ชีวิตฉันอยู่ในอันตราย! สาวซาอุฯ วัย 18 ที่ถูกกักตัวสนามบินสุวรรณภูมิ ขังตัวเองในโรงแรม เบรกไทยส่งกลับ

288
ราฮาฟ โมฮัมหมัด อัลกูนูน สาวซาอุฯ วัย 18 ที่กล่าวว่าเธอกำลังหนีออกจากประเทศและครอบครัวของเธอในห้องหนึ่งในกรุงเทพ ในภาพนี้ถ่ายจากวิดีโอที่ได้จากโซเชียลมีเดีย [@rahaf84427714 via Reuters]

หญิงสาวซาอุดิอาระเบียวัย 18 ปีที่ถูกกักตัวที่สนามบินสุวรรณภูมิ กรุงเทพฯ ซึ่งเธอกล่าวว่าหนีการทารุณกรรมจากครอบครัวได้ใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อขอความช่วยเหลือและป้องกันไม่ให้ถูกเนรเทศโดยทางการไทย อัลจาซีรารายงาน

ราฮาฟ โมฮัมหมัด อัลกูนูน กล่าวว่า เธอหนีออกจากคูเวตในขณะที่ครอบครัวของเธอเดินทางมายังประเทศในแถบอ่าวเปอร์เซียแห่งนี้ และวางแผนที่จะเดินทางจากประเทศไทยไปยังออสเตรเลียเพื่อหาที่ลี้ภัย เธอบอกว่า ถูกควบคุมตัวหลังจากออกจากเครื่องบินในกรุงเทพฯ และบอกว่าเธอจะถูกส่งตัวกลับไปยังคูเวต

ในวันจันทร์ 7 ม.ค. ราฮาฟได้เผยแพร่รูปภาพตัวเธอเองบนทวิตเตอร์ ขณะถูกขังอยู่ในห้องพักของโรงแรมที่สนามบิน ซึ่งเธอถูกกักตัวไว้ตั้งแต่เดินทางมาถึงเมื่อวันอาทิตย์ (6 ม.ค.) โดยเจ้าหน้าที่และตำรวจรวมตัวกันที่ด้านนอกประตูเพื่อพาเธอไปที่เครื่องบินที่จะพาเธอกลับไปที่คูเวต

ราฮาฟขอให้หน่วยงานผู้ลี้ภัยของสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชซีอาร์) ช่วยเหลือเธอ

“ฉันจะไม่ออกจากห้องจนกว่าฉันจะเห็นเจ้าหน้าที่ยูเอ็นเอชซีอาร์” เธอกล่าวในวิดีโอที่โพสต์บนทวิตเตอร์ “ฉันต้องการลี้ภัย”

องค์กรสิทธิมนุษยชน “แอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล” ออกแถลงการณ์ในวันจันทร์ (7 ม.ค.)ว่า การริบหนังสือเดินทางโดยพลการนั้น “ละเมิดสิทธิเสรีภาพในการเดินทาง” องค์กรสิทธิฯ ยังกล่าวอีกว่า สำนักข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชซีอาร์) ได้ร้องขอการเข้าถึงราฮาฟ ซึ่งทางการไทยยังไม่ได้เปิดช่องให้

“ทางการไทยมีข้อผูกพันตามข้อห้ามทั่วไป ที่จะไม่เคลื่อนย้ายบุคคลไปยังสถานที่ใดๆ ที่พวกเขาจะต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่แท้จริงจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ราฮาฟมีสิทธิที่จะได้รับการปกป้องอย่างยุติธรรมและมีประสิทธิภาพต่อการถูกเนรเทศ และได้รับการปกป้องจากนานาชาติ” ซามาห์ ฮาดีด (Samah Hadid) ผู้อำนวยการฝ่ายตะวันออกกลางของแอมเนสตี้ฯ กล่าวในแถลงการณ์

ราฮาฟถูกควบคุมตัวหลังจากที่เธอออกจากเที่ยวบินในกรุงเทพ และมีกำหนดจะถูกส่งกลับไปยังสายการบิน คูเวต เที่ยวบิน 412 ออกจากเมืองหลวงของไทยเวลา 11.15 น. ในวันจันทร์นี้

เธอกล่าวว่าเดิมทีเธอวางแผนที่จะใช้เวลาสองสามวันในประเทศไทยซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับการรักษาทางการแพทย์ ดังนั้นการกระทำของเธอจะไม่สร้างความสงสัยเมื่อเธอออกจากคูเวต

“เมื่อฉันลงจอดที่สนามบิน มีคนมาและบอกว่าเขาจะดำเนินการขอวีซ่าไทย แต่เขาเอาพาสปอร์ตของฉันไป เขากลับมาพร้อมกับสิ่งที่ดูเหมือนว่าเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสนามบิน และบอกว่าพ่อแม่ของฉันคัดค้านและบอกว่าฉันต้องกลับซาอุฯ ผ่านสายการบินคูเวต “เธอบอกสำนักข่าวรอยเตอร์

คำกล่าวอ้างของเธอว่าหนังสือเดินทางของเธอถูกยึดได้รับการสนับสนุนจากองค์กรสิทธิมนุษยชนฮิวแมนไรตส์วอตช์ (HRW)

