นักวิเคราะห์ชี้ อิหร่านไม่ได้ต้องการฆ่าทหารสหรัฐด้วยการโจมตี แค่ชี้ให้ทรัมป์ตระหนักถึงเทคโนโลยีมิสไซล์ของตน

273
© AFP / BBC Persian

นักวิเคราะห์ชี้ อิหร่านไม่ได้ต้องการฆ่าทหารสหรัฐด้วยการโจมตี 2 ระลอกต่อฐานทัพสหรัฐในอิรัก แต่ต้องการชี้ให้ทรัมป์ได้รับทราบถึงเทคโนโลยีขีปนาวุธของตน

“การตอบโต้ของอิหร่าน ต่อการลอบสังหารกอเซม สุไลมานี โดยสหรัฐฯ ส่งสัญญาณชัดเจนถึงโดนัล ทรัมป์ ว่า ในขณะที่ความรุนแรงในรอบนี้อาจสิ้นสุดลง อิหร่านก็พร้อมที่จะตอบโต้การยั่วยุของสหรัฐในอนาคต” สก็อตต์ ริตเตอร์ (Scott Ritter) อดีตเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองนาวิกโยธินสหรัฐ อดีตผู้ตรวจการอาวุธของสหประชาชาติ และนักวิเคราะห์นโยบายการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาในตะวันออกกลาง เขียนในบทความซึ่งเผยแพร่ในอาร์ทีสื่อรัสเซีย

เขาระบุว่า หลังอิหร่านฝังศพของสุไลมานี เจ้าหน้าที่อาวุโสของหน่วยพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ซึ่งถูกลอบสังหารโดยสหรัฐฯ ในชั่วโมงแรกของวันพุธ สหาย IRGC ของสุไลมานีซึ่งทำหน้าที่ตามคำสั่งของ อะลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านได้ยิงขีปนาวุธ 22 ลูกจากดินแดนอิหร่านไปยังอิรักที่อยู่ใกล้เคียง โดยตั้งเป้ายัง “เอน อันอะซัด” ฐานทัพอากาศขนาดใหญ่ของสหรัฐ ทางตะวันตกของอิรัก และอีกจุดยัง “สถานกงสุลสหรัฐฯ” ในเมืองเออร์บิล เขตปกครองตนเองเคอร์ดิสถานของอิรัก

ในไม่กี่ชั่วโมงหลังการประกาศการโจมตีเหล่านี้ซึ่งออกอากาศทางโทรทัศน์ของอิหร่าน ชาวโลกก็แทบกลั้นหายใจเพื่อรอผล ไม่นานหลังจากที่มีการยิงขีปนาวุธอิหร่านได้ส่งสัญญาณความปรารถนาที่จะแก้ไขปัญหาทางการทูตผ่านทางทวีตที่ส่งมาจาก “จาวาด ซารีฟ” รมว.ต่างประเทศ ซึ่งเป็นผู้อธิบายการโจมตีนี้ว่า “มาตรการสมน้ำสมเนื้อในการป้องกันตนเอง ภายใต้มาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ” ซารีฟสรุปโดยให้ข้อสังเกตว่า “เราไม่ได้แสวงหาการเพิ่มความขัดแย้งหรือสงคราม แต่จะป้องกันตนเองจากการรุกรานใดๆ ”

แสดงขีปนาวุธรุ่นใหม่ของตน

“แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดของการกระทำของอิหร่านก็คือวิถีของขีปนาวุธ เป็นเวลาหลายปีแล้วที่อิหร่านได้ก้าวหน้าสำคัญในแง่ของความน่าเชื่อถือ ระยะ และความแม่นยำของขีปนาวุธ”

“การโจมตีด้วยขีปนาวุธต่อสหรัฐอเมริกาได้รวมขีปนาวุธขั้นสูงแบบใหม่ซึ่ง ได้แก่ Qaim 1 และ Fahad-110 ซึ่งมีแนวทางและการควบคุมขั้นสูงที่สามารถระบุตำแหน่งได้อย่างแม่นยำ อิหร่านเคยใช้อาวุธเหล่านี้ก่อนหน้านี้ซึ่งเป็นเป้าหมายในซีเรียที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับรัฐอิสลาม แต่นี่เป็นครั้งแรกที่มีการใช้อาวุธเหล่านี้กับสหรัฐอเมริกา” สก็อตต์ ริตเตอร์ เขียน

