อิหร่านทิ้งดีลนิวเคลียร์แล้ว จ่อเสริมสมรรถนะยูเรเนียมไร้ขีดจำกัด หลังการสังหารนายพลสุไลมานี

338
แฟ้มภาพ [EPA]

MEE/Aljazeera – อิหร่านได้ประกาศว่าจะยุติข้อผูกพันในข้อตกลงด้านนิวเคลียร์ครั้งสำคัญที่ลงนามในปี 2015 และจะเริ่มสมรรถนะยูเรเนียมโดยไม่มีข้อจำกัด หลังการสังหารนายพลกอเซม สุไลมานี

การประกาศเมื่อวันอาทิตย์ (5 ม.ค.) หมายความว่า อิหร่านกำลังละทิ้งบทบัญญัติสำคัญของข้อตกลงที่ขัดขวางไม่ให้มีวัสดุเพียงพอที่จะสร้างอาวุธปรมาณู

อิหร่านจะไม่เคารพข้อจำกัดใดๆ ที่กำหนดไว้ในข้อตกลงนิวเคลียร์ โทรทัศน์ของรัฐกล่าวตามรายงานของรอยเตอร์

ซึ่งรวมถึงข้อจำกัดเกี่ยวกับจำนวนเครื่องหมุนเหวี่ยงเสริมสมรรถนะยูเรเนียม ระดับที่ยูเรเนียมสามารถเสริมสมรรถนะได้ และกิจกรรมการวิจัยและพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่าน

“อิหร่านจะยังคงเสริมสมรรถนะนิวเคลียร์ต่อไปโดยไม่มีข้อจำกัด และขึ้นอยู่กับความต้องการด้านเทคนิคของตน” แถลงการณ์ที่อ้างโดยสถานีโทรทัศน์ของรัฐกล่าว

ในปี 2018 สหรัฐอเมริกาถอนตัวออกจากแผนปฏิบัติการร่วมแบบครอบคลุม หรือที่เรียกว่าข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน ซึ่งเป็นข้อตกลงที่สำคัญระหว่างเตหะราน วอชิงตัน และอีกห้าประเทศ

วอชิงตันยังได้ทำการคว่ำบาตรครั้งสำคัญซึ่งทำให้การส่งออกน้ำมันและเศรษฐกิจของอิหร่านแย่ลง

เป็นผลให้อิหร่านได้เริ่มอย่างต่อเนื่องที่จะทำลายจากข้อจำกัดของข้อตกลงเกี่ยวกับกิจกรรมนิวเคลียร์

อิหร่านได้ทิ้งข้อจำกัดของข้อตกลงนิวเคลียร์หลายประการ รวมถึงความบริสุทธิ์ในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม และสต็อกของยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เตหะรานไม่ได้ไปไกลกว่าระดับความบริสุทธิ์ที่ได้รับอนุญาตในข้อตกลง (ซึ่งกำหนดขีด จำกัดที่ 3.67 เปอร์เซ็นต์ และประเทศนี้มีอยู่ที่ประมาณร้อยละ 4.5) ​ และนักวิเคราะห์กล่าวว่าระดับยูเรเนียมเสริมสมรรถนะของอิหร่านในปัจจุบันนั้นต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 90% ที่จำเป็นสำหรับยูเรเนียม “เกรดอาวุธ”

การประกาศใหม่ครั้งนี้ของอิหร่าน อาจนำไปสู่การการเพิ่มความบริสุทธิ์ของยูเรเนียมเสริมสมรรถนะให้อยู่ในระดับที่สูงขึ้นมาก

ถึงกระนั้นเตหะรานกล่าวว่าจะยังคงร่วมมือกับหน่วยเฝ้าระวังนิวเคลียร์ของสหประชาชาติต่อไป 

รวมทั้งยืนยันในการออกอากาศทางโทรทัศน์ของรัฐว่าตนยังคงเปิดให้มีการเจรจากับพันธมิตรในยุโรป และระบุว่าตนยังคงยึดมั่นในสัญญาก่อนหน้านี้ว่า จะไม่แสวงหาอาวุธนิวเคลียร์

สำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (The Atomic Energy Agency) ซึ่งเป็นหน่วยเฝ้าระวังสหประชาชาติที่เฝ้าสังเกตการณ์โครงการของอิหร่านยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นใด