เพรสทีวี/เดลี่ซาบะห์ – รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านเผย เตหะรานพร้อมสำหรับการเจรจาที่ “ยุติธรรมและเท่าเทียม” กับสหรัฐ ท่ามกลางความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้น หลังประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงความเป็นไปได้ในการใช้ปฏิบัติการทางทหารต่อเตหะราน
ระหว่างการเยือนตุรกีเมื่อวันศุกร์ (30 ม.ค. 69) อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน กล่าวกับผู้สื่อข่าวในการแถลงข่าวร่วมที่อิสตันบูลกับ ฮาคาน ฟิดาน รัฐมนตรีต่างประเทศตุรกีว่า
“อิหร่านไม่มีปัญหากับการเจรจา แต่การเจรจาไม่อาจเกิดขึ้นได้ภายใต้เงาของการข่มขู่ พวกเขาต้องละทิ้งการข่มขู่และพร้อมสำหรับการเจรจาที่เป็นธรรม”
เขาย้ำว่า “อิหร่านไม่เคยละทิ้งการทูต และจะไม่มีวันละทิ้งการทูต”
ยังไม่มีแผนพบสหรัฐ แต่พร้อมเจรจาอย่างมีเกียรติ
เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ของการพบปะกับเจ้าหน้าที่สหรัฐในช่วงไม่กี่ชั่วโมงหรือไม่กี่วันข้างหน้า อารักชีตอบว่า “ยังไม่มีการวางแผนใด ๆ สำหรับการประชุมระหว่างเรากับชาวอเมริกัน”
อย่างไรก็ตาม เขาระบุว่าอิหร่านยังคงพร้อมสำหรับการเจรจาที่ “ยุติธรรมและเที่ยงธรรม” แต่จำเป็นต้องมีการเตรียมการล่วงหน้า ทั้งในเรื่องรูปแบบ สถานที่ และหัวข้อการเจรจา
“วันนี้ผมได้หารือกับคุณฟิดานเกี่ยวกับประเด็นเหล่านี้อย่างละเอียด เราจะเดินหน้าปรึกษาหารือกับมิตรสหายในภูมิภาคต่อไป และผมหวังว่าเราจะสามารถบรรลุข้อตกลงที่ชัดเจน ซึ่งรับประกันการเจรจาอย่างมีเกียรติได้ในเร็ววัน” เขากล่าว
อิหร่านพร้อมทั้งเจรจาและทำสงคราม
ในขณะเดียวกัน อารักชีได้ออกคำเตือนอย่างชัดเจนต่อภัยคุกคามจากสหรัฐ โดยระบุว่า
“เราได้กล่าวมาแล้วหลายครั้ง และผมขอย้ำอีกครั้งว่า อิหร่านพร้อมที่จะเจรจา และพร้อมที่จะทำสงครามเช่นกัน”
“เรามีความพร้อมมากกว่าก่อนสงคราม 12 วันเสียอีก” เขากล่าว โดยอ้างถึงการโจมตีอิหร่านของสหรัฐและอิสราเอลในเดือนมิถุนายน ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงที่เตหะรานและวอชิงตันกำลังเจรจาทางอ้อมเกี่ยวกับประเด็นนิวเคลียร์ โดยมีโอมานเป็นผู้ไกล่เกลี่ย
ขีดความสามารถทางทหารและขีปนาวุธ ไม่อยู่บนโต๊ะเจรจา
อารักชีย้ำอย่างหนักแน่นว่า ขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศของอิหร่านไม่ใช่ประเด็นที่สามารถนำมาเจรจาได้
“ขีดความสามารถในการป้องกันประเทศและขีปนาวุธของอิหร่านจะไม่เป็นหัวข้อของการเจรจาใด ๆ ทั้งสิ้น”
