6 เรื่องเกี่ยวกับ “ซีเรีย” ที่สื่อกระแสหลัก “โกหก-ปกปิด” คุณ!!

431

6 ข้อนี้เป็นเพียงส่วนน้อยนิดจากการ “โกหก” และ “ปกปิด” ที่เลวร้ายซึ่งชาติตะวันตกและสื่อกระแสหลักกระทำต่อรัฐบาลซีเรียตลอดระยะ 7 ปีของสงครามกลางเมือง เป้าหมายเพื่อให้คนทั่วโลกมีมุมมองที่ผิดพลาดเกี่ยวกับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในประเทศอาหรับแห่งนี้ เช่นเดียวกับในกรณีของสงครามที่นำโดยสหรัฐฯ ก่อนหน้า ทั้งต่อยูโกสลาเวีย อิรัก และลิเบีย

1. ความขัดแย้งในซีเรียเป็น “ความผิด” ของอัสซาด “เผด็จการ” ที่โหดเหี้ยม

สื่อกระแสหลักอธิบายจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งรุนแรงในซีเรีย ว่า ”มูลเหตสำคัญ” มาจาก “บาชาร์ อัสซาด” ที่ เป็น “เผด็จการชั่วร้าย” ได้ใช้ “ความรุนแรง” ปราบปรามประชาชนที่ลุกขึ้นมา “ประท้วงอย่างสันติ” ในเดือนมีนาคม 2011 

“อัสซาดเผด็จการที่โหดเหี้ยม ใช้ความรุนแรงปราบปรามประชาชน ที่ประท้วงอย่างสันติ” นี่เป็นคีย์เวิร์ดสำคัญที่ทุกสื่อกระแสหลักกล่าวถึงและตอกย้ำอยู่ตลอดเวลาเมื่อนำเสนอข่าวความขัดแย้งในซีเรีย

ขณะที่ความจริงก็คือ การประท้วงต่อต้านอัสซาดที่อ้างว่าสนับสนุนประชาธิปไตยอย่างสงบนั้น ถูก “ไฮแจ็ค” ไปตั้งแต่ในช่วงเริ่มต้น การประท้วงกลายเป็นความมุ่งมั่นที่จะ “กระตุ้น” ทางการซีเรียให้ “ตอบโต้ด้วยความรุนแรง” 

ในเมืองดาร่า (Dara) เมืองชายแดนที่ซึ่งความขัดแย้งถูกจุดติดเป็นที่แรกๆ เจ้าหน้าที่ตำรวจ 7 นายถูกสังหาร สำนักงานใหญ่ของพรรคบาธและศาลถูกผู้ชุมนุมจุดไฟเผาวอด

ในเดือนแรกของความโกลาหล มีทหารของรัฐบาลไม่น้อยกว่า 80 คนถูกสังหาร

อัสซาดเผชิญหน้ากับการจลาจลที่ใช้ความรุนแรงต่อต้านรัฐซีเรียโดยผู้ก่อการร้ายหลายคนมาจากต่างประเทศ เขาต้องปล่อยให้ “กบฏ” ที่ต่างชาติสนับสนุนเหล่านั้นเข้ายึดอำนาจหรือ? 

คำถามที่เราต้องถามก็คือ รัฐบาลสหรัฐฯ หรือชาติตะวันตกจะทำอย่างไรหากต้องเผชิญกับการจลาจลอย่างรุนแรงโดยกลุ่มกบฏที่ได้รับการสนับสนุนจากต่างชาติ ซึ่งกำลังสังหารเจ้าหน้าที่รัฐของสหรัฐฯ และเผาอาคารของรัฐบาล การตอบโต้ของสหรัฐฯ อาจจะไร้ความปรานีมากกว่าที่รัฐบาลของซีเรียกระทำเสียอีกกระมัง

2. บาชาร์ อัสซาด ได้รับการสนับสนุนเพียงน้อยนิดจากประชาชนซีเรีย??

ประเทศใดก็ตามที่ตกเป็นเป้าการถูก “ล้มระบอบการปกครอง” โดยสหรัฐฯ ผู้นำของประเทศนั้นๆ ก็มักจะถูกทำให้กลายเป็นคน “ไร้ความชอบธรรม”

อัสซาดถูกระบุว่า เป็นผู้นำที่ไม่ได้รับความนิยมจากประชาชน แต่ที่เขายังคงอยู่ในอำนาจเพราะเขาเป็น “เผด็จการที่โหดเหี้ยม”

กระนั้นไม่ว่าตะวันตกจะกล่าวอย่างไรก็ตาม แต่มีหลักฐานมากมายว่า ประชาชนซีเรียยังคงสนับสนุนเขาอย่างท่วมท้น

