รายงานของบลูมเบิร์ก (3 มี.ค. 69) ระบุว่า สงครามอิหร่านกำลังเข้าสู่รูปแบบ “สงครามบั่นทอน” เพียงสามวันหลังการปะทะเริ่มต้น โดยผลลัพธ์อาจขึ้นอยู่กับว่า ฝ่ายใดจะกระสุนหมดก่อนกัน

  • การโจมตีด้วยโดรนหลายระลอกโดยสาธารณรัฐอิสลามกำลังสร้างแรงกดดันต่อระบบป้องกันของสหรัฐฯ และพันธมิตร ส่งผลให้คลังอาวุธลดลง
  • ขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศแพทริออตที่ผลิตโดยสหรัฐฯ ประสบความสำเร็จอย่างมากในการหยุดยั้งโดรนของอิหร่าน แต่การใช้ขีปนาวุธราคาแพงเพื่อทำลายโดรนราคาถูกนั้นแสดงให้เห็นถึงปัญหาสำหรับนักวางแผนทางทหารของชาตะวันตก
  • ทั้งอิหร่านและสหรัฐฯ อาจประสบปัญหาขาดแคลนอาวุธภายในเวลาไม่กี่วันหรือสัปดาห์ และฝ่ายใดที่สามารถยืดอายุการใช้งานได้นานกว่าจะได้รับความได้เปรียบอย่างมาก

โดรนราคาถูก บั่นทอนคลังอาวุธราคาแพง

รายงานชี้ว่า โดรนโจมตีทางเดียว “ชาเฮด-136” ของอิหร่าน ซึ่งมีต้นทุนราว 20,000 ดอลลาร์ (ราว 6 แสนบาท) ยังคงโจมตีเป้าหมายในตะวันออกกลาง รวมถึงฐานทัพสหรัฐฯ โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และอาคารพลเรือน หลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันเสาร์

ระบบป้องกันภัยทางอากาศแพทริออตของสหรัฐฯ ซึ่งมีต้นทุนลูกละประมาณ 4 ล้านดอลลาร์ (ราว 126 ล้านบาท) ถูกใช้สกัดโดรนและขีปนาวุธเหล่านี้ โดยสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ระบุว่าอัตราการสกัดกั้นสำเร็จสูงกว่า 90%

อย่างไรก็ตาม บลูมเบิร์กระบุว่า ภาพของการใช้ “ขีปนาวุธมูลค่าหลายล้านดอลลาร์ยิงสกัดโดรนราคาหลักหมื่น” สะท้อนปัญหาที่กองทัพตะวันตกเผชิญมาตั้งแต่สงครามยูเครน คือ อาวุธราคาถูกสามารถบั่นทอนทรัพยากรที่มีต้นทุนสูงได้อย่างรวดเร็ว

ใครจะหมดอาวุธก่อน

รายงานระบุว่า ทั้งอิหร่านและสหรัฐฯ อาจเผชิญภาวะอาวุธลดลงภายในไม่กี่วันหรือสัปดาห์ ฝ่ายที่ยืนระยะได้นานกว่าจะได้เปรียบอย่างมีนัยสำคัญ

เคลลี กรีโก จากสถาบันสติมสันให้ความเห็นว่า “ยุทธศาสตร์บั่นทอนมีเหตุผลเชิงปฏิบัติการจากมุมมองของอิหร่าน” โดยประเมินว่าอิหร่านคาดหวังให้ฝ่ายป้องกันหมดขีปนาวุธสกัดก่อน

กาตาร์ถูกประเมินจากการวิเคราะห์ภายในที่บลูมเบิร์กเข้าถึงว่า สต็อกขีปนาวุธแพทริออตอาจเพียงพอราว 4 วันตามอัตราการใช้งานปัจจุบัน แม้ทางการกาตาร์แถลงว่าสต็อกยัง “เพียงพอและไม่ร่อยหรอ”

ศักยภาพและข้อจำกัดของอิหร่าน

อิหร่านถูกประเมินว่ามีขีปนาวุธราว 2,000 ลูกหลังความขัดแย้งปีก่อน และมีโดรนจำนวนมาก โดยบางส่วนผลิตได้หลายร้อยลำต่อวัน