เขาระบุว่า “การโจมตีด้วยขีปนาวุธของอิหร่านส่งผลให้ไม่มีการบาดเจ็บล้มตายในหมู่สหรัฐ อิรัก หรือกองกำลังพันธมิตรที่ประจำอยู่ที่อัลอะซัด หรือเออร์บิล แต่การขาดความโหดร้ายนั้นเป็นวิธีการที่แท้จริงของเตหะรานในการพิสูจน์ความแม่นยำของขีปนาวุธตน”

เขาบอกว่า ภาพถ่ายดาวเทียมเชิงพาณิชย์ของฐานทัพอากาศอัลอะซัดหลังจากการโจมตีแสดงให้เห็นว่า ขีปนาวุธอิหร่านโจมตีอาคารที่มีอุปกรณ์ด้วยความแม่นยำ ที่ก่อนหน้านี้เคยคิดกันว่าการจะทำแบบนี้ได้ก็เฉพาะมหาอำนาจขั้นสูงเท่านั้น เช่นสหรัฐอเมริกา, นาโต, รัสเซียและจีน อิหร่านยิงขีปนาวุธไปที่อัลอาซาด 17 นัด และเข้าเป้า 15 ลูก (ขีปนาวุธอีก 2 ลูก ระเบิดไม่ทำงาน)

อิหร่านยังยิงขีปนาวุธเพิ่มเติมอีกห้าลูกไปยังสถานกงสุลสหรัฐฯ ในเออร์บิล ผู้บัญชาการทหารสหรัฐฯ ภาคพื้นดินกล่าวว่า ดูเหมือนว่าอิหร่านจะ “จงใจ” หลีกเลี่ยงการโจมตีสถานกงสุล “แต่ในการทำเช่นนั้นได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า หากตนต้องการ สถานกงสุลจะถูกทำลาย”

ทรัมป์ต้องถอย

สก็อตต์ ริตเตอร์ บอกว่า “นี่คือความจริงที่ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องเผชิญเมื่อพูดกับคนอเมริกันเกี่ยวกับสถานะของการสู้รบระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน”

“ทรัมป์เคยสัญญาว่าจะตอบโต้อย่างรุนแรงหากอิหร่านโจมตีเจ้าหน้าที่หรือสถานที่ของสหรัฐ ทว่าท่ามกลางทีมรักษาความมั่นคงแห่งชาติที่ล้อมรอบเขา ทรัมป์ต้องถอยออกมาจากภัยคุกคามนี้ ที่รู้ดีว่าถ้าเขาโจมตีอิหร่าน การตอบสนองของอิหร่านจะทำลายล้างทั้งสหรัฐและพันธมิตรในภูมิภาค รวมทั้งอิสราเอล, ซาอุดีอาระเบีย และยูเออี สหรัฐฯอาจสำเร็จโทษอิหร่านได้ แต่ต้นทุนที่จ่ายจะสูงอย่างเกินรับได้”

เขาบอกต่อว่า อย่างไรก็ตาม ถ้อยคำของทรัมป์นั้นยังก้าวร้าว และข้อความของเขาก็แสดงชัดว่าสหรัฐฯยังคงถืออิหร่านเป็นรัฐอันธพาล ซึ่งการแสวงหาเทคโนโลยีนิวเคลียร์ ขีปนาวุธ และการครอบงำในระดับภูมิภาคจะถูกต่อต้านโดยสหรัฐฯ หากจำเป็น แต่การโจมตีด้วยขีปนาวุธของอิหร่านก็ทำให้ตระหนักความจริงใหม่ที่ว่า เมื่อพูดถึงการกระทำของอิหร่านในอ่าวเปอร์เซีย การกล่าวสุนทรพจน์ของประธานาธิบดีอเมริกันไม่ได้มีอิทธิพลมากเหมือนอย่างที่เคยเป็น