ผลการสำรวจในช่วงต้นปี 2012 พบว่า “ร้อยละ 55” ของชาวซีเรียต้องการให้ประธานาธิบดีของพวกเขาอยู่ในตำแหน่งต่อไป “โจนาธาน สตีล” ผู้สื่อข่าวชาวอังกฤษที่รู้จักซีเรียดีจากเดอะ การ์เดี้ยน ได้เขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้ในชื่อ ‘ชาวซีเรียส่วนใหญ่สนับสนุนประธานาธิบดีอัสซาด แต่คุณจะไม่ได้รู้เรื่องเช่นนี้จากสื่อตะวันตก’ (Most Syrians back President Assad, but you’d never know from western media)

ในปี 2014 อัสซาดได้รับชัยชนะในการสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีอย่างท่วมท้น

ข้อพิสูจน์สำคัญว่าอัสซาดได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวางจากประชาชนชาวซีเรียก็คือเขายังอยู่ใน “อำนาจ” หลังจากสงครามผ่านมาถึง 7 ปีแล้วก็ตาม 

มันน่าแปลกใจริงหรือ?? ที่ประชาชนซีเรียจะชมชอบการปกครองแบบรัฐฆราวาส “ซึ่งสิทธิของสตรีและชนกลุ่มน้อยทางศาสนาทั้งหมดได้รับการปกป้อง” มากกว่าเมื่อเทียบกับ “หลักการสุดโต่ง” ของไอซิสผู้บ้าคลั่งและญิฮาดิสต์หัวรุนแรง

3.ความขัดแย้งในซีเรียเป็นเรื่อง “นิกายซุน-ชีอะห์” ในอิสลาม

“นี่เป็นความขัดแย้งระหว่างซุนนีกับชีอะห์/อะลาวี” หรือ “ความขัดแย้งในซีเรียมาจากการกดขี่ของผู้ปกครองชีอะห์/อะลาวี ที่มีต่อประชาชนซุนนี” เรื่องเล่าทำนองนี้ถูกโหมกระพือในสื่อตะวันตกและนักวิชาการมุสลิมหลายคน โดยไม่สนใจข้อเท็จจริงที่ว่าชาวมุสลิมซุนนีไม่เพียงแต่ทำงานในระบบราชการของซีเรียอยู่เป็นจำนวนมากเท่านั้น แต่ชาวซุนนียังดำรงตำแหน่งสำคัญทั้งในกองทัพและในรัฐบาลซีเรีย

ประชากรซีเรียประมาณ 74 เปอร์เซนต์เป็นมุสลิมซุนนี ดังนั้นมีความเป็นไปได้หรือถ้าทุกคนหรือส่วนใหญ่จากมุสลิมซุนนีต่อต้านประธานาธิบดีอัสซาดแล้วเขาจะยังคงอยู่ในอำนาจหลังเกิดสงครามมาแล้วถึง 7 ปี

ความจริงก็คือรัฐบาลซีเรียได้รับการสนับสนุนจากชาวซีเรียส่วนใหญ่ทั้งซุนนีและชีอะห์ รวมทั้งคริสตศาสนิกชน เว็บไซต์วิกิลีกส์ชื่อดังเคยแฉว่า “สหรัฐฯ พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อใช้ประโยชน์จากความแตกแยกและส่งเสริมความตึงเครียดนี้”

ในปี 2016 “วิลเลียม โรเบิร์ก” (William Roebuck) อุปทูตสหรัฐประจำกรุงดามัสกัส ได้ระบุถึง “การกระทำที่เป็นไปได้” เพื่อบ่อนทำลายความมั่นคงรัฐบาลซีเรีย ก็คือ “การเล่นกับความกลัวของซุนนีที่มีต่ออิหร่าน”

“การแบ่งแยกแล้วพิชิต” เป็นยุทธศาสตร์ที่จักรวรรดิต่างๆ ได้ใช้มานานแล้ว ซึ่งจักรวรรดิอเมริกาก็ใช้วิธีไม่ต่างกัน

4. ตะวันตกอยู่ฝั่ง “คนดี” ในประเทศซีเรีย

ความจริงก็คือชาติตะวันตกไม่ได้ต่อสู้กับ “ผู้กอการร้าย” ในประเทศซีเรีย แต่ช่วยเหลือมัน 

ที่ชัดเจนคือ “กบฏสายปานกลาง” ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐ สหราชอาณาจักรและพันธมิตรได้ก่ออาชญากรรมที่น่าสยดสยองมากมาย ซึ่งแน่นอนว่าจะถูกจัดประเภทเป็น “การก่อการร้าย” ทันทีหากพวกเขากระทำในประเทศตะวันตกหรือในประเทศที่เป็นพันธมิตรของตะวันตก 

