ท่ามกลางความตึงเครียดที่ขยับเข้าใกล้จุดแตกหักมากขึ้น ซีเอ็นเอ็น สื่อสหรัฐฯ รายงานเมื่อวันพฤหัสบดี (29 ม.ค. 69) อ้างแหล่งข่าวใกล้ชิดการตัดสินใจในทำเนียบขาว ระบุว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ กำลังพิจารณาทางเลือกในการเปิดฉากโจมตีอิหร่านในวงกว้าง หลังความพยายามรื้อฟื้นการเจรจาโครงการนิวเคลียร์ไม่สามารถสร้างความคืบหน้าใดๆ ได้
รายงานระบุว่า การหวนกลับมาให้ความสำคัญกับ “ตัวเลือกทางทหาร” เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และสะท้อนการปรับกรอบเป้าหมายต่ออิหร่านของฝ่ายบริหารทรัมป์ เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากที่เขาเคยพิจารณาการใช้กำลัง โดยอธิบายว่าอาจเป็นการสนับสนุนการประท้วงทั่วประเทศอิหร่าน ซึ่งถูกกองกำลังความมั่นคงปราบปรามอย่างรุนแรง และมีรายงานผู้เสียชีวิตหลายร้อยคน
ตัวเลือกโจมตีที่ขยายวง
แหล่งข่าวระบุว่า ตัวเลือกที่ทรัมป์กำลังพิจารณา รวมถึงการโจมตีทางอากาศที่อาจมุ่งเป้าไปยังผู้นำอิหร่าน และเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงที่สหรัฐเชื่อว่ามีส่วนรับผิดชอบต่อการสังหารผู้ประท้วง ตลอดจนการโจมตีสถานที่ตั้งโครงการนิวเคลียร์และสถาบันของรัฐ
แหล่งข่าวระบุว่า แม้ยังไม่มีการตัดสินใจขั้นสุดท้าย แต่ทรัมป์เชื่อว่าขอบเขตตัวเลือกทางทหารของเขา “ขยายตัวมากขึ้น” จากช่วงต้นเดือนนี้ หลังจากกองเรือบรรทุกเครื่องบินโจมตีของสหรัฐเข้าสู่ภูมิภาค
กองเรือ ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอร์น ได้เข้าสู่มหาสมุทรอินเดียเมื่อวันจันทร์ และกำลังเคลื่อนเข้าใกล้อิหร่านอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจมีบทบาททั้งในการสนับสนุนปฏิบัติการโจมตี และการปกป้องพันธมิตรในภูมิภาคจากการตอบโต้ของอิหร่าน
การทูตที่หยุดชะงัก
รายงานระบุว่า ในช่วงต้นเดือนนี้ สหรัฐและอิหร่านเคยแลกเปลี่ยนสารกันผ่านช่องทางทางอ้อม รวมถึงผ่านนักการทูตโอมาน และการติดต่อระหว่าง สตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษด้านการต่างประเทศของทรัมป์ กับ อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน เกี่ยวกับความเป็นไปได้ของการจัดการประชุม เพื่อหลีกเลี่ยงการโจมตีของสหรัฐ
แหล่งข่าวรายหนึ่งกล่าวว่า มีการพูดถึงการพบกันโดยตรงในช่วงสั้น ๆ แต่ก็ไม่เกิดขึ้นจริง และในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ไม่มีการเจรจาโดยตรงอย่างจริงจัง ขณะที่ทรัมป์เพิ่มระดับคำขู่ใช้กำลังทางทหาร
ยังไม่ชัดเจนว่าเหตุใดทรัมป์จึงหันกลับมาเน้นประเด็นโครงการนิวเคลียร์อีกครั้ง หลังจากที่เขาเคยกล่าวเมื่อฤดูร้อนปีก่อนว่า โครงการดังกล่าวถูก “ทำลายสิ้นแล้ว” จากการโจมตีของสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวด้านข่าวกรองระบุว่า อิหร่านกำลังพยายามฟื้นฟูสถานที่ตั้งโครงการนิวเคลียร์ให้ลึกลงใต้ดินมากยิ่งขึ้น และยังคงต่อต้านแรงกดดันให้ยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม พร้อมทั้งปิดกั้นไม่ให้หน่วยงานกำกับดูแลนิวเคลียร์ของสหประชาชาติเข้าตรวจสอบ
เงื่อนไขแข็งกร้าวของวอชิงตัน และทางตันทางการเมือง
แหล่งข่าวระบุว่า สหรัฐได้ตั้งเงื่อนไขล่วงหน้าสำหรับการพบกับเจ้าหน้าที่อิหร่าน รวมถึงการยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมอย่างถาวร การจำกัดโครงการขีปนาวุธพิสัยไกล และการยุติการสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรของอิหร่านในภูมิภาคทั้งหมด
