ซาอิฟ อัลอิสลาม กัดดาฟี บุตรชายคนสำคัญของอดีตผู้นำลิเบีย มุอัมมาร์ กัดดาฟี ถูกสังหารที่บ้านพักในเมืองซินตาน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงตริโปลี โดยทีมการเมืองของเขาระบุว่าเป็น “การลอบสังหารอย่างขี้ขลาดและทรยศ” ท่ามกลางบริบทความเปราะบางทางการเมืองที่ลิเบียยังไม่สามารถคลี่คลายได้
ตามรายงานของอัลจาซีรา ทนายความและที่ปรึกษาทางการเมืองของซาอิฟ อัลอิสลาม กัดดาฟี ยืนยันการเสียชีวิตของเขาเมื่อวันอังคาร (3 ก.พ. 69) ผ่านโพสต์บนเฟซบุ๊ก โดยไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดในเบื้องต้น ขณะที่สื่อท้องถิ่นรายงานว่า เขาถูกสังหารภายในบ้านพักในเมืองซินตาน ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงตริโปลีราว 136 กิโลเมตร
แถลงการณ์จากทีมการเมืองของกัดดาฟีระบุว่า ชายสวมหน้ากาก 4 คนบุกเข้าไปในบ้านและสังหารเขา พร้อมกล่าวหาว่าเป็นการลอบสังหารที่ “ขี้ขลาดและทรยศ” โดยอ้างว่า ผู้ก่อเหตุได้ปิดกล้องวงจรปิดทั้งหมด “เพื่อปกปิดร่องรอยของอาชญากรรมอันโหดเหี้ยม”
คอลิด อัลมิชรี อดีตประธานสภาแห่งรัฐสูงสุด ซึ่งเป็นองค์กรภายใต้รัฐบาลที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ เรียกร้องให้มี “การสอบสวนอย่างเร่งด่วนและโปร่งใส” ต่อเหตุการณ์ดังกล่าว ผ่านการโพสต์บนโซเชียลมีเดีย
ทายาททางการเมืองของกัดดาฟี
ซาอิฟ อัลอิสลาม กัดดาฟี เกิดเมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2515 ที่กรุงตริโปลี เป็นบุตรชายคนที่สองของมุอัมมาร์ กัดดาฟี และถูกมองว่าเป็น “ทายาททางการเมืองโดยพฤตินัย” ของบิดาในช่วงปี 2543–2554 แม้จะไม่เคยดำรงตำแหน่งอย่างเป็นทางการ
เขาได้รับการศึกษาในโลกตะวันตก และเคยถูกมองว่าเป็นภาพลักษณ์แบบ “สายปฏิรูป” ของระบอบกัดดาฟี โดยมีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างลิเบียกับชาติตะวันตกในช่วงต้นทศวรรษ 2000 รวมถึงการเจรจาให้ลิเบียยุติโครงการอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง และการชดเชยเหยื่อเหตุวางระเบิดเที่ยวบินแพนแอม 103 เหนือล็อกเกอร์บี เมื่อปี 2531
จากนักปฏิรูปสู่สถาปนิกการปราบปราม
ซาอิฟ อัลอิสลาม สำเร็จการศึกษาจาก London School of Economics และเคยเสนอแนวคิดเรื่องรัฐธรรมนูญและสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ตาม เมื่อการลุกฮือต่อต้านบิดาของเขาปะทุขึ้นในปี 2554 เขาเลือกยืนเคียงข้างครอบครัวและเครือข่ายอำนาจเดิม กลายเป็นหนึ่งในผู้ผลักดันการปราบปรามฝ่ายต่อต้านอย่างรุนแรง
เขาเคยกล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์ในช่วงการลุกฮือว่า “เราจะสู้ที่นี่ในลิเบีย และตายที่นี่ในลิเบีย” พร้อมเตือนว่าประเทศจะจมอยู่ใน “แม่น้ำเลือด” หากรัฐบาลล่มสลาย
จากนักโทษสู่ผู้สมัครชิงตำแหน่งผู้นำ
หลังกรุงตริโปลีถูกยึดโดยฝ่ายต่อต้าน ซาอิฟ อัลอิสลาม ถูกจับกุมในปี 2554 ระหว่างพยายามหลบหนีไปไนเจอร์ และถูกควบคุมตัวในเมืองซินตาน ก่อนจะได้รับการปล่อยตัวในปี 2560 ภายใต้นิรโทษกรรมทั่วไป
แม้จะถูกศาลตริโปลีตัดสินประหารชีวิตลับหลังในปี 2558 และถูกศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ออกหมายจับในข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ แต่เขากลับมาสร้างแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองอีกครั้งในปี 2564 ด้วยการประกาศลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดี
การลงสมัครของเขากลายเป็นหนึ่งในชนวนความขัดแย้งสำคัญ จนกระบวนการเลือกตั้งล่มลง และลิเบียกลับเข้าสู่ภาวะชะงักงันทางการเมืองอีกครั้ง
การเสียชีวิตของซาอิฟ อัลอิสลาม กัดดาฟี ไม่เพียงปิดฉากบทบาทของบุคคลที่เป็นสัญลักษณ์ของระบอบเก่า แต่ยังตอกย้ำความจริงว่า ลิเบียยังคงเป็นสนามของความรุนแรง การแก้แค้นทางการเมือง และอำนาจนอกระบบ ที่ไม่มีใครปลอดภัย แม้เวลาจะผ่านมากว่าทศวรรษหลังการล่มสลายของมุอัมมาร์ กัดดาฟี