ชัดเจนแล้ว “บิ๊กตู่” ลงเล่นการเมือง โวไม่กลัวเปลืองตัว

34

เอาแน่ “บิ๊กตู่” พูดชัดเตรียมลงเล่นการเมือง ลั่นไม่กลัวเปลืองตัว อู้อี้นั่งบัญชีนายกฯเบอร์ 1 พปชร. อ้างขอดูนโยบายก่อน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดมหกรรมสร้างการตระหนักรู้ต่อยุทธศาสตร์ชาติ “อนาคตไทย อนาคตเรา : Our Country Our Future” ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ ว่า ในประเด็นการเมือง นโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ ที่ออกมาก็ไม่พ้นสิ่งที่รัฐบาลได้ทำไปแล้ว แต่เขาจะทำให้มากขึ้นใช้เงินให้มากขึ้นจากจะให้ 600 บาท ให้ 800 บาท จะเอาเงินที่ไหนมาให้

ส่วนนโยบายประชารัฐของรัฐบาล ซึ่งไปพ้องกับชื่อของพรรคการเมือง พรรคดังกล่าวมาที่หลังรัฐบาลไม่ใช่หรือ ขอยืนยันว่าไม่เกี่ยวกัน การทำงานในนโยบายของประชารัฐทำกันมานานแล้ว ทางนักการเมืองก็ไปหาชื่อให้มันสอดคล้อง อย่างพรรค ทษช. (ไทยรักษาชาติ ) สื่อก็รู้ว่าตั้งมาอย่างไร แล้วตัวย่อมาจากอะไร อย่างไรก็ตาม ในเมื่อพรรคการเมืองทุกพรรคต้องการที่จะเป็นรัฐบาล ต้องการบริหารราชการแผ่นดิน ทุกคนก็ต้องดูว่ารัฐบาลทำอะไรไปแล้วบ้าง ทำไมจะต้องเลิกของเก่ากันหมดเลยหรือ อะไรที่ดีก็ต้องทำต่อ ไม่ใช่ว่าอะไรที่เกิดในรัฐบาลก่อนต้องเลิกหมดมันไม่ใช่

ผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุใดนายกฯ ถึงพูดว่ามีคนไม่พอใจทหารบ่อยในช่วงนี้ มันมีกระแสมากขนาดนั้นเลยหรือ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า มี ทุกพรรครุมทหารหมดนั้นแหละ กลายเป็นต่อสู้ระหว่างพรรคทหารกับพรรคประชาธิปไตย สื่อก็รู้อยู่ ทำไมต้องต่อสู้กันเอง เลิกเสียทีการเมืองแบบนี้

เมื่อถามว่า กรณีที่นายกฯ ระบุว่า มีคำตอบในใจว่าจะทำงานการเมืองต่อหรือไม่ พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า ก็ในใจไง ส่วนที่พรรคพลังประชารัฐ เตรียมจะเสนอชื่อพล.อ.ประยุทธ์ ในบัญชีรายชื่อนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า มีหลายพรรคมั้ง ขอดูก่อนสิ หลาย ๆพรรคเขาก็สนับสนุนเรา แต่ปัญหาเราคือ เราเลือกได้พรรคเดียว ก็ดูก่อนว่านโยบายเขาเป็นอย่างไร

เมื่อถามย้ำว่า มีคนมองนโยบายของพรรคพลังประชารัฐสานต่อนโยบายรัฐบาลนี้ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่รู้ ยังไม่เห็นเลย เขาต้องทำนโยบายมาให้ตนดู

เมื่อถามว่า ที่ระบุว่า มีหลายพรรคการเมืองติดต่อมา มีพรรคใดทาบทามมาแล้วหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ก็เขาพูดในสื่อ เมื่อถามย้ำว่า วันนี้เหมือนจะมีพรรคเดียว คือพรรคพลังประชารัฐที่เสนอชื่อพล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯในนามพรรค พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า คำว่าสนับสนุนมี 2 อย่าง คือ เสนอชื่อเป็นนายกฯ ซึ่งตอบรับให้ได้เพียงพรรคการเมืองเดียว แต่พรรคอื่นที่มีอยู่หลายพรรคก็บอกว่าจะเสนอตน ซึ่งเป็นการสนับสนุน การบริหารราชการแผ่นดิน