ประเด็นที่ติดขัดที่สุด คือ ข้อเรียกร้องของสหรัฐให้อิหร่านยอมรับข้อจำกัดระยะยิงของขีปนาวุธ ซึ่งเป็นความกังวลหลักของอิสราเอล หลังต้องใช้ระบบสกัดกั้นจำนวนมากในการรับมือขีปนาวุธอิหร่านระหว่างสงคราม 12 วันเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
อิหร่านปฏิเสธข้อเรียกร้องดังกล่าว และแจ้งว่าสนใจหารือเฉพาะประเด็นนิวเคลียร์เท่านั้น โดยสหรัฐยังไม่ตอบกลับ ทำให้ทั้งสองฝ่ายตกอยู่ในภาวะชะงักงัน
เตรียมพร้อมรับมือการปะทะ
เจ้าหน้าที่สหรัฐระบุเมื่อวันจันทร์ว่า ฝ่ายบริหารยังเปิดช่องทางการเจรจา หากอิหร่าน “รับรู้เงื่อนไขอย่างชัดเจน”
เจ้าหน้าที่รายดังกล่าวปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดเกี่ยวกับเงื่อนไข แต่กล่าวว่า “เงื่อนไขเหล่านี้ได้รับการรายงานมาตลอดช่วงเริ่มต้นของรัฐบาลทรัมป์ ดังนั้นพวกเขาจึงทราบเงื่อนไขเหล่านี้ดีอยู่แล้ว”
แต่ถึงกระนั้น กองทัพสหรัฐได้เริ่มเคลื่อนย้ายระบบป้องกันภัยทางอากาศเข้าสู่ภูมิภาค รวมถึงระบบแพทริออตเพิ่มเติม และมีแผนส่งระบบป้องกันขีปนาวุธ “THAAD” อย่างน้อยหนึ่งชุดไปยังภูมิภาคนี้ด้วย
ในขณะเดียวกัน กองทัพอากาศสหรัฐยังเตรียมจัดการฝึกทางอากาศหลายวันในตะวันออกกลาง เพื่อทดสอบความสามารถในการปฏิบัติการภายใต้สภาพแวดล้อมที่ท้าทายร่วมกับพันธมิตร
ด้านอิหร่าน อับบาส อารักชี เตือนว่า กองกำลังติดอาวุธของประเทศพร้อมตอบโต้ “อย่างฉับไวและทรงพลัง” ต่อการรุกรานใด ๆ ต่อดินแดน น่านฟ้า หรือผืนน้ำของอิหร่าน
ระบอบอ่อนแอ แต่การเปลี่ยนแปลงยังไม่แน่นอน
รายงานข่าวกรองของสหรัฐระบุว่า ระบอบการปกครองของอิหร่านอยู่ในสถานะที่อ่อนแอที่สุดในประวัติศาสตร์ หลังการโจมตีของสหรัฐและอิสราเอลต่อโครงสร้างนิวเคลียร์และกองกำลังพันธมิตรในปีที่ผ่านมา รวมถึงกระแสการประท้วงครั้งล่าสุด
อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวเตือนว่า ไม่มีหลักประกันว่าการโค่นล้ม อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน จะนำไปสู่การล่มสลายของระบอบ เนื่องจากผู้สืบทอดอำนาจล้วนเป็นสายแข็ง และยังไม่มีสัญญาณว่าหน่วยงานความมั่นคงอิหร่านจะหันหลังให้รัฐบาล
ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับการหารือเปิดเผยกับซีเอ็นเอ็นว่า “ทุกทางเลือกยังคงอยู่บนโต๊ะ” ของทรัมป์
เจ้าหน้าที่รายหนึ่งกล่าวว่า โดยหลักการแล้ว ทรัมป์ต้องการโจมตีอิหร่านอย่างรุนแรงและเด็ดขาด เพื่อบีบให้เตหะรานยอมรับเงื่อนไขหยุดยิงของสหรัฐฯ หากมีการสั่งโจมตีอิหร่าน ทรัมป์ก็ต้องการประกาศชัยชนะในเวลาอันสั้น
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ สองคนกล่าวว่า ทรัมป์ตระหนักดีว่าการโจมตีทางทหารต่ออิหร่านนั้นซับซ้อนและยากกว่าปฏิบัติการลับที่แม่นยำในเวเนซุเอลามาก
อิหร่านมีระบบป้องกันภัยทางอากาศ ขีปนาวุธ และโดรนโจมตีทางเดียวจำนวนมากในคลังแสง รวมถึงเครื่องบินรบของสหรัฐและรัสเซียที่แม้จะเก่า แต่ผ่านประสบการณ์การรบมาแล้ว แม้ขีดความสามารถทางทหารของเตหะรานจะด้อยกว่าและล้าหลังกว่าระบบสมัยใหม่ของสหรัฐอย่างมาก แต่ก็ทำให้การโจมตีอย่างเด็ดขาดเป็นเรื่องยากขึ้น
แตกต่างจากกรุงการากัส เมืองหลวงของเวเนซุเอลา กรุงเตหะรานตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งหลายชั่วโมง ซึ่งสร้างความท้าทายที่แตกต่างออกไปสำหรับการปฏิบัติการทางทหารที่อาจเกิดขึ้น
เมื่อวันพุธที่ผ่านมา มาร์โก รูบิโอ ยอมรับว่าสถานการณ์ในอิหร่าน “ซับซ้อนกว่าที่คิด”
“คุณกำลังพูดถึงระบอบการปกครองที่ดำรงอยู่มานานมาก ดังนั้นหากเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นจริง ก็จะต้องมีการวางแผนอย่างรอบคอบเป็นอย่างมาก” เขากล่าว โดยอ้างถึงความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองที่นั่น