เช่นเดียวกับการก่อการร้ายจาก “กลุ่มไอซิส” นั้น เราได้รู้จากเอกสารข้อมูลลับของสหรัฐฯ ที่ไม่เป็นความลับอีกต่อไปจากปี 2012 ว่าสหรัฐสนับสนุนไอซิสเพื่อก่อตั้งอาณาจักร “ซาลาฟี” (Salafist) ขึ้นในซีเรียตะวันออก ซึ่งจะ “เสริมอำนาจให้ฝ่ายต่อต้าน” รวมทั้ง ” แบ่งแยกระบอบการปกครองของซีเรีย ”

5. แหล่งข่าวหลักของสื่อตะวันตกในความขัดแย้งซีเรียคือ “ร้านเสื้อยืด” ในโคเวนทรี ประเทศอังกฤษ

นี่ไม่ใช่เรื่องตลก! ถ้าคุณติดตามข่าวความขัดแย้งซีเรีย คุณต้องเคยได้ยินสื่อกระแสหลักอ้างถึงองค์กรที่เรียกว่า “องค์กรสังเกตการณ์เพื่อสิทธิมนุษยชนซีเรีย” (Syrian Observatory for Human Rights – SOHR) 

สิ่งที่เรียกว่า “องค์กรสังเกตการณ์ฯ” นี้ดำเนินการโดยชายคนหนึ่งในบ้านของเขาในเมืองโคเวนทรี ประเทศอังกฤษซึ่งตั้งอยู่ห่างออกไปหลายพันไมล์จากความขัดแย้งในซีเรีย แต่ยังเป็นที่ยกย่องและเชื่อถือจากบรรดาสื่อตะวันตกชื่อดัง (เช่น บีบีซี รอยเตอร์ เดอะการ์เดี้ยน ฯลฯ)

 ชายคนนี้ทำงานสังเกตการณ์เรื่องสิทธิมนุษยชนซีเรียจาก “ร้านเสื้อยืด” ที่เขาเป็นเจ้าของซึ่งตั้งอยู่ริมถนน และเขาเป็นผู้ที่ต่อต้านอย่างสุดตัวต่อประธานาธิบดีซีเรีย

6. ซีเรียดินแดนแห่งพหุวัฒนธรรมในตะวันออกกลาง

เรื่องสำคัญที่สื่อตะวันตกพร้อมใจกันละเลยไม่พูดถึง ก็คือการที่ซีเรียเป็นรัฐฆราวาสที่ชนกลุ่มน้อยทางศาสนาได้รับการปกป้องและมีอิสระปฏิบัติตามความเชื่อของตน

แม้อิสลามมีอิทธิพลต่อทุกด้านของชีวิตชาวซีเรีย และรัฐธรรมนูญระบุว่าประธานาธิบดีของซีเรียต้องเป็นชาวมุสลิม แต่รัฐธรรมนูญก็รับรองเสรีภาพในการนับถือศาสนา

ซีเรียไม่มีศาสนาประจำชาติ หรือศาสนาทางการ

นานหลายศตวรรษแล้วที่ซีเรียได้รับการหลอมรวมทางศาสนาและชาติพันธุ์

ที่นี่การแต่งงานกันระหว่างผู้คน 2 ศาสนา “อิสลามและคริสต์” เป็นเรื่องธรรมดามากกว่าที่คุณคิด (แต่ตั้งแต่สงครามปะทุก็มีอุปสรรคมากขึ้น)

ประชากรซีเรียประมาณ 74 เปอร์เซ็นต์เป็นมุสลิมซุนนี ส่วนมุสลิมชีอะห์ (รวมทั้งอะลาวี และอิสมาอีลียะห์) มีประมาณ 13 เปอร์เซ็นต์ คริสตศาสนิกชนกลุ่มต่างๆ 10 เปอร์เซ็นต์ และดรูซ 3  เปอร์เซ็นต์ ส่วนชุมชนชาวยิวมีอยู่ในประเทศซีเรียมานานหลายศตวรรษแล้ว แต่ทุกวันนี้มีจำนวนน้อยมาก

ก่อนสงครามกลางเมืองจะปะทุขึ้นมาทุกศาสนิกชนจากทุกศาสนาอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข กล่าวได้ว่าซีเรียคือหนึ่งในดินแดนตะวันออกกกลางที่มีความเป็นพหุวัฒนธรรมมากที่สุดโดยความเชื่อความศรัทธาของทุกศาสนาได้รับการปกป้อง

แต่ทำไมเรื่องนี้ไม่ถูกกล่าวถึงในสื่อกระหลัก??

นั่นก็เพราะจะเป็นภาพเปรียบเทียบที่ชัดเจนกับสิ่งที่กลุ่มไอซิสและญิฮาดิสต์หัวรุนแรงได้ก่ออาชญากรรมต่อชนกลุ่มน้อยต่างๆ ทั้งในซีเรียและอิรัก!!