ผู้สื่อข่าวถามอีกว่าจะรู้สึกอย่างไรหากตัดสินใจลงมาทำงานทางการเมืองต่อ นายกฯ กล่าวว่า ก็ปรับตัวเองเยอะ ต้องอดทนมากกว่านี้ แต่บางทีตนก็เป็นมนุษย์ คนเราก็มีความรู้สึก บางทีทำอะไรไปแล้วไม่เข้าใจ ก็ต้องทำให้มากขึ้น แต่ที่ตนไม่ชอบคือการ โป้ปลด บิดเบือน เพราะเราไม่เคยทำ

เมื่อถามต่อว่า ครั้งนี้ถือว่าปรับตัวแล้วหรือยัง เพราะปกติไม่เห็นนายกฯ ใช้เวลาสบาย ๆแบบนี้ ที่ผ่านเสร็จงานข้างนอกก็จะกลับเข้าทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวพร้อมกับรอยยิ้มว่า พอดีจะสั่งงานเขาด้วย ว่าให้ปรับเรื่องยุทธศาสตร์ชาติอีกนิดหน่อย พอเดินผ่านร้านนี้เห็นสวยดี เหมือนนั่งอยู่ต่างประเทศ เพราะเวลาตนไปต่างประเทศก็ไม่เคยนั่งแบบนี้ อยู่แต่ในห้องประชุม ในโรงแรมไม่เคยแวะที่ไหน ไม่เคยตะแล๊ดแต๊ดแต๋

ต่อข้อถามที่ว่า ฝ่ายกฎหมายได้หารือถึงข้อปฏิบัติต่างๆ ของนายกฯ รวมถึงรายการศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน กับทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แล้วหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ฝ่ายกฎหมายกำลังดำเนินการ รวมถึงรายการศาสตร์พระราชาฯ ก็กำลังถามอยู่ แต่การที่ตนพูดในนามของรัฐบาลในรายการดังกล่าว ไม่ได้พูดว่าให้เอาพรรคใคร ตนก็พูดของตนในเรื่องงานที่มีปัญหาเข้ามาทุกวัน พวกเราไม่มีประโยชน์ส่วนตัว เพราะหลายคนมองว่านายกฯ ได้ประโยชน์ ตนขอถามหน่อยอย่างพล.อ.อนุพงษ์ ได้ประโยชน์อะไรซักบาทหรือไม่ ก็ไม่มีหรอก

เมื่อถามว่า หลายคนเป็นห่วงว่าหากลงสนามการเมืองเต็มตัว จะถูกขุดคุ้ยเรื่องต่างๆ พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า สื่อก็ต้องช่วยตน ต้องไปบอกให้เลิกกระทำแบบนี้ แล้วเรื่องส่วนตัว ตนมีอะไรเสียหายอยู่มา 4 ปี ตนก็ไม่มีเรื่องนี้ สื่อต้องบอกเขา เป็นเครื่องมือให้เขาทำไม สื่อเป็นเครื่องมือให้เขาโดยไม่รู้ตัว เขาพูดอะไรก็ถ่ายทอดมา ประชาชนก็ไม่รูว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ตนก็เสียใจ เพราะไม่ได้ทำอย่างที่เขาว่า

เมื่อถามว่า หากตัดสินใจเข้าสู่สนามการเมืองไม่กลัวเปลืองตัวหรือ เพราะจะเป็นเป้าหมายในการโจมตีของฝ่ายการเมือง นายกฯ กล่าวว่า “ถ้ามันโจมตีไม่ใช่เรื่อง ผมก็ไม่สนใจ แล้วถ้าผมกลัวจะเข้ามาทำไม ถ้ากลัวก็ต้องกลัวตั้งแต่ 22 พ.ค.57 แล้ว จบไหม ถ้ากลัวผมไม่ตัดสินใจแบบนี้หรอก”

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ส่วนคนที่สนับสนุนตนก็หวังว่า เขาจะเข้าใจตนมากขึ้น อยากให้เข้าใจสถานการณ์ อดีต ปัจจุบัน และอนาคตคืออะไร การเมืองควรจะต้องเป็นอย่างไร ตนคาดหวังกับ 4 ปีที่ทำมา คนไทยต้องรู้จักและเอาทุกอย่างมาเป็นบทเรียน อย่าให้เกิดขึ้นอีก ถ้าไม่เกิดขึ้นอย่างในอดีตตนก็ไม่มีทางมายืนอยู่ตรงนี้หรอก