็นรูปธรรม” แถลงการณ์กล่าวและเสริมด้วยว่า ฮิซบุลเลาะห์แห่งเลบานอนพร้อมสนับสนุนชาวซีเรียอย่างแน่วแน่และเต็มที่ในการปกป้องดินแดนอำนาจอธิปไตย และสิทธิอันชอบธรรมของพวกเขา

ในขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่อาวุโสของ “ฮามาส” ขบวนการต่อต้านอิสราเอลแห่งปาเลสไตน์ กล่าวว่า เพื่อนร่วมรบของเขาและประชาชาติปาเลสไตน์นั้นยืนเคียงข้างซีเรียในการเผชิญหน้ากับการกระทำล่าสุดของอิสราเอลในการรุกรานประเทศอาหรับแห่งนี้

“เราชื่นชมการตอบโต้ของซีเรียต่อการรุกรานของอิสราเอล เรายืนยันว่าปาเลสไตน์นั้นยืนเคียงข้างซีเรียในการเผชิญหน้ากับการย่างก้าวที่ไม่เป็นมิตรเช่นนี้” อิสมาอีล รัดวาน (Ismail Radwan) กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวกุดส์เพรส (Quds Press) ของอาหรับเมื่อวันเสาร์ (10 ก.พ.60)

นอกจากนี้เขายังประณามการโจมตีของอิสราเอลต่อซีเรีย โดยเน้นย้ำว่า ดามัสกัสมีสิทธิที่จะป้องกันตนเองจากการโจมตีของอิสราเอล

อันที่จริง เหตุการณ์ยิงโดรนอิหร่านและเอฟ-16 ของอิสราเอลในครั้งนี้ กล่าวได้ว่า สงครามไม่ใช่ใกล้จะเริ่ม แต่ในความเป็นจริงคือได้ “เริ่มต้น” ไปแล้ว เพราะต่างฝ่ายล้วนก้าวข้าม “เส้นแดง” กันไปแล้วทั้งสิ้น เพียงแต่การจะยกระดับไปสู่สงครามที่บานปลายหรือหยุดยั้งไว้ในระดับที่เป็นอยู่ นั่นก็อยู่ที่ว่าภายใต้เงื่อนไขใด??

แน่นอนว่า ยุทธศาสตร์อิหร่านนั้นต้องการปักหลักในซีเรีย เพื่อเชื่อมเส้นทางโลจิสติกส์สายตรง “จากอิหร่าน-ผ่านอิรักและซีเรีย มู่งสู่เลบานอน”  อันจะทำให้ศักยภาพทางทหารของตนไปจ่อคอยอิสราเอลถึงหน้าประตูบ้าน ขณะที่อิสราเอลก็แน่นอนว่าจะไม่ยอมทนต่อการปรากฏตัวของอิหร่านในซีเรีย

ในสถานการณ์ปัจจุบันที่ซีเรียและพันธมิตรสามารถกวาดล้างฝ่ายต่อต้านและไอซิสจนโงหัวไม่ขึ้น อันทำให้สถานะของบาชาร์ อัสซาดหวนคืนสู่เสถียรภาพ จึงย่อมส่งผลดีต่อยุทธศาสตร์ของอิหร่านที่วางไว้ กระนั้น หากอิหร่านย่างก้าวด้วยความมั่นใจ “มากเกินไป” ก็อาจทำให้อิสราเอลต้องทำอะไรบางอย่างที่มี “ความเสี่ยง” ได้เช่นกัน

และถ้าอิสราเอลเลือกใช้ปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านโดยตรงในซีเรีย ก็อาจผลักดันให้อิหร่านต้องส่งสัญญาณเพิ่มเติม  ซึ่งนั่นจะกลายเป็นชนวนที่นำไปสู่การเผชิญหน้าโดยตรงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ในวันนี้ต้องยอมรับความจริงพื้นฐานที่ว่า อิสราเอลยังคงเป็นกองทัพที่เข้มแข็งที่สุดในภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะศักยภาพทางอากาศและข่าวกรองของพวกเขา ซึ่งเห็นได้ชัดเจนตลอดมา แม้แต่ในเหตุการณ์ครั้งนี้ ที่สามารถสอยโดรนและถล่มที่ตั้งทางทหารของอิหร่านในซีเรียนับสิบจุด

