อยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่าน ออกโรงเตือนผู้ประท้วงอย่างแข็งกร้าว โดยย้ำว่า สาธารณรัฐอิสลามจะ “ไม่ยอมถอย” ท่ามกลางความไม่สงบที่ทวีความรุนแรงขึ้น พร้อมกล่าวหาว่า “กลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนจากต่างชาติ” พยายามที่จะบั่นทอนเสถียรภาพของประเทศ เขายังพุ่งเป้าโจมตีโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยกล่าวว่า “มือของประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปื้อนเลือดของชาวอิหร่าน” และย้ำว่าผู้นำที่เขาเรียกว่า “หยิ่งผยอง” รายนี้จะถูกโค่นล้มในที่สุด
ในการปราศรัยสั้นๆ ที่ถ่ายทอดทางโทรทัศน์ของรัฐ เมื่อวันศุกร์ ที่ 9 ม.ค. คาเมเนอีกล่าวต่อหน้าผู้ฟังที่ตะโกนคำขวัญ “ความตายแด่อเมริกา!” ว่า “ทุกคนควรตระหนักว่าสาธารณรัฐอิสลามได้ก่อร่างสร้างขึ้นมาด้วยเลือดของผู้มีเกียรตินับแสนคน และจะไม่ถอยต่อหน้าผู้ก่อวินาศกรรม”
เขาระบุว่า ความไม่สงบในอิหร่านมีแรงหนุนจากต่างชาติ พร้อมกล่าวว่าผู้ประท้วงกำลัง “ทำลายถนนของประเทศตนเองเพื่อทำให้ประธานาธิบดีของอีกประเทศหนึ่งพอใจ” ซึ่งเป็นการพาดพิงโดยตรงถึง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ
ผู้นำสูงสุดอิหร่านยังเตือนว่า ชาติอิหร่านจะไม่ทนต่อผู้ที่เขาเรียกว่า “แปรสภาพตนเองเป็นทหารรับจ้างให้ชาวต่างชาติ”
“พวกเขาต้องการทำให้เขาพอใจ หากเขารู้จักบริหารประเทศจริง ๆ เขาก็ควรไปจัดการประเทศของตัวเอง” เขากล่าว พร้อมเสริมว่าสหรัฐอเมริกามีปัญหาภายในมากมายของตนเอง
คาเมเนอียังวิพากษ์ทรัมป์โดยตรง โดยกล่าวว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต้องรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของชาวอิหร่าน พร้อมระบุว่า “มือของเขาเปื้อนเลือดของชาวอิหร่านมากกว่าหนึ่งพันคน” โดยอ้างถึงสงคราม 12 วัน ที่มีผู้เสียชีวิตมากกว่าหนึ่งพันราย รวมถึงประชาชนทั่วไป ผู้บัญชาการ นักวิทยาศาสตร์ และบุคคลสาธารณะ ตลอดจนการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ ต่อโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านเมื่อเดือนมิถุนายน
ผู้นำสูงสุดอิหร่านกล่าวว่า ทรัมป์ได้ “ยอมรับบทบาทของตนเอง” อย่างเปิดเผย ด้วยการประกาศว่าเป็นผู้สั่งการและควบคุมสงครามดังกล่าว โดยระบุว่า “จากคำพูดของเขาเอง เขาได้สารภาพแล้ว” พร้อมปฏิเสธคำอ้างของทรัมป์ที่ระบุว่าสนับสนุนประชาชนอิหร่าน
คาเมเนอียังวิจารณ์บุคคลภายในประเทศบางส่วนที่เขาเรียกว่า “ขาดประสบการณ์และสะเพร่า” ซึ่งหลงเชื่อถ้อยแถลงจากวอชิงตัน และปฏิบัติตนสอดคล้องกับความต้องการของสหรัฐฯ
นอกจากนี้ คาเมเนอียังได้กล่าวถึงทรัมป์โดยไม่เอ่ยชื่อในช่วงหนึ่งของการปราศรัย โดยอธิบายว่าเป็นผู้นำหยิ่งผยองที่ “นั่งตัดสินทั้งโลก” พร้อมเตือนว่าประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่าอำนาจเผด็จการและอำนาจที่โอหังมักล่มสลายในช่วงที่เชื่อว่าตนแข็งแกร่งที่สุด
เขาเปรียบทรัมป์กับบุคคลในประวัติศาสตร์อย่าง ฟาโรห์ นิมรอด รวมถึง เรซา ข่าน และ โมฮัมหมัด เรซา ชาห์ อดีตกษัตริย์อิหร่าน โดยกล่าวว่าผู้นำเหล่านี้ล้วนถูกโค่นล้มในห้วงเวลาที่พวกเขาเชื่อว่าตนมีอำนาจสูงสุด
คาเมเนอียังเรียกร้องให้ผู้สนับสนุนยืนหยัดอย่างมั่นคง โดยกล่าวว่า “เยาวชนที่รักทั้งหลาย จงรักษาความพร้อมและความเป็นหนึ่งเดียวไว้ ชาติที่เป็นหนึ่งเดียวจะเอาชนะศัตรูใดๆ ได้”
ถ้อยแถลงครั้งนี้ถือเป็นการตอบสนองต่อสาธารณะอย่างชัดเจนที่สุดของผู้นำสูงสุดอิหร่าน นับตั้งแต่การประท้วงทวีความรุนแรงและขยายตัวไปทั่วประเทศ และสะท้อนจุดยืนของรัฐบาลเตหะรานที่มองว่าความไม่สงบครั้งนี้เป็น ภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติ มากกว่าจะเป็นข้อพิพาททางการเมืองภายในประเทศ