เขากล่าวว่า “ความมั่นคงของประชาชนอิหร่านไม่เกี่ยวข้องกับใครอื่น และเราจะรักษาและขยายขีดความสามารถในการป้องกันประเทศของเราในทุกวิถีทางที่จำเป็น เพื่อปกป้องประเทศ”
ภูมิภาคมุ่งหน้าอันตรายจากการแทรกแซงนอกภูมิภาค
อารักชียังระบุว่า อิหร่านและตุรกีเห็นพ้องกันว่า สถานการณ์ในภูมิภาคกำลังเคลื่อนไปในทิศทางที่อันตราย อันเป็นผลจาก “การแทรกแซงที่ไม่ชอบธรรมของมหาอำนาจนอกภูมิภาคบางประเทศ”
เขากล่าวหาอิสราเอลว่ากำลังเดินหน้า “แผนการชั่วร้าย” เพื่อผลักดันประเทศอื่นเข้าสู่สงคราม บ่อนทำลายและแบ่งแยกประเทศในภูมิภาค และสานต่อความทะเยอทะยานในการขยายอำนาจของตน
ตุรกีเตือนวอชิงตัน อย่าตกอยู่ใต้แรงกดดันอิสราเอล
ด้านรัฐมนตรีต่างประเทศตุรกีได้เตือนวอชิงตันว่า ไม่ควรถูกดึงเข้าไปตามแรงกดดันของอิสราเอลในการเปิดฉากโจมตีอิหร่าน โดยระบุว่าการกระทำดังกล่าวจะสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อภูมิภาคที่เปราะบางอยู่แล้ว
“เราเห็นว่าอิสราเอลพยายามโน้มน้าวให้สหรัฐเปิดปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน และเราหวังว่ารัฐบาลสหรัฐจะใช้วิจารณญาณ ไม่ปล่อยให้เรื่องนี้เกิดขึ้น” ฟิดานกล่าว
เขาเตือนว่า ความพยายามของอิสราเอลอาจก่อให้เกิดอันตรายอย่างใหญ่หลวงต่อเสถียรภาพที่เปราะบางของภูมิภาค
อังการาคัดค้านการใช้กำลังต่ออิหร่าน
ฟิดานย้ำว่า อังการาคัดค้านการแทรกแซงทางทหารใด ๆ ต่ออิหร่าน และสนับสนุนให้ปัญหาภายในประเทศได้รับการแก้ไขอย่างสันติ โดยประชาชนอิหร่านเอง
“เราบอกกับคู่เจรจาของเราทุกครั้งว่า เราคัดค้านการแทรกแซงทางทหารที่มุ่งเป้าไปยังอิหร่าน” เขากล่าว
“เราหวังว่าปัญหาภายในของอิหร่านจะได้รับการแก้ไขอย่างสันติ โดยปราศจากการแทรกแซงจากภายนอก”
ฟิดานยังเปิดเผยว่า เขาได้หารือกับผู้แทนพิเศษของสหรัฐ สตีฟ วิตคอฟฟ์ เกี่ยวกับความตึงเครียดกับอิหร่าน และจะเดินหน้าพูดคุยกับเจ้าหน้าที่สหรัฐต่อไป เพื่อคลี่คลายความตึงเครียดที่กำลังเพิ่มขึ้นในตะวันออกกลาง
การเยือนตุรกีของรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านเกิดขึ้นในช่วงที่อังการาเพิ่มบทบาททางการทูต เพื่อทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยระหว่างเตหะรานกับวอชิงตัน
ทั้งเตหะรานและวอชิงตันได้ตอบโต้กันด้วยถ้อยคำแข็งกร้าวมาตั้งแต่ทรัมป์ขู่ใช้กำลังทางทหาร ภายหลังการปราบปรามการประท้วงที่มีผู้เสียชีวิต ซึ่งปะทุขึ้นช่วงปลายเดือนธันวาคมจากปัญหาเศรษฐกิจ และรุนแรงที่สุดในวันที่ 8 และ 9 มกราคม