แต่ในความเป็นจริง อิสราเอลก็ไม่ต้องการนำพาตัวเองไปสู่การเผชิญหน้าทางทหารโดยตรงกับ “กองทัพไตรภาคี” อย่าง “อิหร่าน ฮิซบุลเลาะห์ และซีเรีย” อย่างน้อยสุดก็ไม่ใช่ในตอนนี้ เพราะเป็นที่ชัดเจนสำหรับผู้บัญชาการทหารของอิสราเอลว่า หากมีการทำสงครามขึ้นมา อิสราเอลก็จะต้องเผชิญกับแนวรบสองด้าน -ซีเรียและเลบานอน- ที่สำคัญคือคลังแสงขนาดใหญ่ของฮิซบุลเลาะห์ที่มีจรวดและขีปนาวุธมากกว่า 100,000  ลูก ซึ่งแน่นอนว่าจะทำให้ประชากรของอิสราเอลต้องประสบกับหายนะและเคราะห์กรรมที่หนักหน่วง ไม่ว่าผลลัพธ์ของสงครามจะออกมาเช่นไร

ความหวาดกลัวของอิสราเอลได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนใน “กระบวนการตัดสินใจ” ยิงโดรนของอิหร่าน ที่ได้เลือกยิงในดินแดนอิสราเอลไม่ใช่ซีเรีย

อิสราเอลรู้ล่วงหน้าแล้วว่า อิหร่านจะเริ่มปฏิบัติการบินโดรน ดังนั้นจึงติดตามโดรนลำนี้ตั้งเริ่มออกจากฐาน แต่อิสราเอลไม่ได้ยิงมันในน่านฟ้าของซีเรียหรือจอร์แดน กลับเลือกเวลายิงตอนที่โดรนบินเข้ามาในดินแดนอิสราเอล นั่นเพื่อไม่เปิดช่องให้อิหร่านใช้เป็นเหตุผลในการ “แก้แค้น”

และอิหร่านก็เช่นกัน หลังโดรนตนเองถูกยิงตก อิหร่านไม่ได้ออกมายอมรับว่าตนเป็นผู้ยิงขีปนาวุธโจมตีเครื่องบินรบของอิสราเอลที่บินเข้ามาในน่านฟ้าซีเรีย แต่บอกว่า “คนยิงคือทหารซีเรีย”

อิหร่านยังออกมาปฏิเสธด้วยว่าโดรนที่ถูกยิงไม่ใช่ของตน พร้อมบอกด้วยว่า ที่อิสราเอลพูดว่าโดรนที่ถูกยิงตกเป็นของตนนั้นเป็นเรื่อง “โกหก” เตหะรานยังอ้างด้วยว่า โดรนถูกยิงในซีเรียไม่ใช่ในอิสราเอล

ปฏิกิริยาทั้งหมดนี้เป็นหลักฐานว่า ทั้งเตหะรานและเทลอาวีฟ ก็กำลัง “ยับยั้งชั่งใจ” เพื่อป้องกันสถานการณ์ไม่ให้ลุกลามไปสู่จุดที่ไม่พึงประสงค์ กล่าวได้ว่า อันที่จริงทั้งสองฝ่ายยังคงพยายามสู้เพื่อรักษายุทธศาสตร์และผลประโยชน์ของตนโดยไม่ให้ถูกลากเข้าสู่สงครามโดยตรง

กระนั้น ผู้เล่นในตะวันออกกลางบางครั้งก็ไม่สามารถคาดการณ์ได้ ประวัติศาสตร์หลายๆ ครั้งของพวกเขา แสดงให้เราเห็นว่าบางครั้งสงครามก็ขยายลุกลามออกไป เนื่องจากการคำนวณที่ผิดพลาดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่าย ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น ในกรณี “อิหร่าน-อิสราเอล” นี้ ก็อาจสร้างความระส่ำระส่ายไม่ใช่เฉพาะแค่ภูมิภาคตะวันออกกลางเท่านั้น แต่เป็นทั้งโลกที่จะได้รับผลกระทบจากสงครามใหญ่ที่เกิดขึ้น!!