รายงานระบุว่า นับตั้งแต่เริ่มความขัดแย้งปะทุ อิหร่านยิงวัตถุโจมตีมากกว่า 1,200 ชิ้น ส่วนใหญ่คาดว่าเป็นโดรนชาเฮด ซึ่งอาจสะท้อนยุทธศาสตร์เก็บขีปนาวุธที่มีอานุภาพร้ายแรงกว่าไว้สำหรับการโจมตีต่อเนื่อง

ข้อจำกัดฝ่ายสหรัฐฯ และพันธมิตร

บลูมเบิร์กระบุว่า ผู้วางแผนการโจมตีของสหรัฐฯ อาจไม่ได้เคลื่อนย้ายอาวุธเข้าสู่ภูมิภาคมากพอสำหรับปฏิบัติการยาว 4 สัปดาห์ ตามที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประเมิน

รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ พีต เฮกเซธ กล่าวว่า “นี่ไม่ใช่อิรัก และไม่ใช่สงครามไม่มีที่สิ้นสุด”

ด้านการป้องกัน อิหร่านถูกโจมตีระบบป้องกันภัยทางอากาศตั้งแต่ชั่วโมงแรกของสงคราม รวมถึงระบบ S-300 ทำให้เครื่องบินสหรัฐฯ และอิสราเอลปฏิบัติการในน่านฟ้าอิหร่านได้โดยไม่มีรายงานปัญหาสำคัญ

ทางเลือกป้องกันที่ต้นทุนต่ำกว่า

รายงานระบุว่า สหรัฐฯ และพันธมิตรในภูมิภาคใช้ระบบป้องกันภัยทางอากาศแพทริออตของบริษัท RTX เป็นหลัก โดยยิงขีปนาวุธ PAC-3 ของบริษัทล็อกฮีด มาร์ติน แม้เพนตากอนพยายามเพิ่มกำลังการผลิต แต่ในปี 2025 มีการผลิต PAC-3 ได้เพียงราว 600 ลูก ขณะที่ตั้งแต่วันเสาร์มีการยิงสกัดไปแล้วจำนวนมากในตะวันออกกลาง

ซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ยังใช้งานระบบ THAAD ซึ่งออกแบบมาสกัดขีปนาวุธความเร็วสูงในชั้นบรรยากาศระดับบน โดยมีต้นทุนราว 12 ล้านดอลลาร์ต่อหนึ่งลูก และไม่นิยมใช้กับเป้าหมายขนาดเล็กอย่างโดรนราคาต่ำ

สหรัฐฯ ยังใช้เครื่องบินขับไล่ติดอาวุธ Advanced Precision Kill Weapon System ซึ่งมีราคาลูกละประมาณ 20,000 ถึง 30,000 ดอลลาร์ ไม่รวมค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการของเครื่องบิน

บลูมเบิร์กระบุว่า ระบบป้องกันโดรนเฉพาะทางยังมีจำกัดในภูมิภาค ทางเลือกที่ต้นทุนต่ำกว่า เช่น เลเซอร์ ปืนอัตโนมัติ หรือโดรนสกัด อาจช่วยปกป้องเมืองและโครงสร้างพื้นฐานได้โดยไม่ต้องใช้ขีปนาวุธมูลค่าสูงกับเป้าหมายราคาถูก

ระบบเลเซอร์ “ไอรอนบีม” ที่พัฒนาโดยบริษัทอิสราเอลถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์นี้ แต่กองทัพอิสราเอลระบุเมื่อวันจันทร์ว่ายังไม่ได้ใช้งานระบบดังกล่าวในการสู้รบครั้งนี้

บลูมเบิร์กสรุปว่า หากความเข้มข้นของการโจมตีในระดับปัจจุบันดำเนินต่อไป คลังขีปนาวุธสกัดในภูมิภาคอาจลดลงอย่างรวดเร็ว และหากอาวุธฝ่ายรุกลดลงเช่นกัน สถานการณ์อาจเข้าสู่ภาวะชะงักงัน

นักวิเคราะห์บางรายประเมินว่า จาก 60 ชั่วโมงแรกของสงคราม ความเป็นไปได้ของภาวะยืดเยื้อและบั่นทอนยังคงสูง