เธอบอกว่าเธอพยายามหนีครอบครัวของเธอ ซึ่งเธอกล่าวหาว่า ทำร้ายร่างกายและจิตใจของเธอ

ราฮาฟกล่าวว่าเธอมั่นใจว่าเธอจะถูกจำคุกถ้าถูกส่งตัวกลับ

“ครอบครัวของฉันเข้มงวดและขังฉันไว้ในห้องเป็นเวลาหกเดือนเพื่อตัดผมของฉัน” เธอกล่าว

“ฉันแน่ใจร้อยเปอร์เซนต์ว่าพวกเขาจะฆ่าฉันทันทีที่ออกจากคุกซาอุดิอาระเบีย” เธอกล่าวพร้อมเสริมว่า เธอ “กลัว” และ “สูญเสียความหวัง”

ยูเอ็นเอชซีอาร์กล่าวว่า ตามหลักการห้ามผลักดันกลับ (the principle of non-refoulement) ผู้ขอลี้ภัยไม่อาจถูกส่งตัวกลับไปยังประเทศต้นทางได้หากพวกเขากลัวว่าชีวิตของพวกเขาจะถูกคุกคาม

“หน่วยงานผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติได้ติดตามพัฒนาการนี้อย่างใกล้ชิด และพยายามหาทางเข้าถึงจากทางการไทยเพื่อพบกับ ราฮาฟ โมฮัมหมัด อัลกูนูน เพื่อประเมินความต้องการการคุ้มครองระหว่างประเทศของเธอ” แถลงการณ์ระบุตามรายงานของอัลจาซีรา

นายเกออร์ค ชมิดท์ เอกอัครราชทูตเยอรมันประจำประเทศไทยได้เขียนลงในทวิตเตอร์ว่า เขามี “ความกังวลอย่างมาก” สำหรับกรณีของราฮาฟ และได้ติดต่อกับทางการไทยและสถานทูตของประเทศอื่นเกี่ยวกับสถานการณ์ของเธอ

ราฮาฟถูกกักไม่ให้เข้ามาในประเทศไทยเมื่อเธอบินจากคูเวตเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองของประเทศไทยกล่าวกับเอเอฟพี

“เธอไม่มีเอกสารเพิ่มเติมเช่นตั๋วไปกลับหรือเงิน” เขากล่าวและว่า ขณะนี้ราฮาฟอยู่ในโรงแรมสนามบิน

“เธอหนีออกมาจากครอบครัวเพื่อเลี่ยงการแต่งงาน และเธอกังวลว่าเธออาจมีปัญหาหากกลับไปยังซาอุดิอาระเบีย เราได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปดูแลเธอแล้วตอนนี้” เขากล่าว

จนถึงวันจันทร์นี้ไทยยังยืนยันว่า ราฮาฟจะถูกเนรเทศออกนอกประเทศ

ฟิล โรเบิร์ตสัน รองผู้อำนวยการองค์กรฮิวแมนไรตส์วอตช์ฝ่ายเอเชีย ได้ประณามการกระทำของเจ้าหน้าที่ไทย

“ประเทศแบบไหนกันที่อนุญาตให้นักการทูตเดินไปรอบๆ ส่วนที่ปิดของสนามบินและยึดหนังสือเดินทางของผู้โดยสารได้?” เขากล่าว

ขณะที่ มิเชล เพจ รองผู้อำนวยการฝ่ายตะวันออกกลางของฮิวแมนไรตส์วอตช์ ก็กล่าวในแถลงการณ์เช่นกันว่า “ทางการไทยควรหยุดการเนรเทศโดยทันที และอนุญาตให้เธอเดินทางไปออสเตรเลียต่อ หรืออนุญาตให้เธออยู่ในประเทศไทยเพื่อขอความคุ้มครองในฐานะผู้ลี้ภัย”

ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนเมษายน 2560 ดีนา อาลี เลสลูม หญิงชาวซาอุดิอาระเบียอีกหนึ่งคนก็ถูกยับยั้งการเดินทางในฟิลิปปินส์ เมื่อเธอพยายามหนีครอบครัวของเธอ

เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของสายการบินบอกกับนักกิจกรรมว่า ได้ยินดีนา “กรีดร้องและขอความช่วยเหลือ” ขณะที่ผู้ชายคนหนึ่งหิ้วตัวเธอ “ที่ถูกเทปพันที่ปากเท้าและมือ” ที่สนามบิน

ล่าสุด เมื่อเวลา 18.11 ที่ผ่านมาของวันนี้ (จันทร์) โซเฟีย แมคนีล ผู้สื่อข่าวของเอบีซีนิวส์ ได้ทวีตว่า สหประชาชาติสามารถพบกับราฮาฟได้แล้ว “สหประชาชาติมาถึงแล้ว พวกเขากำลังสัมภาษณ์ราฮาฟ และให้สัญญาว่าเธอจะอยู่ในความดูแลของพวกเขา และตอนนี้เธอปลอดภัยแล้ว นี่คือสิ่งที่พวกเขาสัญญา”